วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คุณยายเล่าให้ฟัง

  คุณยายของผมเป็นที่รักของหลานท่านสมกับเป็นกุลสตรีในดวงใจท่านจะเป็นคนพูดเสียงเบาและอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนท่านไม่ออกไปที่ไหนนอกจากวันพระหรือมีงานของญาติๆและมักจะมีเรื่องเล่าให้ฟังเสมอ ที่บ้านคุณยายมีจาน(ชานบ้านบริเวณที่เป็นช่วงต่อเชื่อมระหว่างตัวบ้านแต่ละหลังและเรือนครัวซึ่งจะมีกระถางต้นไม้และตุ่มใส่น้ำวางเรียงไว้มีสูบโยกสำหรับสูบน้ำมาใช้บริเวณชานนี้จะไม่มุงหลังคา และพื้นเป็นไม้ที่ตีมีช่องห่างประมาณหนึ่งนิ้ว ส่วนมากใช้เป็นลานซักล้างและเป็นที่อาบน้ำฝนเมื่อฝนตก)และมีหน้าเต๋นคือเป็นบริวณที่ยกสูงกว่าชานขึ้นมามีสามด้านด้านที่เป็นเรือนใหญ่อยู่ทิศตะวันออกจะยกสูงขึ้นด้วยบันไดหนึ่งขั้น แต่เป็นเรือนสองชั้นห้องนอนจะอยู่ชั้นบนส่วนห้องด้านล่างใช้เป็นตู้เก็บของและที่ทำงานบ้านเช่นรีดผ้า เย็บผ้า เรือนที่กินข้าวอีกด้านทางทิศตะวันตกของชานจะยกเป็นบันไดขึ้นสามขั้นเป็นเรือนสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีตั่งไม้ตัวเตี้ยอยู่กลางเรือนและมีน้ำต้น(คนโฑ)ที่มีขันเงินใบใหญ่ครอบและมีจานรองด้านล่าง ส่วนเรือนครัวจะยกบันไดขึ้นหนึ่งขั้นอยู่ด้านทิศเหนือซึ่งมีตู้ใส่กับข้าวและมีเตาอยู่ด้านเหนือ ตรงกลางห้องครัว มีโต๊ะกลมแบบจีนที่มีหินอ่อนวางด้านบนและมีฝาชีใหญ่ครอบไว้ ชิดริมด้านตะวันตกเป็นที่เก็บจานชามและหม้อที่แขวนไว้อย่างเป็นระเบียบ เตาไฟอยู่ชิดริมผนังด้านตะวันออก คุณยายมักจะนั่งอยู่ตรงนี้ในตอนบ่ายแก่ๆเตรียมเครื่องปรุงอาหารและทำอาหารเย็นด้วยตัวเองเพราะคุณตาจะไม่กินกับข้าวฝีมือคนอื่นเลย และหลานๆมักจะมาช่วยคุณยายเด็ดผักที่ชานของเรือนครัวและได้รู้เรื่องอะไรดีๆที่ท่านเล่าให้ฟัง กับข้าวที่คุณยายทำและทุกคนชอบคือ ฉู่ฉี่ปลา แกงสายบัว ต้มเค็มปลา นำพริกกะปิเป็นต้น ซึ่งผมจะนำมาเล่าในตอนต่อไปรวมทั้งสูตรอาหารของคุณยายด้วยนี้ใกล้เที่ยงแล้วต้องรีบไปหากับข้าวให้คุณแม่กินก่อนน่ะครับแล้วจะมาเล่าต่อ

พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

 ครับจากในหนังสือพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมีทั้งสามตอนท่านได้ทราบถึงสายปฐมวงศ์ของพระองค์แล้วต่อมาในหนังสือก็จะกล่าวถึงการเสด็จกลับมาเยี่ยมเชียงใหม่ครั้งแรก ต่อก่อนอื่นผมขอเพิ่มเติมอีกนิดเพื่อเป็นความรู้ก่อนที่จะผ่านไปเกี่ยวเนื่องมาจากตอนที่สอง เกี่ยวกับการเกล้าผมของผู้หญิงล้านนาในอดีต ซึ่งเพิ่มเติมก็คือวิธีเกล้าที่เห็นทั่วไปนิยมเกล้าสูงเกือบกลางหัว แล้วดึงปอยผมทำเป็นห่วง(ว้อง) จึงเรียกเกล้าวิดว้อง อีกอย่างหนึ่งเรียกอั่วช้อง คือการนำผมมาต่อจากผมที่มีอยู่ให้ยาวและหนาขึ้นโดยใช้ ชัน เป็นตัวประสาน แล้วเกล้าจะได้มวยผมที่ใหญ่ขึ้น (ในปัจจุบันก็คือการต่อผมให้ยาวและเยอะแล้วเกล้ามวยนั้นแหล่ะครับ แบบที่สามก็นำเอา ช้องผม หรือผมที่เก็บไว้เป็นก้อนกลมลี มาเสริมโดยวางไว้บนหัวให้ดูพองขึ้นเล็กน้อยแล้วเอาผมที่ด้านหน้าหวีมาปิดแล้วเกล้าผมเป็นมวยและดึงผมข้างขมับให้พองอกมาเล็กน้อย เรียกว่า ชักหงีบ(ขมับ) อีกแบบหนึ่งคือเกล้าทรงญี่ปุ่น คือการเกล้าที่ด้านหน้าใช้ช้องหนุนให้สูง และแต่งให้เป็นกระบัง ซึ่งเป็นแบบที่นิยมทำในสมัยพระราชชายา เจ้าดารารัศมี นี้เองครับ เอาล่ะครับมาเข้าเรื่องพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ต่อเลยครับ
ตอนที่ ๔ หน้าที่ ๔ ถึงหน้า ๖

                                                 เสด็จกลับมาเยี่ยมเชียงใหม่ครั้งแรก
       ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เมื่อพระเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ลงไปเฝ้าทุลละอองธุลีพระบาท เป็นโอกาสเหมาะพระองค์ จึงได้กราบถวายบังคมลาขึ้นมาพร้อมกับเจ้าอินทวโรรส ฯ เพื่อเยี่ยมเยียนมาตุภูมิและประยูรญาติ โดยได้ นิราศไปเป็นเวลาถึง ๒๑ ปี โปรดเกล้า ฯ ให้มีสนม กรมวัง พระตำรวจ คุณท้าว เฒ่าแก่ จ่าโขลนตามเสด็จและพระราชทานวอช่อฟ้ากับพระกรดเป็นเกียรติยศ พระตำรวจเอกและนายพลตรี พระอนุชิตชาญไชย (สาย สิงหเสนี) เป็นพระอภิบาลกำกับการทั่วไป ก่อนที่จะเสด็จก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีการพระราชทานเลี้ยงส่งณพระที่นั่งอัมพรสถาน แล้วเสด็จไปทอดพระเนตร์ละครปรีดาลัย
        วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๑ เสด็จจากพระราชวังดุสิตเสด็จขึ้นรถไฟที่สถานีสามเสน พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพร้อมด้วยพระบรมวงสานุวงศ์ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ตลอดถึงข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยได้เสด็จและมาส่งยังสถานีเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงหาดไทย กับพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี เสด็จส่งถึงปากน้ำโพ  ซึ่งเป็นที่สุดของทางรถไฟเวลานั้น แล้วลงประทับเรือที่นั่งเก๋งประพาส มีเรือแม่ปะ สีดอ ชะล่า กว่า ๕๐ ลำ ปักธงทิวเป็นขบวนรอนแรมตามชลมารควิถี เมื่อผ่านเขตต์อำเภอ จังหวัด มณฑลใด  เจ้าหน้าที่นั้น ๆ ก็ปลูกพลับพลาประทับร้อน ประทับแรม แลคอยรับส่งเสด็จตลอดเขตต์ของตนทุกแห่ง เสด็จถึงเชียงใหม่วันที่ ๙ เมษายน  พ.ศ.๒๔๕๒ รวมเวลา ๒ เดือน ๙ วันพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพกับเจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เมื่อยังเป็นเจ้าอุปราช พร้อมด้วยเจ้านายข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือน ตลอดถึงอำเภอทุกอำเภอ พ่อค้าคหบดี ชาวต่างประเทศ ต่างจัดขบวนแห่ของตน ๆ มีตำรวจ ทหารและข้าราชการขี่ม้าเข้าแถวนำ กับแต่งเป็นภาพต่าง ๆ มีภาพคนสมัยโบราณ คนป่า เรื่องชาดก รามเกียรติ์ เช่นเรื่องพญามังราย ละวะ เจ้าหงส์หิน พระลักษมณ์ พระราม พระเวสสันดร เมขลาล่อแก้ว กลองชนะ กลองสบัดไชย แตรวง กลองเมือง กลองมองเซิง อุเจ่ กลองพะม่า ล่อโก๊ ฯลฯ ตั้ง ๑๐ ขบวน ตั้งขบวนแห่จากที่ทำการป่าไม้ภาคเชียงใหม่ มาตามถนนเจริญประเทศ เลี้ยวถนนท่าแพ และถนนพระปกเกล้า ฯ ออกประตูช้างเผือก เลี้ยวถนนเชียงยืน มาถนนราชวงศ์ เลี้ยวถึงที่ประทับณคุ้มหลวงเดี๋ยวนี้ ซึ่งจัดเป็นข้างหน้าข้างในอย่างมิดชิด ผู้ ใดจะเข้าเฝ้าต้องมีสนม กรมวัง กำกับทำนองเดียวกับในพระบรมมหาราชวัง มีทหารกองเกียรติยศประจำหน้าที่ประทับ เวลาเสด็จผ่าน ทหารเป่าแตรถวายคำนับทุกครั้ง วันเสด็จถึงข้าราชการแต่งเต็มยศขาว
        ในตอนนี้ยังไม่จบครับยังทรงเสด็จไปอีกหลายแห่งซึ่งจะนำเสนอในตอนต่อไปครับ

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

    กลับมาแล้วครับก่อนถึงตอนที่ ๓ ผมขออนุญาติเพิ่มเติม เพื่อความเข้าใจ ที่ข้อความว่า พระราชชายาฯ มีพระธิดาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี นั้น เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ครับ และอีกตอนที่บอกว่า พระบิดาโปรดให้มีพิธีโสกันต์ นั้นแสดงว่าพระราชชายา เมื่อยังทรงพระเยาว์ปฏิบัติตามธรรมเนียมของภาคกลางคือไว้จุก ถ้าหากสันนิฐาน ผู้ที่ไว้จุก หน้าจะเป็นชนชั้นเจ้านาย และคหบดีของเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามามีบทบาทใน ชาวล้านนา ซึ่งตามความนิยมในสมัยก่อนหญิงชาวล้านนานิยมไว้ผมยาวและเกล้ามวยผมตั้งแต่เด็กจนถึงวันชรา และมีการประดับผมด้วย ปิ่น ดอกไม้ไหว(ดอกไม้ที่ทำด้วยเงิน หรือทองมักเป็นเหมือนดอกไม้จริงเช่น ดอกเอื้องผึ้ง กระดังงาเป็นต้น) หรือนิยมใช้ดอกไม้หอมและเป็นมงคล เช่นดอกเอื้องผึ้ง ดอกตาเหิน(มหาหงส์) ดอกเก็ดถะหวา(พุดซ้อน) ดอกมะลิ ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นการบูชาขวัญหัวของตนเองครับ เอาล่ะครับเริ่มออกไปไกลแล้ว มาต่อถึงพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในหนังสือพระราชประวัติ ต่อเลยครับ
ตอนที่ ๓ หน้าที่ ๓ และหน้าที่ ๔
          ครั้นณวันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๓ เหนือ ตรงกับวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พระพุทธสักราช ๒๔๒๙ ปีจอ ได้ตามพระบิดาลงไปเฝ้าทุลละอองธุลีพระบาทณกรุงเทพ ฯ แล้วเลยอยู่รับราชการฉลองพระเดชพระคุณฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ได้ โปรดเกล้าฯ ให้มีการสมโภชเป็นการรับรองด้วย เมื่อประสูติพระราชธิดาแล้วโปรดเกล้าให้เลื่อนถานาศักดิ์เป็นพระสนมเอก ปลาย พ.ศ. ๒๔๕๑ คราวเสด็จกลับมาเยี่ยมนครเชียงใหม่ครั้งแรก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาพระอิสสริยยศเป็นพระราชชายา พระองค์มีความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเจ้านายในราชจักรีวงศ์ และได้ทรงปฏิบติหน้าที่เป็นที่ต้องพระราชหฤทัยแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอย่างดียิ่ง นอกจากนั้นยังทรงปฏิบัติให้เป็นที่ทรงพระเมตตาของเจ้านายในราชจักรีวงศ์ และเป็นที่รักใคร่นับถือของเจ้าจอมอื่น ๆ ตลอดถึงข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั่วไปอีกด้วย เหตุทั้งนี้จึงทำให้เจ้านายฝ่านเหนือมีโอกาสได้สนิทสนมกับเจ้านายในราชจักรีวงศ์ และข้าราชการทั่วไปอีกชั้นหนึ่ง.

พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

          จากตอนที่หนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐฯ ได้ อรัมภบท เป็นการบอกวัตถุประสงค์ในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ อุทิศส่วนกุศล ให้พระราชชายา เจ้าดารารัศมีแล้ว ยังพิมพ์เพื่อมอบให้ผู้ที่มาร่วมงานพระเมรุ จะได้ไม่ลืมในพระราชชายาฯ ผมจึงถามคุณยายว่าใครที่ไปร่วมงานนี้และได้รับแจกมา ก็ได้คำตอบว่าหน้าจะเป็นคุณทวดบัวเขียว เลาวพงศ์ ซึ่งเป็นน้องของคุณทวดฮัวฮง เลาวพงค์ ซึ่งเป็นพ่อของคุณตาที่เป็นสาวและขอคุณตาบุญเจริญ(ซุ่นเฮง) เลาวพงศ์มาเลี้ยงเป็นลูก เพราะคุณทวดบัวเขียวจะสนิทสนมกับเจ้านายฝ่ายเหนือและไปมาหาสู่กันเสมอๆ และท่านเป็นคนกว้างขวางชอบอ่านหนังสือและเก็บหนังสือไว้เป็นจำนวนมาก ตอนนี้มาทราบถึงพระประวัติพระราชายา เจ้าดารารัศมี จากหนังสือเส่มนี้กันเลยครับ
ตอนที่ ๒ หน้าที่ ๑
พระประวัติ
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
        พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ประสูติณวันอังคาร เดือน ๑๐ เหนือ (เดือน๘ใต้) ขึ้น ๔ ค่ำ ปีระกา เวลา ๐๓.๐๐ น. เศษ ตรงกับวันที่ ๒๖ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๑๖ ที่คุ้มหลวงกลางเมืองนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งดรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเวลานี้ พระองค์ท่านอุบัติในสกุลณเชียงใหม่ เป็นหน่อเนื้อเชื้อพระเจ้าผู้คองนครทั้งสองฝ่าย ดังปรากฏตามสายปฐมวงศ์ต่อไปนี้
                                                                      สายปฐมวงศ์
                พระยาสุรวฦไชยสงคราม (ทิพจักร์)___________________แม่เจ้าพิมลา
                                                                                         |
                                                   ___________________
                                                   |
                                     เจ้าฟ้าชายแก้ว________แม่เจ้าจันตา
                                                                   |
                  __________________________________
                 |                                                                    |
พระเจ้ากาวิละ ฯ_______แม่เจ้าโนจา ,  เจ้าหลวงเศรษฐี (คำฝั้น)_____________แม่เจ้าตาเวย
ครองนครเชียงใหม่ |                              ครองนครชียงใหม่                    |
              _________|                                             _________________
             |                                                                |
พระเจ้ากาวิโรส ฯ _______แม่เจ้าอุสาห์ ,  เจ้าราชวงศ์ (คำคง) ______________แม่เจ้าคำหล้า
ครองนครเชียงใหม่    |                                  นครเชียงใหม่                      |
                                  |____                                    _________________|
                                           |                                   |
                            แม่เจ้าทิพเกษร______พระเจ้าอินทวิชยานนท์
                                                         |       ครองนครเชียงใหม่
                                             พระราชชายา ฯ

พระราชชายาฯ มีเชษฐ แลพระเชษฐภคินี ดังนี้
     ๑. เจ้าน้อย โตน            วายชนม์แล้ว           (บิดาเจ้ารถแก้ว)
     ๒. เจ้าราชวงศ์ (น้อยขัตียะ)  วายชนม์ _
                                  (บิดาเจ้าบุษบา)        | ร่วมอุทรเดียวกัน
     ๓. เจ้านางคำข่าย      วายชนม์            _|
     ๔. เจ้าแก้วผาบเมือง   วายชนม์           _
                             (บิดาเจ้าอุ่นเรือน)          | ร่วมอุทรเดียวกัน
     ๕. เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์(น้อยสุริยะ)   |
              เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่ ๘      _
      ๖. เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ (เจ้าแก้ว)                 | ร่วมอุทรเดียวกัน
              เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่ ๙        |
       ๗. เจ้าจอมจันทร์        วายชนม์         _|
       ๘. เจ้านางคำห้าง       วายชนม์
       ๙. เจ้านางจันทร โสภา  วายชนม์     _
                                                                  | ร่วมอุทรเดียวกัน
       ๑๐. พระราชชายาฯ                           _|
        พระราชชายา ฯ มีพระธิดาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี สิ้นพระชนม์เมื่อพระชัณษาได้ ๔ พรรษา
       มื่อพระราชชายา ฯ ทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาอักษรไทยเหนือ ไทยใต้ และทรงเข้าพระทัยในขนบธรรมเนียมขัติยประเพณีเป็นอย่างดี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๖ พระชนมายุย่างเข้า ๑๑ พรรษาเศษ พระบิดาโปรดให้มีพิธีโสกันต์และมีมหกรรมอย่างครึกครื้น คราวนั้นพระยาราชสัมภารากร เปนข้าหลวงประจำเชียงใหม่ได้ช่วยเป็นธุระในงานโสกันต์ตลอด ภายหลังเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ขึ้นมาทรงจัดตั้งตำแหน่งเสนาทั้งหก ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระกุณฑลประดับเพ็ชร์มาพระราชทานเป็นของขวัญด้วย และได้ โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้นางเต็ม เป็นแม่นางกัลยารักษ์ ให้นายน้อยบุญทา เป็นพญาพิทักษ์เทวี ตำแหน่งพี่เลี้ยงทั้งสองคนตั้งแต่ครั้งนั้น
จบตอนที่ สอง หน้าที่สาม

      
                              

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วันปิยมหาราช

           เบญมาศเร็วรับแต่งตัวให้ลูกหมีและน้องจิ๋มเร็วๆเดี๋ยวจะไปไม่ทัน เสียงแม่เร่งให้พี่เลี้ยงช่วยแต่งตัวให้ผมกับน้อง ด้านนอกได้ยินเสียงกลองของวงค์ดุริยางค์ดังมาแต่ไกล นั้นเป็นเสียงที่ทำให้ผมตื่นเต้นอยากออกบ้านในตอนเช้าๆเป็นที่สุด คุณแม่จะจูงผมส่วนคุณพ่อจะอุ้มน้องจุ๋มจิ๋ม เราเดินไปตามถนนพระปกเกล้ามุ่งหน้าไปทางศาลากลาง(หลังเดิม) ผู้คนต่างอุ้มลูกจูงหลานมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เราเดินไปจนถึงหน้าโรงเรียนยุพราช ซึ่งอดีตเคยเป็นคุ้มหลวงกลางเวียงของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ผู้คนมากมายยืนรอที่ถนนหน้าโรงเรียนยุพราช เสียงวงค์ดุริยางค์ของโรงเรียนต่างๆ พร้อมทั้งขบวนพาเหรดที่แต่งกายเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละโรงเรียนเริ่มทะยอยแห่ผ่านสายตา พร้อมทั้งอัญเชิญพวงมาลาที่ตกแต่งอย่างสวยงามใหญ่โต ผ่านเลี้ยวเข้าไปในสนามฟุตบอลโรงเรียนยุพราชที่ล่ะโรงเรียน วงค์ดุริยางที่สวยงามและแปลกเป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียนบูรณศักดิ์ ที่ทุกคนสนใจมาก ดรัมเยอร์และผู้เล่นดนตรีใส่กระโปรงลายสก็อต สรวมรองเท้าถุงเท้ามี ภู่ห้อย ใส่ผ้าพาดเฉียงไหล่และทุกคนเป่าปี่สก็อตที่เสียงแปลกไพเราะ นักเรียนที่เดินตามอย่างแข็งขัน ตามด้วยวงค์ดุริยางค์ในชุดกางเกงขายาวสีน้ำเงินมีแถบขาวด้านข้างและเสื้อนอกสีน้ำเงินมีภู่สีขาวหมวกทรงสูงสีน้ำเงินดูเท๋ห์มาก บรรเลงเพลงมาร์ชอย่างไพเราะ มีนักเรียนใส่กางเกงสีนำเงินเสื้อขาวอัญเชิญพวงมาลาตามมาอีกจำนวนนับร้อยคน เป็นวงดุริยางค์ของโรงเรียนปรินส์รอยแยลวิทยาลัยแน่นอน ตามมาด้วยวงค์ดุริยางที่กางเกงดำมีแถบและเสื้อนอกสีแดงสด สง่างามบรรเลงเพลงมาร์ชมาตามด้วยนักเรียนอีกจำนวนมากเดินเป็นระเบียบคือโรงเรียนมงค์ฟอร์ตวิทยาลัย ตามมาด้วยโรงเรียนยุพราชวงดุริยางสวมเสื้อนอกสีบานเย็น กางเกงดำ แถวนักเรียนอีกมากมาย และก็มีของโรงเรียนอื่นๆ เช่นโรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนเรยีนาเชรีย์วิทยาลัย โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ และหน่วยราชการต่างๆ สลับกับโรงเรียนต่างๆ เรายืนดูตั้งแต่หกโมงเช้าถึงแปดโมงขบวนถึงเข้าไปในสนามโรงเรียนยุพราชจนหมด คุณแม่ และคุณพ่อจะพาเราเข้าไปดูพิธีวางพวงมาลาเมื่อเสร็จพิธี ก็จะได้เห็นวงดุริยางค์เดินออกจากประตูไปอย่างเป็นระเบียบสวย สง่างาม ซึ่งปีหนี่งจะเพียงครั้งเดียวที่จะได้เห็นวงดุริยางค์ออกมาพร้อมเพียงกันในวันปิยมหาราชนี้เอง ทำให้ผมไฝ่ฝันที่จะได้เข้าร่วมในวงดุริยางค์ให้ได้ด้วยความสง่างามนี้เอง หลังจากนั้นคุณพ่อคุณแม่จะพาลูกๆค่อยๆเดินดูพวงมาลาที่แต่ละอัน ที่สถานศีกษาหน่วยงานนำมาถวายเป็นเครื่องราชสักการะ ซึ่งแต่ละอันมีความสวยงาม ใหญ่โต นำศิลปะมาตกแต่งอย่างเต็มที่ บางแห่งทำจากผ้ากำมะหยี่ การประดับกระจก หรือใช้เมล็ดพันธ์พืชมาประดับ เป็นพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มและเป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทย เช่นการเลิกทาส การรถไฟ และอื่นๆอีกมากมาย ประชาชนที่เข้ามาชมพวงมาลาต่างก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ คุณพ่อและคุณแม่จะช่วยอธิบายให้ลูกๆฟังถึงความหมายของพวงมาลาแต่ละอัน อันนี้น่ะลูกเขาทำเป็นรูปโซ่คล้องกัน แต่ช่วงที่ขาดหายไปนี้เป็นการแสดงว่า พระปิยมหาราชทรงเลิกทาสน่ะลูก อันนั้นทำเป็นรูปรถไฟ และดอกกุหลาบ พระองค์ทรงโปรดดอกกุหลาบและทรงริเริ่มการรถไฟขึ้นเป็นครั้งแรกน่ะลูกคุณพ่อช่วยเสริม ส่วนอันนั้นเป็นพื้นสีดำทั้งผืนแล้วมีกระจกตัดเป็นวงกลมพอแสงพระอาทิตย์สะท้อนก็ดูเหมือนดวงอาทิตย์ก็มีความหมายว่าพระองค์ทรงเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างขจัดความมืดคือการนำความเจริญทัดเทียมอารยประเทศมาสู้ประเทศของเรา ดูอันนั้นซิครับเป็นรูปคนขี่ม้าลูกเคยไปกรุงเทพฯกับพ่อลูกจำได้ไหมที่พ่อชี้ให้ลุกยกมือไหว้กลางถนนที่กว้างเป็นอนุเสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าของรัชการที่ ๕ ที่เขาเอาแบบมาทำไว้บนพวงมาลานั้นไงครับคุณพ่อบอก เราเดินดูจนหมดแล้วคุณพ่อคุณแม่ ก็พาออกมาทีริมสนามมีรถขายโรตีสายไหมที่ปั่นมือ คุณแม่ก็ซื้อให้กินซึ่งเป็นเส้นอ่อนนุ่มสีครีมพันมาบนไม้ คนล่ะอัน จากนั้นเราก็พากันกลับบ้านด้วยความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการลที่ ๕ ซึ่งเราถวายพระนามว่าพระปิยมหาราช พระผู้อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยมิรู้คลาย แต่...........ปัจจุบันนี้วันเวลาที่เปลี่ยนไปความรักยังไม่รู้คลายแต่ด้วยการเปลี่ยนระบบการศึกษาทำให้ช่วงเวลาวันปิยมหาราชเป็นช่วงปิดเทอมทำให้ความคึกคักของงานจืดจางไป แต่ความจงรักภักดียังไม่เสื่อมคลาย

พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

ที่บ้านคุณตา คุณยาย เป็นบ้านเก๊า(บ้านต้นตระกูล) จึงเป็นที่รวบรวมหนังสือ สิ่งของต่างๆไว้มากมายซึ่งเมื่อมีการรื้อบ้านหลังนี้ทำให้ข้าวของที่สะสมมารุ่นตารุ่นชวดถูกทิ้งและกระจายไปตามบ้านของลูกหลาน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เพิ่งมารู้ตัวเองว่าเป็นคนผิดที่ไม่รู้คุณค่าของที่บรรพบุรุษเก็บสะสมไว้ ซึ่งกว่าจะรู้ก็เกือบสายไปยังคงเหลืออยู่บ้าง ที่ว่าผมเป็นคนผิดก็คือเมื่อตอนจะรื้อบ้านเก๊าที่ริมแม่น้ำปิง  ประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๐ นั้นไม่มีใครช่วยเก็บและขนของมีแต่ผมคนเดียวและที่เก็บของก็ไม่มี ด้วยความมักง่ายและความเหนื่อยของผม ผมจะก็นำของบางส่วนที่ตนเองไม่เห็นคุณค่า เช่นสมุด หนังสือ แผ่นป้ายโฆษณา ล๊อตตารี่เก่าๆ สิ่งของเครื่องใช้ ทิ้งลงในแม่น้ำปิงในตอนกลางคืน เกือบทุกวันเมื่อมาคิดดูในขณะนี้แทบอยากกระโดดลงแม่นำปิงยามหน้าฝนนี้ที่ไม่ร้จักรักษาของเก่า แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ ซึ่งผมเก็บใส่กล่องแล้วเอาไปไว้ที่ตู้ใต้ถุนบ้านอีกหลังในบริเวณเดียวกัน และเมื่อผมเห็นคุณค่าผมมาเปิดกล่องเมื่อยี่สิบปีให้หลัง จึงได้รู้ว่าทำไมปู่ ย่า ตา ชวด จึงเก็บของเหล่านี้ไว้ ทุกอย่างเป็นประวัติศาสตร์ ที่บอกเล่าเรื่องราวของเชียงใหม่ในอดีต อย่างที่หาไม่ได้จากการอ่านในหนังสือ จึงเป็นเหตุให้ผมนำเรื่องที่เหลือเหล่านั้นมาแบ่งปัน ให้ผู้สนใจได้รับรู้ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะมาอวดอ้างถึงความเป็นตระกูลเก่าแก่ และมีชาติตระกูล อันยาวนาน แต่ผมต้องการให้เรื่องราวในอดีตที่ คนในตระกุลได้สัมผัส ในช่วงเวลาที่ฝ่านมาเป็นส่วนประกอบในการศึกษา วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ สถานที่อยู่อาศัย กับผู้ที่สนใจ ในช่วงระยะ ๑๕๐ ถึง ๒๐๐ ปีที่ผ่านมาของแผ่นดินล้านนา ของทุกชิ้นคงเหลือรอดจากการทิ้งไปนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่งที่ เมื่อผมเปิดกล่องและพบ เป็นหนังสือเล่มสำคัญที่ หน้าจะถ่ายทอดให้ผู้สนใจได้ ทราบ หนังสือเล่มนั้น เป็นหนังสีอปกอ่อน ขนาดเล็กกว่า เอสี่เล็กน้อย มีทั้งหมด ๕๕ หน้า ด้วยความเก่าคาดว่าหน้าจะเป็นกระดาษสีขาวเพราะปัจจุบันกระดาษเป็นสีน้ำตาลอ่อนหมดแล้ว บนหน้าปกเขียนไว้ว่า พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เจ้าแก้วนวรัฐฯ ผู้ครองนครเชียงใหม่ เรียบเรียง พิมพ์ในงานถวายพระเพลิง ปีจอ
พ.ศ.๒๔๗๗ พิมพ์ที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ถนนบำรุงเมือง ในพระนคร เมื่อเปิดไปหน้าแรกมี อารัมภบท หน้าต่อมาเป็นกระดาษบางรอง พระรูปพระราชชายา เจ้าดารารัศมี เมื่อพระชนม์มากแล้ว  จากนั้นหน้าถัดไปเป็นพระประวัติโดยละเอียดถึงแปดหน้า แล้วเป็นกระดาษบางรองรูปที่ประดิษฐานพระศพ  จากนั้นเป็น พระราชโทรเลขและพระราชหัตถเลขา รัชชกาลที่ ๕ ที่โปรดเกล้าฯ พระราชชายาฯ เมื่อเสด็จเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๔๕๑ ( ร.ศ. ๑๒๗-๑๒๘ ) ค้นพบพระราชโทรเลข ๔๑ ฉะบับ พระราชหัตถเลขา ๑๗ ฉะบับ เลือกเอาบางฉะบับ และพระราชหัตถเลขารัชชกาลที่ ๗ ซึ่งผมจะขออนุญาตินำเสนอไปเป็นตอนๆ ดังนี้
ตอนที่ ๑ หน้าแรก
                                                                        อารัมภบท


                    พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ศรีแห่งนครเชียงใหม่ ผู้ทรงเกียรติคุณและเกียรติยศอย่างอุโฆษ ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายมานานแล้วนั้น ต่อไปนี้จะค่อยเลือนหายไปจากความทรงจำทีละน้อย ๆ ซึ่งตามธรรมดามักเป็นเช่นนั้นก็ดี แต่ถ้าได้พิมพ์พระประวัติของพระองค์ท่านไว้ ย่อมเป็นเครื่องฟื้นความจำได้ อีกประการหนึ่งผู้ ที่ไม่ทราบเรื่องของพระองค์ท่านละเอียดก็ยังมีอีกมาก จึงได้รวบรวมพระประวัติพิมพ์ เพื่อเทิดพระเกียรติคุณพระเกียรติยศของพระองค์ไว้ชั่วกาลนาน และเพื่อเป็นเครื่องปฏิการที่พระองค์ได้อุปการะแก่วงศ์ญาติ ซึ่งต่างก็ระลึกถึงและอาลัยอาวรณ์ไม่รู้หาย กับเพื่อเป็นสิ่งตอบแทนท่านที่เคารพและรักใคร่ในคราวงานพระเมรุ และขออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระองค์ท่าน ผู้เป็นพระขนิษฐภคินีที่รักยิ่งของข้าพเจ้าด้วย.
                                                                                     เจ้าแก้วนวรัฐฯ 
                                                                          นครเชียงใหม่ เมษายน ๒๔๗๗
จบตอนที่ ๑ (ผิดตกยกเว้น)

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

นิทรรศการ Yee Peng 2008 บูชาพระเจ้าห้าพระองค์

นิทรรศการ :  Yee Peng 2008 บูชาพระเจ้าห้าพระองค์
วัน เวลา :      วันที่ 10  พฤศจิกายน  2551  วันที่ 30 พฤศจิกายน 2551
สถานที่ :        นอร์ทเทอร์น วิลเลจ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต
                      เป็นการจัดแสดงโคมรูปพระอาทิตย์จำนวน 5 ใบ ตามความหมายคือพระอาทิตย์ให้แสงสว่าง ให้ความอบอุ่นใก้แก่สิ่งมีชีวิตบนโลก ดุจดั่งพระพุทธเจ้าได้นำพระธรรม คำสั่งสอนมาโปรดชาวโลก ให้รู้ถึงความเป็นจริงของธรรมชาติและยอมรับธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ความเชื่อในคำสอนพระอดีตพุทธเจ้าที่บังเกิดแล้วสี่พระองค์ และยังมีพระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดอีกพระองค์หนึ่ง รวมเป็นห้าพระองค์ คือ กะกุสันทะ โกนาคมนะ กัสปะ โคตรมะ อริยเมตตรัย ซึ่งชาวพุทธให้การเครรพบูชา จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ประดิษฐ์โคมเป็นรูปพระอาทิตย์ และตัดฉลุกระดาษด้วยกรรไกรเป็นรูปแทนแห่งพระเจ้าห้าพระองค์.

การ์เรียนเชิญเปิดและชมนิทรรศการ

การ์เรียนเชิญเปิดและชมนิทรรศการ
นิทรรศการตั้งแต่ ๑๕ พย.ถึง ๑๕ ธค.นี้

In this photograph if you know please tell me where they are ?

In this photograph if you know please tell me where they are ?
ภาพถ่ายชุดนี้ คุณพ่อผมถ่ายไว้เป็นจำนวนมากเมื่อ ไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณ หกสิบ ถึงเจ็ดสิบปีมาแล้ว ท่านเสียชีวิตไปปี ๒๕๑๓ เอกสารบางอย่างถูกน้ำถ่วมและสูญหาย ทำให้ไม่ทราบถึงสถานที่ในภาพ ถ้าหากท่านทราบกรุณาบอกผมด้วยขอบคุณครับ

In this photograph if you know pleas tell me where they are ?

In this photograph if you know pleas tell me where they are ?
รูปแกะสลักนี้ตั้งอยู่ที่ไหนครับทราบโปรดบอกด้วยครับขอบคุณครับ

Please tell me where they are ?

Please tell me where they are ?
รูปเหล่านี้เป็นเทพฯของอียิปต์ยุกต์โบราณ

Please tell me where they are ?

Please tell me where they are ?
หน้าจะเป็นเทพฯ หรือ ราชินีองค์หนึ่งในอียิปต์โบราณ ถ้าสรวมหมวกรูปบัลลังก์ จะป็นเทพไอซิส

Please tell me were they are ?

Please tell me were they are ?

Please tell me where they are ?

Please tell me where they are ?

พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัว

พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช เทิดพระเกียรติในวาระ ๑๐๐ ปี วันสวรรคต ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ (มีบทความด้านล่าง)

พระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
๑๑๐ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์มิรู้ลืม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายเบญจพล สิทธิประณีต.

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระโอรสธิดา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระโอรสธิดา
สมเด็จย่าทรงกับพระโอรสธิดาครั้งทรงพระเยาว์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘ สมเด็จย่า ฯ พระอนุชา

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘ สมเด็จย่า ฯ พระอนุชา
ในหลวงรัชการที่ ๘ สมเด็จย่า และพระอนุชา (ในหลวงรัชกาลที่ ๙)

ทรงงาน

ทรงงาน
พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ ๙ และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงงาน

สมเด็จแม่ฯ

สมเด็จแม่ฯ
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

สูจิบัตร นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม

สูจิบัตร นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม
นิทรรศการ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม ณ.ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์(แพ บุนนาค) งานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๙ ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒ (มีรูปงานนิทรรศการด้านล่าง)

My collection-ภาพเก่าเล่าอดีต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

My collection-ภาพเก่าเล่าอดีต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่(พ.ศ.2501)

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
ทั้งสองพระองค์บริเวณบันไดนาควัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่

พระบัวเข็ม

พระบัวเข็ม
พระบัวเข็ม ที่บ้านจะมีจานเชิงใส่นำรองอยู่ด้านล่างองค์พระซึ่งทำจากไม้ลงรักปิดทอง

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
Tn the town by Vimol Siddhipraneet.

The way of life in u.s.a.

The way of life in u.s.a.
In the town.

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
In the town.

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
In the town.

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
In the town.

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
In the town.

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
In the town.

The way of life in U.S.A

The way of life in U.S.A
In the town.

ภาพถ่ายในสหรัฐอเมริกา

ภาพถ่ายในสหรัฐอเมริกา
ถ่ายโดย คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.เมื่อครั้งไปสหรัฐอเมริกา

ภาพถ่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาพถ่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย เมื่อทำงานสำนักข่าวสารอเมริกัน

ภาพถ่ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาพถ่ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย ล้าง และอัดเอง ท่านมีห้องมืดที่บ้าน.