วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " กลับมาแล้วครับก่อนถึงตอนที่ ๓ ผมขออนุญาติเพิ่มเติม เพื่อความเข้าใจ ที่ข้อความว่า พระราชชายาฯ มีพระธิดาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระองค์เ..."

พระราชประวัติ สมเจพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

พระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๓ พระนามเดิม สังวาลย์ ในครอลครัวช่างทอง แถบวัด 
                        อนงคาราม ธนบุรี
การศึกษา ประกาศนียบัตร วิชาพยาบาล ดรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราชพยาบาล
                 ทรงได้รับทุนพระราชทานไปศึกษาต่อวิชาพยาบาลระดับสูงที่สหรัฐอเมริกา
                 วิชาเตรียมพยาบาล วิทยาลัยชิมมอนส์ สหรัฐอเมริกา
                 วาชาสาธารณสุขโรงเรียน สถาบันเอ็มไอที สหรัฐอเมริกา
ครอบครัว ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช พระราชโอรสใน
                 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕   เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๓
                 ทรงมีพระโอรสธิดา ๓ พระองค์คือ
                 ๑.สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนาราธิวาสราชนครินทร์
                     ประสูตร พ.ศ. ๒๔๖๖ ณ.ประเทศอังกฤษ
                 ๒.พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร
                     พระราชสมภพ พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ.ประเทศเยอรมัน
                 ๓.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
                     พระราชสมภพ พ.ศ.๒๔๗๐ ณ.สหรัฐอเมริกา
                     สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๒ จากนั้น
พ.ศ.๒๔๗๖ ทรงประทับที่เมื่องโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อพระอนามัยของพระโอรสองค์โต ที่ไม่สู้แข็งแรง และการศึกษาขอพระโอรสธิดา พ.ศ.๒๔๗๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ขึ้นครองราชเป็นรัชการที่ ๘ และเมื่อสิ้นพระชนม์พระ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชเป็นรัชการที่ ๙ พ.ศ.๒๔๘๙ ทรงประทับที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จนกระทั่งถึง ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ จึงเสด็จกลับมาประทับในประเทศไทย ทรงเสด็จประพาสหัวเมืองพร้อมทรงงานเยี่ยมเยียนราษฏรและเจ้าหน้าที่ในถิ่นทุรกันดาร ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ ทั้งในด้านการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข การพัฒนางานหัตถกรรมชาวเขา การฟื้นฟูการปลูกป่า การพัฒนาคุณภาพชีวินที่ดอยตุงเพื่อให้ประชาชนผู้ยากไร้ในชนบทได้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ทรงงานด้านศิลปะหัตถกรรมด้วยพระองค์เอง จนเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ทรงเสด็จสวรรคต แต่งานที่ทรงริเริ่มและทำไว้ พระราชโอรส พระราชธิดาและพระนัดดาได้ทรงสืบสานต่อไป.


                     

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

        สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามเดิม สังวาลย์ ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอภิเสกสมรสกับสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๔๖๓ ณ วังสระปทุม
      ทรงมีพระโอรสธิดา ๓ พระองค์ คือ
      ๑.สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
      ๒.พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘
      ๓.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ ๙

พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

 หลายท่านคงแปลกใจที่ผมนำพระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี มานำเสนอ มีเหตุผลอยู่หลายประการ คือ ปีนี้เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคต ๑๐๐ ปี จึงนำเรื่องราวที่เกี่ยวข้องของพระองค์ท่านโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแผ่นดินล้านนา และสายสัมพันธ์ที่เชื่อมแผ่นดินล้านนาและรัตนโกสินทร์เป็นพื้นแผ่นดินเดียวกัน โดยเกิดจากความรักความผูกพันธ์ของ พระพุทธเจ้าหลวงและพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เจ้าหญิงแห่งแผ่นดินล้านนา ซึ่งเป็นตำแหน่งพระมเหสีหนึ่งในห้าพระองค์ และ เดือนนี้ เป็นเดือนตุลาคม วันที่ ๒๓ ตุลาคม นี้เป็นวันปิยมหาราช ซึ่งเมื่อ ๑๐๐ปีที่ผ่านมาคือ วันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ เวลา ๒๔.๔๕ น.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคพระวักกะพิการ (ไตวาย) ณ.พระที่นังอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สิริรวมพระชนมพรรษา ๕๗ พรรษา ๓๓ วัน และ เพื่อเฉลิมพระเกียรติที่ทรงมีคุณูปการต่อปวงชนชาวไทย ทั่วทั้งแผ่นดิน
   วันนี้ก่อนที่จะคัดลอก หนังสือพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ตอนต่อไป ผมขออธิบายถึงคำๆหนึ่งที่ใช้มากในตอนที่แล้ว คือ คำว่า กู่ ซึ่งในล้านนามีได้หลายความหมาย เช่นแปลว่าวัด เจดีย์ และสิ่งก่อสร้างคล้ายเจดีย์ ใช้บรรจุอัฐิของผู้ล่วงลับไปแล้ว ในภาคกลางเรียก สถูป กู่ในล้านนามีขนาดตั้งแต่ใหญ่คล้ายเจดีย์ จนเล็กๆ กู่ที่บรรจุอัฐิที่ใหญ่โตที่สุดใหญ่ ในเชียงใหม่หน้าจะเป็นกู่พระเจ้าติโลกราช แห่งราชวงศ์ มังราย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดเจ็ดยอด เมืองเชียงใหม่ กู่ในยุกต์หลังเช่นกู่ครูบาศรีวิชัย ที่ วัดสวนดอก และกู้เจ้านายฝ่ายเหนือในวัดสวนดอก ซึ่งมีการสร้างและตกแต่งตามศิลปะในแต่ล่ะยุกต์แต่ละสมัย เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ครับ จากนี้ก็เข้าสู่เนื้อเรื่องใน หนังสือพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ต่อน่ะครับ
ตอนที่ ๖ หน้าที่ ๘ ถึงหน้าที่ ๙
                นอกจากนี้พระองค์ยังได้เสด็จไปนมัสการและทำบุญพระธาตุ พระบาท และปูชนียสถานสำคัญ ๆ อีกหลายแห่ง ประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่ได้ ๖ เดือน ๘ วัน เสด็จกลับจากเชียงใหม่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ เสด็จลงเรือที่หน้าที่ทำการไปรษณีย์เวลานี้ รวมเรือ ๑๐๐ ลำเศษ เมื่อถึงเมืองอ่างทอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเรือยนต์เสด็จมารับที่นั้น แล้วพาไปประทับแรมที่พระราชวังบางปอิน ๒ ราตรี พระราชทานสร้อยพระกรประดับเพ็ชร์เป็นของขวัญที่นั้นด้วย ถึงกรุงเทพ ฯ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒, วันที่ ๑ ธันวา ขึ้นตำหนักที่โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างไว้สำหรับพระราชทานใหม่ในพระราชวังดุสิต พระราชทานเงิน ๒๐๐ ชั่ง (หมื่นหกพันบาท) กับพระราชทานเลี้ยงอาหาร (แต่งครึ่งยศ) โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้านายข้าราชการที่ลงไปส่งเสด็จ  ร่วมโต๊ะเสวย และพระราชทานปถมาภรณ์มงกุฏสยามแก่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เมื่อยังเป็นเจ้าอุปราช ซึ่งไม่เคยพระราชทานแก่เจ้าอุปราชใด ๆ กับพระราชทานหีบบุหรี่ทองคำแก่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ กับเจ้าพระยาสุรสี ฯ เบญจมาภรณ์มงกุฏสยาม แก่นายน้อย บุญทะวงศ์ เหรียญทองมงกุฏสยามแก่พญาพิทักษเทวี และพญาจันธุระกิจ เมื่อยังเป็นนายบุญยืน ซึ่งไปส่งเสด็จเวลานั้น.
     จบตอนที่ ๖ ครับตอนต่อไป เสด็จกลับมาประทับอยู่เชียงใหม่ อย่างถาวรหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ไปเป็นเวลา ๓ ปีเศษ     

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

  สวัสดีครับก่อนจะต่อในพระประวัติ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี จากตอนที่ ๓ มี หลายเรื่องที่จะเล่าให้ฟังครับ ตอน แล้วลงเรือประพาส มีเรือแม่ปะ สีด ชะล่า กว่า ๕๐ ลำปักธงทิวเป็นขบวน เรือแม่ปะ หรือ เรียกอีกอย่างว่าเรือหางแมงปล่อง เพราะเป็นเรือขนาดใหญ่ที่มักใช้ในการนำสินค้าขึ้นล่องค้าขายระหว่าง กรุงเทพฯ ปากน้ำโพ เมืองแหง และเชียงใหม่ ซึ่งที่บ้านคุณชวดผมก็ใช้ค้าขายขนาดของเรือยาว ๒๐ เมตร และกว้างประมาณ ๔ เมตร แต่ท้องเรือแบนมีด้านหัวและหางที่เรียวยาว ด้านหาวจะโค้งขึ้นและด้านนางมีหยักคล้ายหางแทงปล่อง ด้านหน้าสำหรับคนถ่อเรือ มีประทุนอยุ่กลางและท้ายลำเรือเป็นหลังคาครึ่งวงกลมประทุนกลางลำเรือมีผาปิดทั้งด้านหน้าด้านหลังมีประตูเล็กๆให้เข้าออกใช้อยู่อาศัยและเก็บสินค้าส่วนประทุนด้านหลงมีหลังคาคลุมแต่ด้านข้างเปิดโล่งหลังคาทรงจั่วแบนสำหรับโดยสารหากเก็บของในประทุนกลางเต็มและมีนายท้ายเรือคัดท้ายเรือ ซึ่งไม้คัดท้ายจะเหมือนพายแต่ใหญ่และยาวกว่ามากประมาณ ๔ เมตร สมัยยังเป็นเด็กยังเห็นไม้คัดท้ายแขวนไว้ใต้ถุนบ้านซึ่งยาวตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงกลางตัวบ้าน ส่วนเรือชะล่ามีขนาดเล็กว่าเรือหางแมงปล่องไม่มีการต่อหัวและหางที่ยาวออกไป ส่วนเรื่องกลองที่จัดเป็นขบวนแห่รับเสด็จ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เมื่อเสด็จถึงนครเชียงใหม่นั้นมีหลายชนิด ด้วยกันคือ กลองสบัดไชย ในอดีตมีแขวนอยู่ที่วัด ซึ่งเป็นกลองสองหน้าใช้ตีบอกสัญญานในการศึก และบอกข่าวในชุมชน หรือมีเหตุการณ์สำคัญที่ต้องแจ้งข่าวเมื่อผมเด็กๆที่วัดฟ้อนสร้อย จะแขวนไว้ที่คานหน้าประตุด้านข้างวิหาร เมือมีการเรียกประชุม หรือบอกเวลานัดเพื่อที่จะไปงานปอยหลวงจะมีการตีทุกคนเมื่อได้ยินเสียงกลองก้จะมารวมตัวกันที่วัด ที่วัดสันป่าข่อยก็มีหอกลองสูงที่บนหลังคาโฮง(กุฎิใหญ่) เมื่อคราวท่านพระศรีธรรมนิเทศก์ มรณะภาพ ก็มีการตีแจ้งข่าวโดยตีรัวถี่ เป็นเวลานาน เมื่อศรัธาได้ยินก็รีบมาที่วัด หรือเป็นการตีเพื่อแลองชัยชนะ และที่วัดมักใช้ตีเพื่อเป็นพุทธบูชา ในปัจจุบันส่วนมากใช้ในการแสดง ซึ่งการตีจะใช้ไม้ที่มีการพันเป็นตุ่มสองด้าน และใช้อวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่นศอก เข่า กำปั้น ศรีษะ ประกอบการตี โดยไม่ให้สัมผัสหน้ากลอง สมัยก่อนมักหุ้มด้วยหนังและตรึงด้วยหมุดให้โผล่ออกมาโดยรอบ และมีกลองเล็กประกอบเรียกกลองลูกตุบอีก สองถึงสามลูกด้านข้าง แต่ในปัจจุบันเมื่อนำมาเป็นการแสดงในขบวนแห่ ส่วนมากมักจะเหลือใบใหญ่ใบเดียวและลดความหนาจากเดิมลงและมีไม้คานหามประกอบด้านบนและล่างเพื่อสะดวกในการเดินหามไปในขบวนด้านข้างกลองจะใช้ไม้แกะสลักนิยมเปนรูปนาคเพื่อตรึงกลองกับคานไม้ ส่วนการหุ้มหน้ากลองไม่ใช้หมุดแต่ใช้สายเร่วเสียงเพื่อสะดวกในการดึงหน้ากลอง และมีผ้าจับประดับโดยรอบอย่างสวยงาม และจะตีประกอบกับฉาบและฆ้องซึ่งบางครั้งมีการหลอกล่อ เรียกล่อฉาบอีกด้วย กลองมองเซิง เป็นกลองทรงกระบอกขนาดกลางมีเชื่อสำหรับแขวนคอ ตีสองหน้าซ้ายขวา ตีประกอบกับฆ้องชุดเน้นเสียงของฆ้องเป็นหลัก นิยมใช้ในขบวนแห่ครัวทาน หรืแห่ลูกแก้ว(บวชสามเณร) และประกอบการฟ้อนพื้นเมือง กลองปู่เจ่ หรืกลองอู่เจ่ เป็นกลองหน้าเดียว หรืกลองก้นยาว มักในขบวนแห่ งานวัด ประกอบการฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนนกกิงกะหล่า ฟ้อนโต มักใช้ตีร่วมกับฉาบกลางสองใบและฆ้อง เรื่องกลองมีลายละเอียดอีกมาคงจะเล่าคร่าวๆแค่นี้ครับ เรากลับมาเรื่องพระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ต่อจากตอนที่ ๔ ซึ่ง เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เป็นผู้เขียนต่อไปน่ะครับ
ตอนที่ ๕ หน้าที่  ๖
                            ก่อนเสด็จถึงเชียงใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหีบทองคำลงยา หลังหีบมีอักษรพระบรมนามาภิธัย จ.ป.ร. ประดับเพ็ชร์ ในหีบมีคำจารึกดังนี้ "หีบบรรจุคำอำนวยพรแลความคิดถึงของจุฬาลงกรณ์ ป.ร. ส่งไปให้แก่ดารารัศมีผู้เป็นที่รัก เมื่ออายุครบสามรอบบริบูรณ์ ในสมัยเมื่อกลับขึ้นไปเยี่ยมนครเชียงใหม่ รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๗-๘ " ล่วงหน้ามาทางบก และหีบนั้นถึงก่อน เจ้าพระยาสุรสีห์ ฯ ลงไปรับเสด็จที่สบแจ่ม ซึ่งตามระยะเรืออีก ๗ คืนจะถึงเชียงใหม่ เจ้าพระยาสุรสีห์ ฯ ได้เชิญหีบนั้นไปถวายด้วย(หีบนั้นยังมีอยู่จนบัดนี้) ระหว่างที่ประทับที่นครเชียงใหม่ ได้เสด็จไปเยี่ยมเจ้าผู้ครองนครลำพูน ลำปาง และประยูรญาติในจังหวัดนั้น ๆ โดยขบวนช้างแลม้านับจำนวนร้อย มีพลับพลาประทับร้อน ประทับแรม ตามระยะทางเสด็จ
                            เมื่อเสด็จกลับจากลำปางแล้ว ได้สร้างกู่หรืออนุเสาวรีย์ที่วัดสวนดอก แล้วอัญเชิญพระอัฎฐิ อัฎฐิ พระญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งบรรจุกู่ตามที่ใกล้ตลาดวโรรส และที่อื่น ๆ ไม่เป็นหมวดหมู่และเป็นที่ไม่เหมาะสม ไปบรรจุไว้ดังที่ปรากฏอยู่เวลานี้ คือ
     ๑. พระอัฎฐิพระเจ้าบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์อินทรสุรศักดิ์สมญามหาขัติยราช ชาติราชาไชยสวรรค์ (พระเจ้ากาวิละ) พระเจ้าขัณฑเสมานครเชียงใหม่ที่ ๑
     ๒. อัฎฐิเจ้าช้างเผือก เจ้านครเชียงใหม่ที่ ๒
     ๓. อัฎฐิเจ้าหลวงเศรษฐี (คำฝั้น) เจ้านครเชียงใหม่ที่ ๓
     ๔. อัฎฐิเจ้าหลวงแผ่นดินเย็น (พุทธวงศ์) เจ้านครเชียงใหม่ที่ ๔
     ๕. พระอัฎฐิพระเจ้ามโหตรประเทศ พระเจ้านครเชียงใหม่ที่ ๕
     ๖. อัฎฐิแม่เจ้าคำแผ่น ในพระเจ้ามโหตรประเทศ
     ๗. พระอัฎฐิพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ พระเจ้านครเชียงใหม่ที่ ๖
     ๘.อัฎฐิแม่เจ้าอุสาห์ ในพระเจ้ากาวิโลรส ฯ
     ๙. อัฎฐิพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้านครเชียงใหม่ที่ ๗
    ๑๐. อัฎฐิแม่เจ้าทิพย์เกษร ในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ กับอัฎฐิเจ้านายอื่น ๆ อีก
         เมื่อสำเร็จเรียบร้อยแล้ว มีการฉลองเป็นงานใหญ่โตมโหฬารนับว่าเป็นงานเกียรติยศ เป็นระเบียบครึกครื้นและผู้คนมาประชุมมากที่สุดในเชียงใหม่ มีการมหรศพต่าง  เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๕ ถึงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ รวม ๑๕ วัน ๑๕ คืน ได้ปลูกพลับพลาประทับแรม และที่พักเจ้านายข้าราชการ โรงพิธี โรงหนัง โรงละคร สนามมวย โรงเลี้ยง หมวดรักษาการทหาร ตำรวจ สถานีสุขภาพ ประจำที่นั่น ย้ายตลาดขายของสดจากในเมืองตามไปด้วย รวมสิ้นเงินแสนบาทเศษ  เพราะต้องจ้างต้องซื้อทั้งนั้น เจ้านครลำปางและเจ้านครลำพูน แพร่ น่าน เชียงราย ตลอดถึงเจ้านายญาติวงศ์ ข้าราชการทุกแผนก ไปช่วยงานนี้ มีสวดแจง แสดงพระธรรมเทศนา ปฐมสังคายนา พระสงฆ์ ๕๐๐ รูปสวดอภิธรรม และถวายของไทยทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างเหรียญ อ,ด, ไคว่ด้วยทองคำ กาไหล่ทองและเงิน กับทำแหนบทองคำ และลงยา พระราชทานเป็นของแจกในงานนี้ด้วย.
จบตอนที่ ๕ หน้าที่ ๘ ยังมีต่อไปครับ.

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คุณยายเล่าให้ฟัง

  คุณยายของผมเป็นที่รักของหลานท่านสมกับเป็นกุลสตรีในดวงใจท่านจะเป็นคนพูดเสียงเบาและอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนท่านไม่ออกไปที่ไหนนอกจากวันพระหรือมีงานของญาติๆและมักจะมีเรื่องเล่าให้ฟังเสมอ ที่บ้านคุณยายมีจาน(ชานบ้านบริเวณที่เป็นช่วงต่อเชื่อมระหว่างตัวบ้านแต่ละหลังและเรือนครัวซึ่งจะมีกระถางต้นไม้และตุ่มใส่น้ำวางเรียงไว้มีสูบโยกสำหรับสูบน้ำมาใช้บริเวณชานนี้จะไม่มุงหลังคา และพื้นเป็นไม้ที่ตีมีช่องห่างประมาณหนึ่งนิ้ว ส่วนมากใช้เป็นลานซักล้างและเป็นที่อาบน้ำฝนเมื่อฝนตก)และมีหน้าเต๋นคือเป็นบริวณที่ยกสูงกว่าชานขึ้นมามีสามด้านด้านที่เป็นเรือนใหญ่อยู่ทิศตะวันออกจะยกสูงขึ้นด้วยบันไดหนึ่งขั้น แต่เป็นเรือนสองชั้นห้องนอนจะอยู่ชั้นบนส่วนห้องด้านล่างใช้เป็นตู้เก็บของและที่ทำงานบ้านเช่นรีดผ้า เย็บผ้า เรือนที่กินข้าวอีกด้านทางทิศตะวันตกของชานจะยกเป็นบันไดขึ้นสามขั้นเป็นเรือนสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีตั่งไม้ตัวเตี้ยอยู่กลางเรือนและมีน้ำต้น(คนโฑ)ที่มีขันเงินใบใหญ่ครอบและมีจานรองด้านล่าง ส่วนเรือนครัวจะยกบันไดขึ้นหนึ่งขั้นอยู่ด้านทิศเหนือซึ่งมีตู้ใส่กับข้าวและมีเตาอยู่ด้านเหนือ ตรงกลางห้องครัว มีโต๊ะกลมแบบจีนที่มีหินอ่อนวางด้านบนและมีฝาชีใหญ่ครอบไว้ ชิดริมด้านตะวันตกเป็นที่เก็บจานชามและหม้อที่แขวนไว้อย่างเป็นระเบียบ เตาไฟอยู่ชิดริมผนังด้านตะวันออก คุณยายมักจะนั่งอยู่ตรงนี้ในตอนบ่ายแก่ๆเตรียมเครื่องปรุงอาหารและทำอาหารเย็นด้วยตัวเองเพราะคุณตาจะไม่กินกับข้าวฝีมือคนอื่นเลย และหลานๆมักจะมาช่วยคุณยายเด็ดผักที่ชานของเรือนครัวและได้รู้เรื่องอะไรดีๆที่ท่านเล่าให้ฟัง กับข้าวที่คุณยายทำและทุกคนชอบคือ ฉู่ฉี่ปลา แกงสายบัว ต้มเค็มปลา นำพริกกะปิเป็นต้น ซึ่งผมจะนำมาเล่าในตอนต่อไปรวมทั้งสูตรอาหารของคุณยายด้วยนี้ใกล้เที่ยงแล้วต้องรีบไปหากับข้าวให้คุณแม่กินก่อนน่ะครับแล้วจะมาเล่าต่อ

พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

 ครับจากในหนังสือพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมีทั้งสามตอนท่านได้ทราบถึงสายปฐมวงศ์ของพระองค์แล้วต่อมาในหนังสือก็จะกล่าวถึงการเสด็จกลับมาเยี่ยมเชียงใหม่ครั้งแรก ต่อก่อนอื่นผมขอเพิ่มเติมอีกนิดเพื่อเป็นความรู้ก่อนที่จะผ่านไปเกี่ยวเนื่องมาจากตอนที่สอง เกี่ยวกับการเกล้าผมของผู้หญิงล้านนาในอดีต ซึ่งเพิ่มเติมก็คือวิธีเกล้าที่เห็นทั่วไปนิยมเกล้าสูงเกือบกลางหัว แล้วดึงปอยผมทำเป็นห่วง(ว้อง) จึงเรียกเกล้าวิดว้อง อีกอย่างหนึ่งเรียกอั่วช้อง คือการนำผมมาต่อจากผมที่มีอยู่ให้ยาวและหนาขึ้นโดยใช้ ชัน เป็นตัวประสาน แล้วเกล้าจะได้มวยผมที่ใหญ่ขึ้น (ในปัจจุบันก็คือการต่อผมให้ยาวและเยอะแล้วเกล้ามวยนั้นแหล่ะครับ แบบที่สามก็นำเอา ช้องผม หรือผมที่เก็บไว้เป็นก้อนกลมลี มาเสริมโดยวางไว้บนหัวให้ดูพองขึ้นเล็กน้อยแล้วเอาผมที่ด้านหน้าหวีมาปิดแล้วเกล้าผมเป็นมวยและดึงผมข้างขมับให้พองอกมาเล็กน้อย เรียกว่า ชักหงีบ(ขมับ) อีกแบบหนึ่งคือเกล้าทรงญี่ปุ่น คือการเกล้าที่ด้านหน้าใช้ช้องหนุนให้สูง และแต่งให้เป็นกระบัง ซึ่งเป็นแบบที่นิยมทำในสมัยพระราชชายา เจ้าดารารัศมี นี้เองครับ เอาล่ะครับมาเข้าเรื่องพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ต่อเลยครับ
ตอนที่ ๔ หน้าที่ ๔ ถึงหน้า ๖

                                                 เสด็จกลับมาเยี่ยมเชียงใหม่ครั้งแรก
       ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เมื่อพระเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ลงไปเฝ้าทุลละอองธุลีพระบาท เป็นโอกาสเหมาะพระองค์ จึงได้กราบถวายบังคมลาขึ้นมาพร้อมกับเจ้าอินทวโรรส ฯ เพื่อเยี่ยมเยียนมาตุภูมิและประยูรญาติ โดยได้ นิราศไปเป็นเวลาถึง ๒๑ ปี โปรดเกล้า ฯ ให้มีสนม กรมวัง พระตำรวจ คุณท้าว เฒ่าแก่ จ่าโขลนตามเสด็จและพระราชทานวอช่อฟ้ากับพระกรดเป็นเกียรติยศ พระตำรวจเอกและนายพลตรี พระอนุชิตชาญไชย (สาย สิงหเสนี) เป็นพระอภิบาลกำกับการทั่วไป ก่อนที่จะเสด็จก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีการพระราชทานเลี้ยงส่งณพระที่นั่งอัมพรสถาน แล้วเสด็จไปทอดพระเนตร์ละครปรีดาลัย
        วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๑ เสด็จจากพระราชวังดุสิตเสด็จขึ้นรถไฟที่สถานีสามเสน พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพร้อมด้วยพระบรมวงสานุวงศ์ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ตลอดถึงข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยได้เสด็จและมาส่งยังสถานีเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงหาดไทย กับพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี เสด็จส่งถึงปากน้ำโพ  ซึ่งเป็นที่สุดของทางรถไฟเวลานั้น แล้วลงประทับเรือที่นั่งเก๋งประพาส มีเรือแม่ปะ สีดอ ชะล่า กว่า ๕๐ ลำ ปักธงทิวเป็นขบวนรอนแรมตามชลมารควิถี เมื่อผ่านเขตต์อำเภอ จังหวัด มณฑลใด  เจ้าหน้าที่นั้น ๆ ก็ปลูกพลับพลาประทับร้อน ประทับแรม แลคอยรับส่งเสด็จตลอดเขตต์ของตนทุกแห่ง เสด็จถึงเชียงใหม่วันที่ ๙ เมษายน  พ.ศ.๒๔๕๒ รวมเวลา ๒ เดือน ๙ วันพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพกับเจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เมื่อยังเป็นเจ้าอุปราช พร้อมด้วยเจ้านายข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือน ตลอดถึงอำเภอทุกอำเภอ พ่อค้าคหบดี ชาวต่างประเทศ ต่างจัดขบวนแห่ของตน ๆ มีตำรวจ ทหารและข้าราชการขี่ม้าเข้าแถวนำ กับแต่งเป็นภาพต่าง ๆ มีภาพคนสมัยโบราณ คนป่า เรื่องชาดก รามเกียรติ์ เช่นเรื่องพญามังราย ละวะ เจ้าหงส์หิน พระลักษมณ์ พระราม พระเวสสันดร เมขลาล่อแก้ว กลองชนะ กลองสบัดไชย แตรวง กลองเมือง กลองมองเซิง อุเจ่ กลองพะม่า ล่อโก๊ ฯลฯ ตั้ง ๑๐ ขบวน ตั้งขบวนแห่จากที่ทำการป่าไม้ภาคเชียงใหม่ มาตามถนนเจริญประเทศ เลี้ยวถนนท่าแพ และถนนพระปกเกล้า ฯ ออกประตูช้างเผือก เลี้ยวถนนเชียงยืน มาถนนราชวงศ์ เลี้ยวถึงที่ประทับณคุ้มหลวงเดี๋ยวนี้ ซึ่งจัดเป็นข้างหน้าข้างในอย่างมิดชิด ผู้ ใดจะเข้าเฝ้าต้องมีสนม กรมวัง กำกับทำนองเดียวกับในพระบรมมหาราชวัง มีทหารกองเกียรติยศประจำหน้าที่ประทับ เวลาเสด็จผ่าน ทหารเป่าแตรถวายคำนับทุกครั้ง วันเสด็จถึงข้าราชการแต่งเต็มยศขาว
        ในตอนนี้ยังไม่จบครับยังทรงเสด็จไปอีกหลายแห่งซึ่งจะนำเสนอในตอนต่อไปครับ

การ์เรียนเชิญเปิดและชมนิทรรศการ

การ์เรียนเชิญเปิดและชมนิทรรศการ
นิทรรศการตั้งแต่ ๑๕ พย.ถึง ๑๕ ธค.นี้

In this photograph if you know please tell me where they are ?

In this photograph if you know please tell me where they are ?
ภาพถ่ายชุดนี้ คุณพ่อผมถ่ายไว้เป็นจำนวนมากเมื่อ ไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณ หกสิบ ถึงเจ็ดสิบปีมาแล้ว ท่านเสียชีวิตไปปี ๒๕๑๓ เอกสารบางอย่างถูกน้ำถ่วมและสูญหาย ทำให้ไม่ทราบถึงสถานที่ในภาพ ถ้าหากท่านทราบกรุณาบอกผมด้วยขอบคุณครับ

In this photograph if you know pleas tell me where they are ?

In this photograph if you know pleas tell me where they are ?
รูปแกะสลักนี้ตั้งอยู่ที่ไหนครับทราบโปรดบอกด้วยครับขอบคุณครับ

Please tell me where they are ?

Please tell me where they are ?
รูปเหล่านี้เป็นเทพฯของอียิปต์ยุกต์โบราณ

Please tell me where they are ?

Please tell me where they are ?
หน้าจะเป็นเทพฯ หรือ ราชินีองค์หนึ่งในอียิปต์โบราณ ถ้าสรวมหมวกรูปบัลลังก์ จะป็นเทพไอซิส

Please tell me were they are ?

Please tell me were they are ?

Please tell me where they are ?

Please tell me where they are ?

พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัว

พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช เทิดพระเกียรติในวาระ ๑๐๐ ปี วันสวรรคต ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ (มีบทความด้านล่าง)

พระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
๑๑๐ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์มิรู้ลืม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายเบญจพล สิทธิประณีต.

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระโอรสธิดา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระโอรสธิดา
สมเด็จย่าทรงกับพระโอรสธิดาครั้งทรงพระเยาว์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘ สมเด็จย่า ฯ พระอนุชา

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘ สมเด็จย่า ฯ พระอนุชา
ในหลวงรัชการที่ ๘ สมเด็จย่า และพระอนุชา (ในหลวงรัชกาลที่ ๙)

ทรงงาน

ทรงงาน
พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ ๙ และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงงาน

สมเด็จแม่ฯ

สมเด็จแม่ฯ
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

สูจิบัตร นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม

สูจิบัตร นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม
นิทรรศการ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม ณ.ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์(แพ บุนนาค) งานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๙ ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒ (มีรูปงานนิทรรศการด้านล่าง)

My collection-ภาพเก่าเล่าอดีต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

My collection-ภาพเก่าเล่าอดีต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่(พ.ศ.2501)

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
ทั้งสองพระองค์บริเวณบันไดนาควัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่

พระบัวเข็ม

พระบัวเข็ม
พระบัวเข็ม ที่บ้านจะมีจานเชิงใส่นำรองอยู่ด้านล่างองค์พระซึ่งทำจากไม้ลงรักปิดทอง

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
Tn the town by Vimol Siddhipraneet.

The way of life in u.s.a.

The way of life in u.s.a.
In the town.

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
In the town.

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
In the town.

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
In the town.

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
In the town.

The way of life in U.S.A.

The way of life in U.S.A.
In the town.

The way of life in U.S.A

The way of life in U.S.A
In the town.

ภาพถ่ายในสหรัฐอเมริกา

ภาพถ่ายในสหรัฐอเมริกา
ถ่ายโดย คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.เมื่อครั้งไปสหรัฐอเมริกา

ภาพถ่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาพถ่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย เมื่อทำงานสำนักข่าวสารอเมริกัน

ภาพถ่ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาพถ่ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย ล้าง และอัดเอง ท่านมีห้องมืดที่บ้าน.