วันนี้ผมจะนำพระราชนิพนธ์ในเดือนสิบสองการลอยพระประทีปมานำเสนอต่อเลยน่ะครับ หน้าที่ ๓๒ ถึงหน้าที่ ๓๔ ดังนี้ครับ
เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีรกาสัปต
ศก ๑๑๘๗ ปีจออัฐศก ๑๑๘๘ โปรดให้พระบรมวงษานุวงษ์ข้าราช
การทำกระทงใหญ่ถวาย เจ้าพระยาทิพากรวงษ์จดหมายไว้ว่า
"ครั้นมาถึงเดือนสิบสองขึ้นสิบสี่ค่ำ สิบห้าค่ำ แรมค่ำหนึ่ง พิธีจอง
เปรียงนั้นเดิมได้โปรดให้ขอแรงพระบรมวงษานุวงษ์ฝ่ายน่าฝ่ายใน
แลข้าราชการมีกำลังพาหนะมากทำกระทงใหญ่ ผู้ต้องเกณฑ์ต่อ
เปนถังบ้าง ทำเปนแพหยวกบ้าง กว้างแปดศอกบ้าง เก้าศอกบ้าง
กระทงสูงตลอดยอดสิบศอกสิบเอ็ดศอกทำประกวดประขันกันต่าง ๆ
ทำอย่งเขาพระสุเมรุทวีปทั้ง ๔ บ้าง แลทำเปนกระจาดชั้น ๆ บ้าง
วิจิตรไปด้วยเครืองสดคนทำก็นับร้อย คิดในการลงทุนทำกระทง
ทั้งค่าเลี้ยงคนเลี้ยงพระช่างเบ็ดเสร็จก็ถึงยี่สิบชั่งบ้าง ย่อมกว่ายี่สิบ
ชั่งบ้าง กระทงนั้นวันสิบสี่ค่ำเครื่องเขียว สิบห้าค่ำเครื่องขาว
แรมค่ำหนึ่งเครื่องแดง ดอกไม้สดก็เลือกหาตามสีกระทง แล
มีจักรกลไกต่างกันทุกกระทง มีมโหรีขับร้องอยู่ในกระทงนั้นก็
มีบ้าง เหลือที่จะพรรณาว่ากระทงท่านผู้นั้นทำอย่างนั้น ๆ คิดดู
การประกวดประขันจะเอาชนะกัน คงวิเศษต่าง ๆ กัน เรือมาดู
กระทงตั้งแต่บ่าย ๔ โมง เรือชักลากกระทงขึ้นไปเข้าที่แต่บ่าย ๕
โมง เรือเบียดเสียดสับสนกันหลีกไม่ใคร่จะไหวดูเปนอัศจรรย์ เรือ
ข้าราชการแลราษฎรมาดูเต็มไปทั้งแม่น้ำ ที่ต้องขอแรงทำกระทง
นั้น ในพระบรมวงษานุวงษ์ผู้ใหญ่ คือ กรมหมื่นสุนินทรรักษ์ ๑
กรมหมื่นรักษ์รณเรศ (คือหม่อมไกรสร) ๑ กรมหมื่นเดชอดิศร
(คือกรมสมเด็จพระเดชาดิศร) ๑ กรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์ (คือ
กรมพระพิพิธภูเบนทร์) ๑ ขุนนาง ท่านเจ้าพระยาอภัยภูธร ๑
ท่านพระยาพระคลัง (คือสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ๋) ๑ ท่าน
เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ (คือสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย) ๑ พระยา
พิไชยวารี (คือเจ้าพระยานิกรบดินทร์) ๑ พระยาราชมนตรี (ภู่) ๑
พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) ๑ รวม ๑๐ กระทง"
คงยังมีต่ออีกครับจะนำเสนอต่อไป.
ป้ายด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เปิด ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ๑๐.๓๐ น.ถึง ๑๕.๓๐ น. เชิงสะพานนวรัฐ ฝั่งตะวันออก
วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553
พระราชพิธีเดือนอ้าย
ในพระราชนิพนธ์พระราชพิธีเดือนอ้ายนี้ทรงไว้อย่างล่ะเอียดหน้าศึกษายิ่งถ้าหากได้ลองอ่านดูมีอะไรที่แฝงอยู่มากครับ วันนี้นำ หน้าที่ ๖๖ ถึงหน้าที่ ๖๗ มาให้อ่านเลยน่ะครับ
บัดนี้จะยกแต่รายการพระราชพิธีไล่น้ำเมื่อปีเถาะตรีศกมาว่า
ไว้พอเปนตัวอย่าง ด้วยพิธีนี้คงจะไม่มีอีกต่อไปภายน่า การที่ทำนั้น
ว่าขึ้นไปตั้งประชุมกันนที่วัดท้ายเมืองแขวงเมือนนนทบุรี มีอาลักษณ์
ฤาราชบัณฑิตอ่านคำประกาศตั้งสัตยาธิฐานมัสการพระรัตนไตรย
แลเทพยดา และพระเจ้าแผ่นดินซึ่งนับเปนสมมุติเทพยดา แล้ว
อ้างความสัตย์ซึ่งได้มีความนับถือต่อเทพยดาทั้งสาม คือวิสุทธิ
เทพยดา อุปปาติกเทพยดา สมมติเทพยดา ขอให้น้ำลดถอยลง
ไปตามความประสงค์ ข้อใจความในคำประกาศมีอยู่เพียงเท่านี้
แต่พระพุทธรูปซึ่งใช้ในการพระราชพิธีไล่น้ำนี้ ที่ปรากฎใน
คำประกาศ มีชื่อแต่พระไชย พระคันธารราษฎ์ หามีพระห้าม
สมุทไม่ แต่ได้ทราบจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวิริยา
ลงกรณ์ ว่าเมื่อเวลาปีเถาะตรีศกนั้นท่านพึ่งทรงผนวชได้ ๓ พรรษา
ทราบว่าเกิดมีข้อเถียงกันว่าด้วยเรื่องพระห้ามสมุทซึ่งจะเชิญไปไล่น้ำว่าจะเปนอย่างที่ยกพระหัตถ์เดียวฤาสองพระหัตถ์เปนห้ามสมุทแน่
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตัดสินไว้ว่ายก
สองพระหัตถ์ เปนเหตุให้พอสันนิฐานได้ว่าพระสำหรับไล่น้ำตาม
คำประกาศ ซึ่งอ้างถึงว่าพระคันธารราษฎ์ดูไม่เข้าเรื่องกันกับที่จะ
ให้น้ำน้อยนั้น ถ้าจะได้คงจะได้ใช้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ด้วยเปนเวลาที่แรกสร้าง อยู่
ข้างจะโปรดปรานมาก การที่เอามาใช้ในการไล่น้ำ ก็คงจะถือว่า
พระพุทธปฎมากรอย่างนั้น เปนที่ทำให้น้ำฝนตกลงมาได้ ก็คงจะ
ทำให้แห้งได้ ด้วยในเวลานั้นตำหรับตำราอันใดก็สูญหาย เปน
แต่ทำไปตามอันโนมัติหาเหตุผลที่จะเกณฑ์ให้พระพุทธเจ้าทำพิธี
มีเค้าเงื่อนอันใดก็ยกหยิบเอามา พอเปนเหตุที่ตั้งแห่งความสวัสดิมงคล
ยิ่งใหญ่กว่าเทพยดา ครั้นตกมาแผ่นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระ
นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะไปเห็นเค้าเรื่องที่ทรมานชฎิล พระพุทธเจ้า
เสด็จอยู่ในที่มีน้ำถ่วมโดยรอบก็ไม่ถ่วมถึงพระองค์ เปนเค้ามูลดี
กว่าพระคันธารราษฎ์ จึงได้เปลี่ยนพระห้ามสมุท การซึ่งโจทย์
เถียงกันนั้นก็จะเปนด้วยไม่เคยใช้มา แต่พอรู้ได้ว่าคงใช้พระห้าม
สมุทเปนแน่
ในพระราชนิพนธ์ตอนนี้กล่าวถึงพระที่ใช้ในพิธีว่าใช้พระพุทธรูปใดในสมัยก่อน ๆ ครับ
บัดนี้จะยกแต่รายการพระราชพิธีไล่น้ำเมื่อปีเถาะตรีศกมาว่า
ไว้พอเปนตัวอย่าง ด้วยพิธีนี้คงจะไม่มีอีกต่อไปภายน่า การที่ทำนั้น
ว่าขึ้นไปตั้งประชุมกันนที่วัดท้ายเมืองแขวงเมือนนนทบุรี มีอาลักษณ์
ฤาราชบัณฑิตอ่านคำประกาศตั้งสัตยาธิฐานมัสการพระรัตนไตรย
แลเทพยดา และพระเจ้าแผ่นดินซึ่งนับเปนสมมุติเทพยดา แล้ว
อ้างความสัตย์ซึ่งได้มีความนับถือต่อเทพยดาทั้งสาม คือวิสุทธิ
เทพยดา อุปปาติกเทพยดา สมมติเทพยดา ขอให้น้ำลดถอยลง
ไปตามความประสงค์ ข้อใจความในคำประกาศมีอยู่เพียงเท่านี้
แต่พระพุทธรูปซึ่งใช้ในการพระราชพิธีไล่น้ำนี้ ที่ปรากฎใน
คำประกาศ มีชื่อแต่พระไชย พระคันธารราษฎ์ หามีพระห้าม
สมุทไม่ แต่ได้ทราบจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวิริยา
ลงกรณ์ ว่าเมื่อเวลาปีเถาะตรีศกนั้นท่านพึ่งทรงผนวชได้ ๓ พรรษา
ทราบว่าเกิดมีข้อเถียงกันว่าด้วยเรื่องพระห้ามสมุทซึ่งจะเชิญไปไล่น้ำว่าจะเปนอย่างที่ยกพระหัตถ์เดียวฤาสองพระหัตถ์เปนห้ามสมุทแน่
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตัดสินไว้ว่ายก
สองพระหัตถ์ เปนเหตุให้พอสันนิฐานได้ว่าพระสำหรับไล่น้ำตาม
คำประกาศ ซึ่งอ้างถึงว่าพระคันธารราษฎ์ดูไม่เข้าเรื่องกันกับที่จะ
ให้น้ำน้อยนั้น ถ้าจะได้คงจะได้ใช้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ด้วยเปนเวลาที่แรกสร้าง อยู่
ข้างจะโปรดปรานมาก การที่เอามาใช้ในการไล่น้ำ ก็คงจะถือว่า
พระพุทธปฎมากรอย่างนั้น เปนที่ทำให้น้ำฝนตกลงมาได้ ก็คงจะ
ทำให้แห้งได้ ด้วยในเวลานั้นตำหรับตำราอันใดก็สูญหาย เปน
แต่ทำไปตามอันโนมัติหาเหตุผลที่จะเกณฑ์ให้พระพุทธเจ้าทำพิธี
มีเค้าเงื่อนอันใดก็ยกหยิบเอามา พอเปนเหตุที่ตั้งแห่งความสวัสดิมงคล
ยิ่งใหญ่กว่าเทพยดา ครั้นตกมาแผ่นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระ
นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะไปเห็นเค้าเรื่องที่ทรมานชฎิล พระพุทธเจ้า
เสด็จอยู่ในที่มีน้ำถ่วมโดยรอบก็ไม่ถ่วมถึงพระองค์ เปนเค้ามูลดี
กว่าพระคันธารราษฎ์ จึงได้เปลี่ยนพระห้ามสมุท การซึ่งโจทย์
เถียงกันนั้นก็จะเปนด้วยไม่เคยใช้มา แต่พอรู้ได้ว่าคงใช้พระห้าม
สมุทเปนแน่
ในพระราชนิพนธ์ตอนนี้กล่าวถึงพระที่ใช้ในพิธีว่าใช้พระพุทธรูปใดในสมัยก่อน ๆ ครับ
วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553
พระราชพิธีเดือนอ้าย
พระราชพิธีเดือนอ้ายมีความหน้าสนใจอย่างมากมีรายละเอียดที่เกี่ยวพันกับภูมิปัญญาและความเชื่อมาแต่สมัยโบราณดังพระราชนิพนธ์ตอนที่แล้วและตอนต่อ ๆไป ดังนี้
หน้าที่ ๖๔ ถึงหน้าที่ ๖๖
ส่วนการพระราชพิธีไล่เรือนั้นเปนพิธีข้างจะให้น้ำลดเร็ว ๆ คือ
ถึงเดือนเดือนอ้ายแล้วน้ำยังมากไม่ลด เมล็ดเข้าในรวงแก่หล่นร่วงลง
เสียในน้ำ ถึงโดยว่าจะค้างอยู่ก็เปนเข้าเมล็ดหักลเอียดไป เพราะ
เกี่ยวไม่ได้ด้วยน้ำมาก จึงต้องกระวนกระวายขวนขวายที่จะให้น้ำ
ลด การพิธีนี้คงจะต้องทำในเดือนอ้าย จะเลื่อนไปเดือนยี่ก็เปน
เวลาเกินต้องการไป ตามในกฎมณเฑียรบาลกล่าวไว้ว่า พระเจ้า
แผ่นดิน แลพระอรรคมเหสี พระเจ้าลูกเธอ หลานเธอ แลพระ
สนม แต่งอย่างเต็มยศโบราณลงเรือพระที่นั่ง เจ้าพระยามหาเสนา
ตีฆ้อง มีจดหมายไว้ว่า ครั้นถึงท้ายบ้านรุนเสด็จออกยืนทรงพัชนี
ครั้นถึงประตูไชยทรงส้าว ดูอยู่จะทำธุระเหลือเกินมาก แต่
การที่ทำอย่างนี้ คงจะเปนพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่ง
มีพระอัธยาไศรและพระอาการที่ประพฤติว่องไวเช่นนั้นเปนปรกติ
พระองค์ เหมือนอย่างแผ่นดินพระเพทราชาที่ทรงถือพัชนีฝักมะขาม
เสมอ ๆ เสด็จออกในการชักพระบรมศพทรงโบกพัชนีสามครั้ง
ให้ทิ้งทาน ก็คงจะไม่เปนตำแหน่งสำหรับพระเจ้าแผ่นดินที่จะต้อง
ทางโบกพัชนีเช่นนั้นทั่วทุกพระองค์ เปนแต่เฉภาะพระอัธยาไศรย
ของพระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นเปนเช่นนั้น ซึ่งจะเอามาเรียบเรียงหนัง
สือในครั้งอื่นคราวอื่น ว่าทรงโบกพัชนีฝักมะขามเช่นนั้นก็เปนการ
ไม่จริง แลเปนการไม่ควรด้วย เหมือนทรงส้าวนี้ก็คงจะเปนเฉภาะ
พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่งได้เคยทรงทำเช่นนั้นแล้วจด
หมายไว้ เหมือนอย่างพระเพทราชาโบกพัชนีฝักมะขาม ที่จะ
ว่าถ้าตั้งพระราชพิธีไล่เรือแล้วจะต้องทรงส้าวอี๋ ทรงส้าวอี๋ไปเสมอ
นั้นไม่ได้ แลพิธีไล่เรือนี้ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เปนพิธีที่ทำเสมอ ใช่ว่า
แต่ไม่เสมอทุกปี ไม่เสมอทุกแผ่นดินด้วย เพราะฉนั้นจึงควรสันนิ
ฐานว่า ซึ่งอ้างว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงเช่นนั้นเปนการเฉภาะพระองค์
ต้องเข้าใจว่าไม่เปนพิธีทำทุกปี ทำแต่ปีใดจะต้องการที่จะให้น้ำลด
พิธีนี้ได้ทำที่กรุงเทพ ฯ ครั้งหนึ่งเมื่อปีเถาะ ตรีศก ๑๑๙๓ เปน
การที่รู่แน่ชัดว่าได้ทำ แต่เมื่อปีมเสงสัปตศก ๑๑๔๗ แผ่นดินพระ
บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ จะได้ทำฤาไม่ได้ทำไม่มี
ผู้ใดเล่าให้ฟัง สังเกตได้แต่ในคำประกาศเทวดาซึ่งมีอยู่เปนสำนวน
ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า แต่ฉบับนั้นคงจะเปน
เขียนคัดลอกใหม่เมื่อปีเถาะตรีศก พอจะสังเกตสำนวนแลลาย
มือในสองรัชกาลได้ จึงควรเข้าใจว่าการพิธีนี้คงจะทำในปีมเสง
สัปตศก แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ครั้ง
หนึ่ง ในปีเถาะตรีศกแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้เรียกว่าพิธีไล่เรือ เรียกว่าพิธีไล่น้ำ ครั้นมาถึง
แผ่นดินปัตยุปันนี้ปีมแมตรีศก ๑๒๓๓ น้ำมากเกือบจะเท่ากับที่น้ำ
มากมาแต่ก่อนก็ไม่ได้ทำ เปนอันเลิกสูญกัน
ในพระราชนิพนธ์ตอนนี้จะทรงชี้แจงรายละเอียดและการจัดให้มีพระราชพิธีนี้ ในเวลาใด และในรัชการใดและเพื่อการใดทำให้ท่านผู้อ่านได้ทราบอย่างชัดเจน ในครั้งต่อไปทรงแจงถึงพระราชพิธีอย่างละเอียดเชิญติดตามต่อไปครับ.
หน้าที่ ๖๔ ถึงหน้าที่ ๖๖
ส่วนการพระราชพิธีไล่เรือนั้นเปนพิธีข้างจะให้น้ำลดเร็ว ๆ คือ
ถึงเดือนเดือนอ้ายแล้วน้ำยังมากไม่ลด เมล็ดเข้าในรวงแก่หล่นร่วงลง
เสียในน้ำ ถึงโดยว่าจะค้างอยู่ก็เปนเข้าเมล็ดหักลเอียดไป เพราะ
เกี่ยวไม่ได้ด้วยน้ำมาก จึงต้องกระวนกระวายขวนขวายที่จะให้น้ำ
ลด การพิธีนี้คงจะต้องทำในเดือนอ้าย จะเลื่อนไปเดือนยี่ก็เปน
เวลาเกินต้องการไป ตามในกฎมณเฑียรบาลกล่าวไว้ว่า พระเจ้า
แผ่นดิน แลพระอรรคมเหสี พระเจ้าลูกเธอ หลานเธอ แลพระ
สนม แต่งอย่างเต็มยศโบราณลงเรือพระที่นั่ง เจ้าพระยามหาเสนา
ตีฆ้อง มีจดหมายไว้ว่า ครั้นถึงท้ายบ้านรุนเสด็จออกยืนทรงพัชนี
ครั้นถึงประตูไชยทรงส้าว ดูอยู่จะทำธุระเหลือเกินมาก แต่
การที่ทำอย่างนี้ คงจะเปนพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่ง
มีพระอัธยาไศรและพระอาการที่ประพฤติว่องไวเช่นนั้นเปนปรกติ
พระองค์ เหมือนอย่างแผ่นดินพระเพทราชาที่ทรงถือพัชนีฝักมะขาม
เสมอ ๆ เสด็จออกในการชักพระบรมศพทรงโบกพัชนีสามครั้ง
ให้ทิ้งทาน ก็คงจะไม่เปนตำแหน่งสำหรับพระเจ้าแผ่นดินที่จะต้อง
ทางโบกพัชนีเช่นนั้นทั่วทุกพระองค์ เปนแต่เฉภาะพระอัธยาไศรย
ของพระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นเปนเช่นนั้น ซึ่งจะเอามาเรียบเรียงหนัง
สือในครั้งอื่นคราวอื่น ว่าทรงโบกพัชนีฝักมะขามเช่นนั้นก็เปนการ
ไม่จริง แลเปนการไม่ควรด้วย เหมือนทรงส้าวนี้ก็คงจะเปนเฉภาะ
พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่งได้เคยทรงทำเช่นนั้นแล้วจด
หมายไว้ เหมือนอย่างพระเพทราชาโบกพัชนีฝักมะขาม ที่จะ
ว่าถ้าตั้งพระราชพิธีไล่เรือแล้วจะต้องทรงส้าวอี๋ ทรงส้าวอี๋ไปเสมอ
นั้นไม่ได้ แลพิธีไล่เรือนี้ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เปนพิธีที่ทำเสมอ ใช่ว่า
แต่ไม่เสมอทุกปี ไม่เสมอทุกแผ่นดินด้วย เพราะฉนั้นจึงควรสันนิ
ฐานว่า ซึ่งอ้างว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงเช่นนั้นเปนการเฉภาะพระองค์
ต้องเข้าใจว่าไม่เปนพิธีทำทุกปี ทำแต่ปีใดจะต้องการที่จะให้น้ำลด
พิธีนี้ได้ทำที่กรุงเทพ ฯ ครั้งหนึ่งเมื่อปีเถาะ ตรีศก ๑๑๙๓ เปน
การที่รู่แน่ชัดว่าได้ทำ แต่เมื่อปีมเสงสัปตศก ๑๑๔๗ แผ่นดินพระ
บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ จะได้ทำฤาไม่ได้ทำไม่มี
ผู้ใดเล่าให้ฟัง สังเกตได้แต่ในคำประกาศเทวดาซึ่งมีอยู่เปนสำนวน
ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า แต่ฉบับนั้นคงจะเปน
เขียนคัดลอกใหม่เมื่อปีเถาะตรีศก พอจะสังเกตสำนวนแลลาย
มือในสองรัชกาลได้ จึงควรเข้าใจว่าการพิธีนี้คงจะทำในปีมเสง
สัปตศก แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ครั้ง
หนึ่ง ในปีเถาะตรีศกแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้เรียกว่าพิธีไล่เรือ เรียกว่าพิธีไล่น้ำ ครั้นมาถึง
แผ่นดินปัตยุปันนี้ปีมแมตรีศก ๑๒๓๓ น้ำมากเกือบจะเท่ากับที่น้ำ
มากมาแต่ก่อนก็ไม่ได้ทำ เปนอันเลิกสูญกัน
ในพระราชนิพนธ์ตอนนี้จะทรงชี้แจงรายละเอียดและการจัดให้มีพระราชพิธีนี้ ในเวลาใด และในรัชการใดและเพื่อการใดทำให้ท่านผู้อ่านได้ทราบอย่างชัดเจน ในครั้งต่อไปทรงแจงถึงพระราชพิธีอย่างละเอียดเชิญติดตามต่อไปครับ.
วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหา...
MUSEUM BENJAPON: พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหา...: " นี้ก็เข้าเดือนอ้ายมาหลายวันแล้ววันนี้ก็ขึ้น ๗ ค่ำเดือนอ้ายแล้วผมยังนำเสนอพระราชพิธีเดือนสิบสองไม่จบเลยตั้งใจว่าจะนำเสนอจบเป็นเดือนๆไป..."
พระราชพิธีการลอยพระประทีป เดือนสิบสอง
ตามที่ผมได้เรียนไปแล้วว่าการลอยพระประทีปนี้มีเนื้อหาที่ยาวจะค่อย ๆนำเสนอไปจนจบน่ะครับ
หน้าที่ ๓๑ ถึงหน้าที่ ๓๒
บรรดาเรือที่ทอดทุ่นทั้งปวงมีปืนหลักทอง ปีนจ่ารงค์ มีโคม
เพ็ชร โคมสานประจำทุกลำเรือ แต่เจ้ากรมพระตำรวจนั้นแห่เสด็จ
ลงไปถึงท่าราชวรดิฐแล้วจึงได้ลงเรือไปขับทุ่นตามน่าที่ เวลาเสด็จ
ขึ้นเจ้ากรมพระตำรวจไม่ได้แห่เสด็จ ในเวลาเมื่อลอยพระประทีป
นั้นมีเรือคอยปักโคมกลีบบัว พายขึ้นล่องอยู่ทั้งข้างนอกข้างใน
ทุ่นสายในจนตลอดเวลาเสด็จขึ้น บนฝั่งข้างฝั่งตวันตกมีเจ้ากรม
ปลัดกรมไพร่หลวงประจำรักษาตรงน่าเรือบัลลังก์ ๕ กอง ข้างฝั่ง
ตวันออกบนชลา พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยมีพิณพาทย์ผู้หญิงสำรับ ๑
โขลนนั่งรายตามชลา เจ้าจอมอยู่งานประจำโมงยามแลเถ้าแก่
รับเสด็จบนพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ทหารรักษาป้อม ๒ ป้อมแลราย
ทางตลอดเข้ามาจนในพระบรมมหาราชวัง เจ้ากรมปลัดกรมไพร่
หลวงตั้งกองอีก ๒ กอง คือข้างใต้ฉนวนกอง ๑ ท่าขุนนางกอง ๑
กระทงหลวงซึ่งสำหรับทรงลอยที่มีมาแต่เดิมนั้น คือเรือรูป
สัตว์ต่าง ๆ เรือศรี เรือไชย เรือโอ่ เรือคอน แลมีเรือหยวกติด
เทียน ๒ เล่มธูปดอก ๑ ห้าร้อย แต่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ลดเรือหยวกลงเสีย เหลือสี่สิบห้าสิบลำ แล
เรือที่ลอยประทีปนั้นของหลวงชำรุดซุดโซมไป โปรดให้ขอแรง
พระบรมวงษานุวงษ์และข้าราชการทำขึ้นทุกกรม เรือหลวงที่ยัง
เหลืออยู่ เรือพระบรมวงษานุวงษ์ที่สิ้นพระชนม์ส่งมาเปนหลวง
ถวายทรงจุดก่อนตอนหนึ่ง แล้วจึงถวายเรือพระบรมวงศานุวงษ์ต่อไป
แต่เรือข้าราชการนั้นเปนเรือกระบวน เมื่อรับสั่งให้ปล่อยเมื่อใด
จึงจุดเทียนปล่อยมาตามกลางน้ำหว่างทุ่นชั้นในกับเรือบัลลังก์ เคย
ปล่อยอยู่เวลาจุดดอกไม้
ส่วนนี้เป็นรายละเอียดที่ทรงไว้ในพระราชนิพนธ์ซึ่งจะเห็นได้ว่าในอดีตเราไม่ได้ทำกระทงเปนรูปดอกบัวแต่เป็นเรือ คล้ายๆในภาคเหนือมีการล่องสะเปา และมีเรือที่ทำจากหยวกด้วยเช่นกันยังคงต้องมีการศึกษาเชิงลึกต่อไปครับขอจบตอนนี้แล้วมาต่อใหม่น่ะครับ.
หน้าที่ ๓๑ ถึงหน้าที่ ๓๒
บรรดาเรือที่ทอดทุ่นทั้งปวงมีปืนหลักทอง ปีนจ่ารงค์ มีโคม
เพ็ชร โคมสานประจำทุกลำเรือ แต่เจ้ากรมพระตำรวจนั้นแห่เสด็จ
ลงไปถึงท่าราชวรดิฐแล้วจึงได้ลงเรือไปขับทุ่นตามน่าที่ เวลาเสด็จ
ขึ้นเจ้ากรมพระตำรวจไม่ได้แห่เสด็จ ในเวลาเมื่อลอยพระประทีป
นั้นมีเรือคอยปักโคมกลีบบัว พายขึ้นล่องอยู่ทั้งข้างนอกข้างใน
ทุ่นสายในจนตลอดเวลาเสด็จขึ้น บนฝั่งข้างฝั่งตวันตกมีเจ้ากรม
ปลัดกรมไพร่หลวงประจำรักษาตรงน่าเรือบัลลังก์ ๕ กอง ข้างฝั่ง
ตวันออกบนชลา พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยมีพิณพาทย์ผู้หญิงสำรับ ๑
โขลนนั่งรายตามชลา เจ้าจอมอยู่งานประจำโมงยามแลเถ้าแก่
รับเสด็จบนพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ทหารรักษาป้อม ๒ ป้อมแลราย
ทางตลอดเข้ามาจนในพระบรมมหาราชวัง เจ้ากรมปลัดกรมไพร่
หลวงตั้งกองอีก ๒ กอง คือข้างใต้ฉนวนกอง ๑ ท่าขุนนางกอง ๑
กระทงหลวงซึ่งสำหรับทรงลอยที่มีมาแต่เดิมนั้น คือเรือรูป
สัตว์ต่าง ๆ เรือศรี เรือไชย เรือโอ่ เรือคอน แลมีเรือหยวกติด
เทียน ๒ เล่มธูปดอก ๑ ห้าร้อย แต่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ลดเรือหยวกลงเสีย เหลือสี่สิบห้าสิบลำ แล
เรือที่ลอยประทีปนั้นของหลวงชำรุดซุดโซมไป โปรดให้ขอแรง
พระบรมวงษานุวงษ์และข้าราชการทำขึ้นทุกกรม เรือหลวงที่ยัง
เหลืออยู่ เรือพระบรมวงษานุวงษ์ที่สิ้นพระชนม์ส่งมาเปนหลวง
ถวายทรงจุดก่อนตอนหนึ่ง แล้วจึงถวายเรือพระบรมวงศานุวงษ์ต่อไป
แต่เรือข้าราชการนั้นเปนเรือกระบวน เมื่อรับสั่งให้ปล่อยเมื่อใด
จึงจุดเทียนปล่อยมาตามกลางน้ำหว่างทุ่นชั้นในกับเรือบัลลังก์ เคย
ปล่อยอยู่เวลาจุดดอกไม้
ส่วนนี้เป็นรายละเอียดที่ทรงไว้ในพระราชนิพนธ์ซึ่งจะเห็นได้ว่าในอดีตเราไม่ได้ทำกระทงเปนรูปดอกบัวแต่เป็นเรือ คล้ายๆในภาคเหนือมีการล่องสะเปา และมีเรือที่ทำจากหยวกด้วยเช่นกันยังคงต้องมีการศึกษาเชิงลึกต่อไปครับขอจบตอนนี้แล้วมาต่อใหม่น่ะครับ.
วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553
พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
นี้ก็เข้าเดือนอ้ายมาหลายวันแล้ววันนี้ก็ขึ้น ๗ ค่ำเดือนอ้ายแล้วผมยังนำเสนอพระราชพิธีเดือนสิบสองไม่จบเลยตั้งใจว่าจะนำเสนอจบเป็นเดือนๆไปแต่ก็ด้วยเนื้อหาในพระราชนิพนธ์ที่ละเอียด และยาวมากทำให้ไม่จบแต่ผมคงจะนำเสนอสลับกันไปเพื่อไม่ให้กระทบกับเดือนอื่นๆ จะกลายเป็นโดมิโน่ไป วันนี้เลยนำพระราชนิพนธ์พระราชพิธีเดือนอ้านมานำเสนอสลับไปก็ขออภัยด้วยครับ
หน้าที่ ๖๓ ถึงหน้าที่ ๖๔
พระราชพิธีเดือนอ้าย
การพระราชพิธีในเดือนอ้าย ตามที่มาในกฎมณเฑียร
บาลว่าไล่เรือ เถลิงพิธีตรียัมพวาย เช่นได้นับแลอธิบายในคำนำ
นั้นว่าเปนพิธีเปลี่ยนกันกับเดือนยี่ แต่การที่เปลี่ยนกันนั้นประสงค์
ว่าแต่ตรียัมพวายซึ่งยังเปนพิธียังคงทำอยู่ในกรุงเทพฯ แต่พิธีไล่
เรือซึ่งอยู่น่าพิธีตรียัมพวายนั้นคงยังเปนเดือนอ้ายอยู่ พิธีนี้เปนพิธี
ไล่น้ำตามคำที่กล่าวกันมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้รับสั่งอยู่เนือง ๆ เปนต้นว่าการที่ยกโคมไชยในพิธีจองเปรียงนั้น
ถือกันว่าถ้าเสาโคมยังไม่ได้ลดแล้ว น้ำยังไม่ลด นัยหนึ่งว่าถ้า
ไม่ยกเสาโคมแล้วน้ำจะลด การที่ยกเสาโคมนั้นเปนเครื่องเหนี่ยว
รั้งให้น้ำอยู่เลี้ยงต้นเข้าให้แก่ทั่วถึงก่อน เปนพิธีอุปการะแก่การนา
อยู่ด้วย แลมีคำกล่าวว่าในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า
อยู่หัวถ้าเวลายังไม่ได้ลดโคมไชย ถึงว่าจะหนาวเท่าหนาวอย่างไร
ที่จะสวมเสื้อเข้าเฝ้านั้นไม่ได้ กริ้วว่าแช่งให้น้ำลด รับสั้งให้ไปวิด
น้ำเข้านาท้องสนามหลวง แต่ข้อที่ว่าโคมไชยเปนทำนบเปิดน้ำนี้
ถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าเขาว่าเขาว่าอยู่ ที่
ไม่เห็นลงในประกาศพระราชพิธีจองเปรียง จะเปนด้วยทรงเห็นช่าง
เถอะหนักฤาอย่างไร แต่นับว่าเปนพิธีที่กระวนกระวายขวนขวาย
จะให้น้ำอยู่เลี้ยงต้นเข้าให้นานหน่อยหนึ่ง
ในพระราชนิพนธ์นี้ถ้าอ่านแล้วจะเห็นได้ว่าในพระราชพิธีนั้นมีความเกี่ยวพันธ์กับทั้งทางด้านการเกษตรด้วยซึ่งเป็นพระอัฉริยภาพของบุรพกษัตริย์ในอดีตและได้รู้ถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์อีกด้วยอย่างเช่นท้องสนามหลวงในอดีตที่ยังคงปลูกข้าวในฤดูฝน หรือเรืองการแต่งกายเข้าเฝ้าในเวลานั้นอีกด้วยครับ ถ้าหากติดตามต่อไปคงได้ทราบอะไรอีกมากอย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนล่ะครับ.
หน้าที่ ๖๓ ถึงหน้าที่ ๖๔
พระราชพิธีเดือนอ้าย
การพระราชพิธีในเดือนอ้าย ตามที่มาในกฎมณเฑียร
บาลว่าไล่เรือ เถลิงพิธีตรียัมพวาย เช่นได้นับแลอธิบายในคำนำ
นั้นว่าเปนพิธีเปลี่ยนกันกับเดือนยี่ แต่การที่เปลี่ยนกันนั้นประสงค์
ว่าแต่ตรียัมพวายซึ่งยังเปนพิธียังคงทำอยู่ในกรุงเทพฯ แต่พิธีไล่
เรือซึ่งอยู่น่าพิธีตรียัมพวายนั้นคงยังเปนเดือนอ้ายอยู่ พิธีนี้เปนพิธี
ไล่น้ำตามคำที่กล่าวกันมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้รับสั่งอยู่เนือง ๆ เปนต้นว่าการที่ยกโคมไชยในพิธีจองเปรียงนั้น
ถือกันว่าถ้าเสาโคมยังไม่ได้ลดแล้ว น้ำยังไม่ลด นัยหนึ่งว่าถ้า
ไม่ยกเสาโคมแล้วน้ำจะลด การที่ยกเสาโคมนั้นเปนเครื่องเหนี่ยว
รั้งให้น้ำอยู่เลี้ยงต้นเข้าให้แก่ทั่วถึงก่อน เปนพิธีอุปการะแก่การนา
อยู่ด้วย แลมีคำกล่าวว่าในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า
อยู่หัวถ้าเวลายังไม่ได้ลดโคมไชย ถึงว่าจะหนาวเท่าหนาวอย่างไร
ที่จะสวมเสื้อเข้าเฝ้านั้นไม่ได้ กริ้วว่าแช่งให้น้ำลด รับสั้งให้ไปวิด
น้ำเข้านาท้องสนามหลวง แต่ข้อที่ว่าโคมไชยเปนทำนบเปิดน้ำนี้
ถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าเขาว่าเขาว่าอยู่ ที่
ไม่เห็นลงในประกาศพระราชพิธีจองเปรียง จะเปนด้วยทรงเห็นช่าง
เถอะหนักฤาอย่างไร แต่นับว่าเปนพิธีที่กระวนกระวายขวนขวาย
จะให้น้ำอยู่เลี้ยงต้นเข้าให้นานหน่อยหนึ่ง
ในพระราชนิพนธ์นี้ถ้าอ่านแล้วจะเห็นได้ว่าในพระราชพิธีนั้นมีความเกี่ยวพันธ์กับทั้งทางด้านการเกษตรด้วยซึ่งเป็นพระอัฉริยภาพของบุรพกษัตริย์ในอดีตและได้รู้ถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์อีกด้วยอย่างเช่นท้องสนามหลวงในอดีตที่ยังคงปลูกข้าวในฤดูฝน หรือเรืองการแต่งกายเข้าเฝ้าในเวลานั้นอีกด้วยครับ ถ้าหากติดตามต่อไปคงได้ทราบอะไรอีกมากอย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนล่ะครับ.
วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553
พระราชพิธีการลอยพระประทีป เดือนสิบสอง
ในตอนนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการลอยพระประทีปรวมทั้งการจัดเรือต่าง ๆ ที่เข้าในพระราชพิธี ดังนี้
หน้าที่ ๒๙ ถึงหน้าที่ ๓๑
ที่หัวเรือบัลลังก์นอกม่านมี
เจ้าพนักงานลงประจำคือกรมวัง ๑ กรมทหารในจางวางเจ้ากรม
ปลัดกรมขุนหมื่น ๘ กรมพระแสงต้น ๑ กรมพระตำรวจนาย
เรือ ๑ รวมหัวเรือ ๑๒ ท้ายเรือบัลลังก์กรมวัง ๑ จางวาง
หัวหมื่นมหาดเล็ก ๖ กรมทหารในเจ้ากรมปลัดกรมขุนหมื่น ๘
กรมพระแสงต้น ๑ กรมตำรวจนายเรือ ๑ ภายหลังเติมราช
เอดเดอแกมป์คน ๑ บ้าง ๒คนบ้าง แลเติมทหารปืนแคตตลิง-
กัน ๑ ข้างหัวเรือบัลลังก์มีโขลนลงเรือสำปั้น มีโคมเพ็ชร
จอดประจำอยู่เสมอแนวที่เจ้าคุณนั่งลำ ๑ ข้างท้ายเรือบัลลังก์มี
เรือทหารในลำ ๑ เรือพันพรหมราชสำหรับปล่อยกระทงลำ ๑
การล้อมวงในลำน้ำทอดทุ่นเปนสามสาย สายในมีแพหยวกราย
เปนระยะ มีไต้ประจำทุกแพตลอดหน้าเรือบัลลังก์ เรือประจำทุ่น
สายในข้างเหนือน้ำ กรมกองตระเวนขวา ๑ กรมกองกลางขวา ๑
ประตูกรมพระกระลาโหม ๑เจ้ากรมตำรวจนอกขวา ๑ เจ้ากรม
พระตำรวจสนมขวา ๑ เรือกรมสรรพากรในสรรพกรนอก ๑ ใต้น้ำ
หัวเรือบัลลังก์ทุ่นสายใน กรมกองตระเวนซ้าย ๑ เรือประตูกรม
มหาดไทย ๑ กรมกองกลางซ้าย ๑ เจ้ากรมพระตำรวจนอกซ้าย ๑
เจ้ากรมพระตำรวจสนมซ้าย ๑ เรือทุนกรมท่ากลาง ๑ ภายหลัง
นี้เติมเรือทหารทอดสมอสกัดเหนือน้ำท้ายนำขึ้นอีก ข้างเหนือน้ำ
กรมทหารน่า ๔ ลำ ข้างใต้น้ำทหารน่า ๒ ลำ
ทุ่นสายกลางเหนือน้ำ เรือทุ่นกรมอาสาจาม ๒ ลำ เรือทุ่น
กรมเรือกันขวา ๑ เรือสิงโตกรมอาสาใหญ่ขวา ๑ เรือสางกรม
ทวนทองขวา ๑ เรือเหรากรมอาสารองขวา ๑ เรือกิเลนกรม
เขนทองขวา ๑ เรือทุ่นสามพระคลังทอดเชือก ๑ ข้างใต้น้ำ
เรือกรมอาสาจาม ๒ ลำ เรือกรมเรือกันซ้าย ๑ เรือสิงโตกรม
อาสาใหญ่ซ้าย ๑ เรือสางกรมทวนทองซ้าย ๑ เรือเหรากรม
อาสารองซ้าย ๑ เรือกิเลนกรมเขนทองซ้าย ๑ เรือทุ่นสามพระ
คลังทอดเชือก ๑
ที่ทุ่นกลางตรงน่าบัลลังก์ มีเรือดอกไม้เพลิง ๒ ลำ เรือ
พิณพาทย์เหนือน้ำ ๑ ลำ ท้ายน้ำ ๑ ลำ เรือกลองแขกเหนือ
น้ำ ๑ ลำ ท้ายน้ำ ๑ ลำ มีเรือเจ้ากรมพระตำรวจในซ้าย ๑ ใหญ่
ซ้าย ๑ อยู่ใต้น้ำ เรือเจ้ากรมตำรวจในขวา ๑ ใหญ่ขวา ๑ อยู่เหนือ
น้ำ จับทุ่นสายกลางทั้งสิ้น มีเรือทหารปืนใหญ่เติมใหม่อยู่นอกทุ่น
สายกลางเหนือน้ำ ๑ ลำ ท้านน้ำ ๑ ลำ
ทุ่นสานนอกเหนือน้ำ มีเรือกรมกองตระเวนขวา ๑ เรือ
ประตูกรมมหาดไทย ๑ เรือทุ่นกรมอาสาวิเศษขวา ๑ กรมทำลุ
ขวา ๑ กรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งขวา ๑ กรมคู่ชักขวา ๑ ท้าย
น้ำกรมกองตระเวนซ้าย ๑ เรือประตูกรมพระกระลาโหม ๑ เรือกรม
อาสาวิเศษซ้าย ๑ กรมทำลุซ้าย ๑ กรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่ง
ซ้าย ๑ กรมคู่ชักซ้าย ๑
ทั้งหมดเป็นรายละเอียดของเรือต่าง ๆมีสองคำที่ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ราชเอดเดอแกมป์ คือราชองครักษ์ และ ปืนแคตตลิงกัน คือปืนกล ครับ ยังคงมีต่อไปครับ.
หน้าที่ ๒๙ ถึงหน้าที่ ๓๑
ที่หัวเรือบัลลังก์นอกม่านมี
เจ้าพนักงานลงประจำคือกรมวัง ๑ กรมทหารในจางวางเจ้ากรม
ปลัดกรมขุนหมื่น ๘ กรมพระแสงต้น ๑ กรมพระตำรวจนาย
เรือ ๑ รวมหัวเรือ ๑๒ ท้ายเรือบัลลังก์กรมวัง ๑ จางวาง
หัวหมื่นมหาดเล็ก ๖ กรมทหารในเจ้ากรมปลัดกรมขุนหมื่น ๘
กรมพระแสงต้น ๑ กรมตำรวจนายเรือ ๑ ภายหลังเติมราช
เอดเดอแกมป์คน ๑ บ้าง ๒คนบ้าง แลเติมทหารปืนแคตตลิง-
กัน ๑ ข้างหัวเรือบัลลังก์มีโขลนลงเรือสำปั้น มีโคมเพ็ชร
จอดประจำอยู่เสมอแนวที่เจ้าคุณนั่งลำ ๑ ข้างท้ายเรือบัลลังก์มี
เรือทหารในลำ ๑ เรือพันพรหมราชสำหรับปล่อยกระทงลำ ๑
การล้อมวงในลำน้ำทอดทุ่นเปนสามสาย สายในมีแพหยวกราย
เปนระยะ มีไต้ประจำทุกแพตลอดหน้าเรือบัลลังก์ เรือประจำทุ่น
สายในข้างเหนือน้ำ กรมกองตระเวนขวา ๑ กรมกองกลางขวา ๑
ประตูกรมพระกระลาโหม ๑เจ้ากรมตำรวจนอกขวา ๑ เจ้ากรม
พระตำรวจสนมขวา ๑ เรือกรมสรรพากรในสรรพกรนอก ๑ ใต้น้ำ
หัวเรือบัลลังก์ทุ่นสายใน กรมกองตระเวนซ้าย ๑ เรือประตูกรม
มหาดไทย ๑ กรมกองกลางซ้าย ๑ เจ้ากรมพระตำรวจนอกซ้าย ๑
เจ้ากรมพระตำรวจสนมซ้าย ๑ เรือทุนกรมท่ากลาง ๑ ภายหลัง
นี้เติมเรือทหารทอดสมอสกัดเหนือน้ำท้ายนำขึ้นอีก ข้างเหนือน้ำ
กรมทหารน่า ๔ ลำ ข้างใต้น้ำทหารน่า ๒ ลำ
ทุ่นสายกลางเหนือน้ำ เรือทุ่นกรมอาสาจาม ๒ ลำ เรือทุ่น
กรมเรือกันขวา ๑ เรือสิงโตกรมอาสาใหญ่ขวา ๑ เรือสางกรม
ทวนทองขวา ๑ เรือเหรากรมอาสารองขวา ๑ เรือกิเลนกรม
เขนทองขวา ๑ เรือทุ่นสามพระคลังทอดเชือก ๑ ข้างใต้น้ำ
เรือกรมอาสาจาม ๒ ลำ เรือกรมเรือกันซ้าย ๑ เรือสิงโตกรม
อาสาใหญ่ซ้าย ๑ เรือสางกรมทวนทองซ้าย ๑ เรือเหรากรม
อาสารองซ้าย ๑ เรือกิเลนกรมเขนทองซ้าย ๑ เรือทุ่นสามพระ
คลังทอดเชือก ๑
ที่ทุ่นกลางตรงน่าบัลลังก์ มีเรือดอกไม้เพลิง ๒ ลำ เรือ
พิณพาทย์เหนือน้ำ ๑ ลำ ท้ายน้ำ ๑ ลำ เรือกลองแขกเหนือ
น้ำ ๑ ลำ ท้ายน้ำ ๑ ลำ มีเรือเจ้ากรมพระตำรวจในซ้าย ๑ ใหญ่
ซ้าย ๑ อยู่ใต้น้ำ เรือเจ้ากรมตำรวจในขวา ๑ ใหญ่ขวา ๑ อยู่เหนือ
น้ำ จับทุ่นสายกลางทั้งสิ้น มีเรือทหารปืนใหญ่เติมใหม่อยู่นอกทุ่น
สายกลางเหนือน้ำ ๑ ลำ ท้านน้ำ ๑ ลำ
ทุ่นสานนอกเหนือน้ำ มีเรือกรมกองตระเวนขวา ๑ เรือ
ประตูกรมมหาดไทย ๑ เรือทุ่นกรมอาสาวิเศษขวา ๑ กรมทำลุ
ขวา ๑ กรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งขวา ๑ กรมคู่ชักขวา ๑ ท้าย
น้ำกรมกองตระเวนซ้าย ๑ เรือประตูกรมพระกระลาโหม ๑ เรือกรม
อาสาวิเศษซ้าย ๑ กรมทำลุซ้าย ๑ กรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่ง
ซ้าย ๑ กรมคู่ชักซ้าย ๑
ทั้งหมดเป็นรายละเอียดของเรือต่าง ๆมีสองคำที่ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ราชเอดเดอแกมป์ คือราชองครักษ์ และ ปืนแคตตลิงกัน คือปืนกล ครับ ยังคงมีต่อไปครับ.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
การ์เรียนเชิญเปิดและชมนิทรรศการ
นิทรรศการตั้งแต่ ๑๕ พย.ถึง ๑๕ ธค.นี้
In this photograph if you know please tell me where they are ?
ภาพถ่ายชุดนี้ คุณพ่อผมถ่ายไว้เป็นจำนวนมากเมื่อ ไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณ หกสิบ ถึงเจ็ดสิบปีมาแล้ว ท่านเสียชีวิตไปปี ๒๕๑๓ เอกสารบางอย่างถูกน้ำถ่วมและสูญหาย ทำให้ไม่ทราบถึงสถานที่ในภาพ ถ้าหากท่านทราบกรุณาบอกผมด้วยขอบคุณครับ
In this photograph if you know pleas tell me where they are ?
รูปแกะสลักนี้ตั้งอยู่ที่ไหนครับทราบโปรดบอกด้วยครับขอบคุณครับ
Please tell me where they are ?
รูปเหล่านี้เป็นเทพฯของอียิปต์ยุกต์โบราณ
Please tell me where they are ?
หน้าจะเป็นเทพฯ หรือ ราชินีองค์หนึ่งในอียิปต์โบราณ ถ้าสรวมหมวกรูปบัลลังก์ จะป็นเทพไอซิส
Please tell me were they are ?
Please tell me where they are ?
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช เทิดพระเกียรติในวาระ ๑๐๐ ปี วันสวรรคต ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ (มีบทความด้านล่าง)
พระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
๑๑๐ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์มิรู้ลืม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายเบญจพล สิทธิประณีต.
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระโอรสธิดา
สมเด็จย่าทรงกับพระโอรสธิดาครั้งทรงพระเยาว์
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘ สมเด็จย่า ฯ พระอนุชา
ในหลวงรัชการที่ ๘ สมเด็จย่า และพระอนุชา (ในหลวงรัชกาลที่ ๙)
ทรงงาน
พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ ๙ และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงงาน
สมเด็จแม่ฯ
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
สูจิบัตร นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม
นิทรรศการ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม ณ.ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์(แพ บุนนาค) งานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๙ ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒ (มีรูปงานนิทรรศการด้านล่าง)
My collection-ภาพเก่าเล่าอดีต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่(พ.ศ.2501)
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
ทั้งสองพระองค์บริเวณบันไดนาควัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
พระบัวเข็ม
พระบัวเข็ม ที่บ้านจะมีจานเชิงใส่นำรองอยู่ด้านล่างองค์พระซึ่งทำจากไม้ลงรักปิดทอง
The way of life in U.S.A.
Tn the town by Vimol Siddhipraneet.
The way of life in u.s.a.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A
In the town.
ภาพถ่ายในสหรัฐอเมริกา
ถ่ายโดย คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.เมื่อครั้งไปสหรัฐอเมริกา
ภาพถ่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย เมื่อทำงานสำนักข่าวสารอเมริกัน
ภาพถ่ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย ล้าง และอัดเอง ท่านมีห้องมืดที่บ้าน.