สวัสดีครับวันนี้ผมก็จะอัญเชิญพระราชนิพนธ์พระราชพิธีจองเปรียงในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมา นำเสนอต่อคงจะยาวหน่อยน่ะครับเพราะนี้ก็ล่วงเลยวันเพ็ญเดือนสิบสองมากลายวันกลัวจะเฝือไปน่ะครับ แต่เนื่องจากยาวมากก็คงต้องแบ่งเป็นอีกสองตอน ดังนี้ครับ
หน้าที่ ๑๒ ถึงหน้าที่ ๑๔
ครั้นเมื่อแผ่นดินพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีเติมขึ้นที่น่าพระที่นั่ง
อนันตสมาคม โคมไชย ๒ ต้น โคมบริวาร ๑๐ ต้น แต่ใช้โคม
แก้วกระจกสีเขียว, สีแดง, สัน้ำเงิน, สีเหลือง, สีขาว, อย่างล่ะคู่ การ
พระราชพิธียกเสาโคมไชยนั้น เมื่อเวลาเสด็จประทับอยู่พระที่นั่ง
จักรพรรดิพิมาน ก็ทำที่พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ เมื่อเวลาเสด็จ
ไปประทับอยู่ในพระที่นั่งฝ่ายบุรพทิศ ก็ทำที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์
บ้าง ด้วยมีเสาโคมไชยขึ้นในที่นั้น แลเมื่อเสด็จพระราชดำเนิน
ประพาศตามหัวเมืองมีพระราชวังแห่งใด ก็โปรดให้ยกเสาโคม
ไชยสำหรับพระราชวังนั้น คือที่วังจันทรเกษม วังนารายน์ราช
นิเวศน์ แลพระนครคิรี แลที่วังปฐมเจดีย์ทุกแห่ง เทียน
ซึ่งสำหรับจุดโคมไชยคืนละ ๒๔ เล่ม (ฤามีเสาโคมไชยทางพระ
ที่นั่งอนันตสมาคมก็เปน ๑๒ เล่ม) ฟั่นที่ห้องนมัสการเล่มยาว ๆ พอ
จุดได้ตลอด ๓ ชั่วโมงยังเหลือเศษ ในเวลาสวดมนต์ยกโคมไชย
เจ้าพนักงานนำเทียนนี้ไปเข้าพิธีด้วย แล้วจึงเก็บไว้ถวายวันละ ๒๔
เล่มฤาครบสำรับหนึ่ง เวลาพลบเสด็จพระราชดำเนินออกประทับ
ที่เสาโคมไชย มหาดเล็กนำพานเทียน ๒๔ เล่ม กับเทียนชนวน
ซึ่งเสียบอยู่กับเชิงเล่ม ๑ วางมาในพานเล่ม ๑ ขึ้นถวาย พระมหา
ราชครูพิธีจึงนำตลับเปรียงขึ้นถวาย บ่ายพระภักตร์สู่ทิศศรีของ
วันนั้น แล้วทรงเจิมเทียนทั้งมัดนั้นด้วยเปรียง เปนรูปอุณาโลม
ด้วยคาถา "อรหํ สัมมาสัมพุทโธ " แล้วจึงทรงทาเปรียงทั่วทุก
เล่มเทียน ชักเทียนออกจากมัด ๖ เล่ม พระมหาราชครูจึงจุด
เทียนชนวน ซึ่งมีมาแต่โรงพิธีจากโคมซึ่งตามเพลิงมานั้น
ถวาย ทรงเทียนชนวนซึ่งเสียบมากับเชิงจุดเพลิงจากเทียนชนวน
พราหมณ์ แล้วทรงบริกรรมคาถา "ทิวาตปติอาทิจ์โจ" จนถึง
"มังคลัต์ถํ ปสิท์ธิยา" แล้วจึงทรงจุดเทียน ๖ เล่มนั้น เมื่อติด
ทั่วกันแล้วทรงอธิฐานด้วยคาถา "อรหํ สัม์มาสัม์พุท์โธ" จน
ตลอดแล้วจึงได้พระราชทานเทียนเล่ม ๑ ให้กรมพระตำรวจรับไปปัก
ในโคมไชยต้นที่หนึ่ง ที่เหลือนั้นอีก ๕ เล่ม พระราชทานพระเจ้า
ลูกเธอไปทรงจุดในโคมไชยประเทียบ ในเวลาเมื่อทรงชัก
สายโคมไชย เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์ฆ้องไชยพิณพาทย์
จนสิ้นเวลาที่ยกโคม มีแต่ยามแรกยามเดียว เมื่อยกโคม
เสร็จแล้วพระราชทานเทียนสำหรับโคมไชยโคมประเทียบ ที่ยัง
เหลืออยู่อีก ๑๘ เล่ม สำหรับไว้เปลี่ยนอีก ๓ ยาม แลเทียน
ชนวนที่เสียบอยู่บนเชิง ให้กรมพระตำรวจรับไปจุดโคมบริวาร เทียน
ชนวนซึ่งเหลืออยู่อีกเล่มหนึ่งนั้น พระราชทานพระมหาราชครูพิธี
สำหรับจะได้นำมาเปนชนวนจุดเพลิงถวาย ในคืนหลัง ๆ ต่อไป
ในตอนนี้ด้านท้ายมีคำอธิบายว่า "พระที่นั่งอนันตสมาคมในพระราชนิพนธ์นี้หมายว่าองค์แรก สร้างเมื่อรัชกาลที่ ๔ อยู่ตรงหลังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เดี๋ยวนี้รื้อเสียแล้ว" ส่วนพระที่นั่งอนันตสมาคมที่สร้างใหม่ที่ปลายถนนราชดำเนินในพระราชวังสวนดุสิตนั้น สร้างในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.๒๔๕๐เพื่อใช้เป็นที่ออกมหาสมาคม โดยเจ้าพระยายมราช(ปั้น สุขุม)เป็นแม่กองจัดการก่อสร้าง สถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ และนีโอคลาสสิก ภายนอกประดับด้วยหินอ่อนจากเมืองคารารา ประเทศอิตาลี ซึ่งรายละเอียด คงนำมาเสนอต่อไปเมื่อมีโอกาสน่ะครับ.
ป้ายด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เปิด ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ๑๐.๓๐ น.ถึง ๑๕.๓๐ น. เชิงสะพานนวรัฐ ฝั่งตะวันออก
วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระราชพิธีจองเปรียง
MUSEUM BENJAPON: พระราชพิธีจองเปรียง: " ก่อนอื่นต้องขอสูมาท่านผู้อ่านทุกท่านที่ข้ามบ่ ได้ประติดประต่อเรื่องราว เลยวันเดือนยี่(วันเพ็ญเดือนสิบสอง)มาเสียสองวันก็เนื่องจากมีงานเข้า..."
พระราชพิธีจองเปรียง
ก่อนอื่นต้องขอสูมาท่านผู้อ่านทุกท่านที่ข้ามบ่ ได้ประติดประต่อเรื่องราว เลยวันเดือนยี่(วันเพ็ญเดือนสิบสอง)มาเสียสองวันก็เนื่องจากมีงานเข้ามาและเตรียมเครื่องสักการะพระเจ้าอินทวิชยานนท์ที่เอาไปบนดอยอินทนนท์อีก มาต่อวันนี้คงให้อภัยกันน่ะครับ มาต่อเลยน่ะครับ
หน้าที่ ๑๑ ถึง หน้าที่ ๑๒
เปนธรรมเนียมสืบมาจนแผ่นดินพระบาทสม
เด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์ว่าการพระราชพิธีทั้ง
ปวงควรจะให้เนื่องด้วยพระพุทธสาสนาทุก ๆ พระราชพิธี จึงโปรดให้
มีการสวดมนต์เย็นฉันเช้าก่อนเวลาที่จะยกเสาโคม พระสงฆ์ที่สวด
มาต์นั้นพระราชาคณะไทย ๑ พระครูปริตไทย ๔ พระราชาคณะ
รามัญ ๑ พระครูปริตรามัญ ๔ รวมเปน ๑๐ รูป เวลาทรงศีลแล้วก่อน
สวดมนต์ มีอาลักษณ์อ่านคำประกาศแสดงเรื่องพระราชพิธี แล
พระราชดำริห์ซึ่งทรงจัดเพิ่มเติม และพระราชทานแผ่พระราชกุศล
แก่เทพยดาทั้งปวง แล้วพระสงฆ์จึงได้สวดมนต์ต่อไป เวลา
เช้าพระฤกษ์ทรงรดน้ำสังข์แลเจิมเสาโคมไชยแล้วจึงได้ยก พระ
สงฆ์สวดชยันโตในเวลายกเสานั้นด้วย ครั้นพระสงฆ์ฉันแล้วถวาย
ไทยทานขวดน้ำมัน, ไส้ตะเกียง, โคม, ให้ต้องเรื่องกันกับพระราช
พิธี การสวดมนต์เลี้ยงพระยกโคมนี้ พระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกไม่ใคร่จะขาด เสาโคมไชยประเทียบ
นั้นตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์แต่เดิมมา มีโคมไชยสามต้น
โคมประเทียบสามต้น เสาใช้ไม้แก่นยาว ๑๑ วา เสาโคมไชย
ที่ยอดเสามีฉัตรผ้าขาวโครงไม้ไผ่ ๙ ชั้น โคมประเทียบ ๘ ชั้น
เสาแลตะเกียงทาปูนขาวตลอด มีหงษ์ลูกพรวนติดชักขึ้นไปให้
มีเสียงดัง ตัวโคมโครงไม้ไผ่หุ้มผ้าขาว โคมบริวารเสาไม่ไผ่
๑๐๐ ต้น ฉัตรยอด ๓ ชั้นทำด้วยกระดาษ ปลายฉัตรเปนธง ตัว
โคมโครงไม้ไผ่ปิดกระดาษ โคมไชยโคมประเทียบเปนพนักงาน
สี่ตำรวจ โคมบริวารเปนพนักงานตำรวจนอกตำรวจสนม รอบ
พระราชวังมีโคมเสาไม้ไผ่ ตัวโคมข้างในสานเปนชลอม ปิด
กระดาษเปนรูปกระบอกตรง ๆ เปนของกรมล้อมพระราชวังทำปัก
ตามใบเสมากำแพงจำนวนโคม ๒๐๐ ......
จากในพระราชนิพนธ์นี้ทำให้เราทราบว่าการชักโคมในอดีตนั้นเป็นพิธีอย่างใหญ่ที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเสด็จด้วยพระองค์เองและตัวโคมก็เป็นโคมที่ใช้ไม้ไผ่ทำเช่นปัจจุบันแต่รูปทรงโคมไชยนั้นไม่ทราบรูปทรงแน่นอนจะพยายามค้นหามานำเสนอให้ทราบต่อไป ส่วนโคมบริวารเป็นทรงกระบอกตามที่ทรงพระราชนิพนธ์อย่างชัดเจน ซึ่งยังมีรายระเอียดอีกมากผมจะนำมาเสนอในตอนต่อ ๆ ไป ครับ.
หน้าที่ ๑๑ ถึง หน้าที่ ๑๒
เปนธรรมเนียมสืบมาจนแผ่นดินพระบาทสม
เด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์ว่าการพระราชพิธีทั้ง
ปวงควรจะให้เนื่องด้วยพระพุทธสาสนาทุก ๆ พระราชพิธี จึงโปรดให้
มีการสวดมนต์เย็นฉันเช้าก่อนเวลาที่จะยกเสาโคม พระสงฆ์ที่สวด
มาต์นั้นพระราชาคณะไทย ๑ พระครูปริตไทย ๔ พระราชาคณะ
รามัญ ๑ พระครูปริตรามัญ ๔ รวมเปน ๑๐ รูป เวลาทรงศีลแล้วก่อน
สวดมนต์ มีอาลักษณ์อ่านคำประกาศแสดงเรื่องพระราชพิธี แล
พระราชดำริห์ซึ่งทรงจัดเพิ่มเติม และพระราชทานแผ่พระราชกุศล
แก่เทพยดาทั้งปวง แล้วพระสงฆ์จึงได้สวดมนต์ต่อไป เวลา
เช้าพระฤกษ์ทรงรดน้ำสังข์แลเจิมเสาโคมไชยแล้วจึงได้ยก พระ
สงฆ์สวดชยันโตในเวลายกเสานั้นด้วย ครั้นพระสงฆ์ฉันแล้วถวาย
ไทยทานขวดน้ำมัน, ไส้ตะเกียง, โคม, ให้ต้องเรื่องกันกับพระราช
พิธี การสวดมนต์เลี้ยงพระยกโคมนี้ พระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกไม่ใคร่จะขาด เสาโคมไชยประเทียบ
นั้นตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์แต่เดิมมา มีโคมไชยสามต้น
โคมประเทียบสามต้น เสาใช้ไม้แก่นยาว ๑๑ วา เสาโคมไชย
ที่ยอดเสามีฉัตรผ้าขาวโครงไม้ไผ่ ๙ ชั้น โคมประเทียบ ๘ ชั้น
เสาแลตะเกียงทาปูนขาวตลอด มีหงษ์ลูกพรวนติดชักขึ้นไปให้
มีเสียงดัง ตัวโคมโครงไม้ไผ่หุ้มผ้าขาว โคมบริวารเสาไม่ไผ่
๑๐๐ ต้น ฉัตรยอด ๓ ชั้นทำด้วยกระดาษ ปลายฉัตรเปนธง ตัว
โคมโครงไม้ไผ่ปิดกระดาษ โคมไชยโคมประเทียบเปนพนักงาน
สี่ตำรวจ โคมบริวารเปนพนักงานตำรวจนอกตำรวจสนม รอบ
พระราชวังมีโคมเสาไม้ไผ่ ตัวโคมข้างในสานเปนชลอม ปิด
กระดาษเปนรูปกระบอกตรง ๆ เปนของกรมล้อมพระราชวังทำปัก
ตามใบเสมากำแพงจำนวนโคม ๒๐๐ ......
จากในพระราชนิพนธ์นี้ทำให้เราทราบว่าการชักโคมในอดีตนั้นเป็นพิธีอย่างใหญ่ที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเสด็จด้วยพระองค์เองและตัวโคมก็เป็นโคมที่ใช้ไม้ไผ่ทำเช่นปัจจุบันแต่รูปทรงโคมไชยนั้นไม่ทราบรูปทรงแน่นอนจะพยายามค้นหามานำเสนอให้ทราบต่อไป ส่วนโคมบริวารเป็นทรงกระบอกตามที่ทรงพระราชนิพนธ์อย่างชัดเจน ซึ่งยังมีรายระเอียดอีกมากผมจะนำมาเสนอในตอนต่อ ๆ ไป ครับ.
MUSEUM BENJAPON: พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๗ แห่งนครเชีย...
MUSEUM BENJAPON: พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๗ แห่งนครเชีย...: "วันนี้(ที่ ๒๓ พย.)ผมได้มีโอกาสเดินทางขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์เพื่อร่วมงานไหว้สาเจ้าหลวง ตามพระประวัติดังนี้ พระนามเดิม เจ้าอินทนนท์ เป็นราชบุต..."
พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๗ แห่งนครเชียงใหม่
วันนี้(ที่ ๒๓ พย.)ผมได้มีโอกาสเดินทางขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์เพื่อร่วมงานไหว้สาเจ้าหลวง ตามพระประวัติดังนี้ พระนามเดิม เจ้าอินทนนท์ เป็นราชบุตรของเจ้าราชวงศ์มหาพรหมคำคงกับแม่เจ้าคำหล้า ครองราชตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๑๓ ถึง ๒๔๔๐ เสกสมรส กับแม่เจ้าเทพไกรสร และแม่เจ้าอื่น ๆ มีบุตรธิดา ทั้งหมด ๑๑ ท่าน และที่สำคัญมีสามพระองค์คือ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ฯ เจ้าหลวงเชียงใหม่ลำดับที่ ๘ กำเนิดจากแม่เจ้ารินคำ เจ้าแก้วนวรัฐ และพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และเป็นช่วงที่มีมิชชันารีเข้ามาสอนศาสนาและเปิดโรงเรียนที่ให้การศึกษาแบบตะวันตก คือโรงเรียนชายวังสิงห์คำ(โรงเรียนบรินสรอยแยลส์วิทยาลัย) โรงเรียนพระราชชายา เป็นต้น.
วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " ในวันนี้คงเปนสำเนาพระราชโทรเลข และพระราชหัตถเลขาฉบับสุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ ผู้คองนครเชียง..."
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
ในวันนี้คงเปนสำเนาพระราชโทรเลข และพระราชหัตถเลขาฉบับสุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ ผู้คองนครเชียงใหม่ได้ทรงอัญเชิญมาไว้ในหนังสือพระราชประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี พิมพ์ในงานถวายพระเพลิง ปี จอ พ.ศ. ๒๔๗๗ และมีด้วยพระราชหัตถเลขารัชชกาลที่ ๗ ที่มีถึงพระราชชายา ฯ อีก หนึ่งฉบับ ดังนี้
หน้าที่ ๕๔ ถึงหน้าที่ ๕๕
(สำเนาพระราชโทรเลข)
ที่ ๑๒ จากปากน้ำโพ
วันที่ ๗ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๒๘
เจ้าดารารัศมี เชียงใหม่
ได้รับโทรเลขแล้ว เสียดายที่มีเหตุขัดข้อง ไม่มีวันก่อนขึ้น
เรือนที่จะได้ตกแต่งห้อง จะล่องได้เมื่อใดขอให้โทรเลขให้ทราบ
มีความยินดีที่ครูบาให้พระพุทธรูป อยากทราบว่าหน้าตักหรือขนาด
ฐาน กว้างเท่าใด จะได้จัดที่ตั้งไว้รับที่เรือน พระนี้เป็นศิริสำหรับตัว
จะมาทางเรือหรือทางบก ขอให้พามาถึงพร้อมกับตัว จะได้ทันแต่ง
ในการขึ้นเรือน จะได้บอกแม่เล็กให้ตระเตรียมในการที่จะเลี้ยงดู
ฝนกรุงเทพ ณ เวลานี้ชุกนัก น่ากลัวน้ำจะมากอย่างปีกลาย แต่อย่า
วิตก ที่เรือนน้ำไม่ท่วม.
(พระบรมนามาภิธัย) สยามมินทร์
แม่เล็ก คือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาท ส่วนครูบานั้นจะลองสืบค้นดูว่าเปนท่านใดหรือท่านใดที่ทราบแจ้งให้ผมด้วยครับ ต่อไปก็เป็นพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๗ ที่ทรงพระราชทานมายังพระราชชายา ดังนี้
พระราชหัตถเลขารัชชกาลที่ ๗
วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๙
ถึง พระราชยายา เจ้าดารารัศมี
ด้วยเจ้าบุญวาทวงศ์มานิต ฯ เจ้านครลำปางถึงพิลาลัยช้านาน
ยังหาได้ปลงศพไม่ ด้วยลูกหลานผู้ที่จะเป็นผู้มีกำลังพอจะเป็นหัวหน้า
จัการศพไม่มีตัว แลทรัพย์สมบัติของเจ้านครลำปางก็สาปสูญ
ไปเสีย ในเรื่องจัดการมรดกไม่ดีเป็นอันมาก จึงเป็นเหตุให้ศพ
ตกค้างอยู่หลายปีจนป่านนี้ ฉันรู้ สึกสงสารและรำคาญใจ ด้วย
เจ้าบุญวาทวงศ์มานิตเป็นเจ้านายผู้ใหญ่ในมณฑลพายัพ และมี
ความชอบความดีมาแต่ก่อน หาควรจะให้ศพต้องทิ้งค้างต่อไปไม่
จึงขอตั้งกรรการเจ้านายผู้ใหญ่ในมณฑลพายัพ ซึ่งเป็นญาติวงศ์กับ
เจ้านครลำปาง คือ ให้พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เป็นสถานายิกา
พร้อมด้วยเจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เจ้านครเชียงใหม่ เจ้าจักร์คำขจรศักดิ์
เจ้านครลำพูน เจ้าราชวงศ์ เมืองนครลำปาง ทั้ง ๔ นี้เป็นกรรมการ
ถือรับสั่งจัดการปลงศพเจ้าบุญวาทวงศ์มานิต ฯ เจ้านครลำปาง ถ้า
และจะขอให้รัฐบาลช่วยเหลือประการใด ก็ให้กรรมการแจ้งแก่
สมุหเทศาภิบาลให้ทราบ สุดแต่ให้จัดการสำเร็จได้ดังประสงค์.
(พระบรมนามาภิธัย) ประชาธิปก ป.ร.
ครับในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ รัชกาลที่ ๗ ก็ยังทรงห่วงใยพระญาติฝ่ายเหนือโดยตลอดมา
วันนี้ได้ ก็เป็นหน้าสุดท้ายใน พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เรียบเรียง พิมพ์ในงานถวานพระเพลิง ปีจอ พ.ศ. ๒๔๗๗ แล้ว ถ้าหากท่านได้ตามอ่านตั้งแต่หน้าที่ ๑ ถึง หน้าที่ ๕๕ ก็จะได้ทราบพระประวัติ พระราชกิจ และในช่วงกลาง จะได้ทราบถึงความผูกพันธ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัวพระราชทานต่อพระราชชายาอย่างมากมายอันด้วยความที่พระราชชายาทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายด้าน และทรงมีพระอัธยาศัย พระจริยาวัตรอันงดงาม หนักแน่น และทรงมีวิริยะในราชกิจต่าง ๆ และที่ทรงความสามารถทางด้านการแสดง พระนิพนธ์ และทรงเป็นที่รักเคาพรของพระบรมวงศสานุวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ และเมื่อทรงเสด็จกลับมาประทับยังนครเชียงใหม่ ยังทรงพระราชกิจอย่างต่อเนื่อสร้างคุณูปารต่อชาวล้านนาและยังเป็นสายสัมพันธ์เชื่อต่อระหว่างราชจักรีวงศ์ และราชวงศ์ ณ เชียงใหม่ ตลอดมา และเนื่องในวันที่ ๙ ธันวาคม นี้จะครบรอบวันสิ้นพระชนม์ จึงเป็นโอกาสที่จะได้รำลึกถึงพระองค์ท่าน จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้ไปกราบระลึกถึงพระองค์ท่านยังอนุเสาวรีย์ พระตำหนักดาราภิรมณ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะมีการจัดพิธีสักการะเป็นประจำทุก ปี โดยพร้อมเพรียงกัน ขอบคุณครับ.
หน้าที่ ๕๔ ถึงหน้าที่ ๕๕
(สำเนาพระราชโทรเลข)
ที่ ๑๒ จากปากน้ำโพ
วันที่ ๗ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๒๘
เจ้าดารารัศมี เชียงใหม่
ได้รับโทรเลขแล้ว เสียดายที่มีเหตุขัดข้อง ไม่มีวันก่อนขึ้น
เรือนที่จะได้ตกแต่งห้อง จะล่องได้เมื่อใดขอให้โทรเลขให้ทราบ
มีความยินดีที่ครูบาให้พระพุทธรูป อยากทราบว่าหน้าตักหรือขนาด
ฐาน กว้างเท่าใด จะได้จัดที่ตั้งไว้รับที่เรือน พระนี้เป็นศิริสำหรับตัว
จะมาทางเรือหรือทางบก ขอให้พามาถึงพร้อมกับตัว จะได้ทันแต่ง
ในการขึ้นเรือน จะได้บอกแม่เล็กให้ตระเตรียมในการที่จะเลี้ยงดู
ฝนกรุงเทพ ณ เวลานี้ชุกนัก น่ากลัวน้ำจะมากอย่างปีกลาย แต่อย่า
วิตก ที่เรือนน้ำไม่ท่วม.
(พระบรมนามาภิธัย) สยามมินทร์
แม่เล็ก คือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาท ส่วนครูบานั้นจะลองสืบค้นดูว่าเปนท่านใดหรือท่านใดที่ทราบแจ้งให้ผมด้วยครับ ต่อไปก็เป็นพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๗ ที่ทรงพระราชทานมายังพระราชชายา ดังนี้
พระราชหัตถเลขารัชชกาลที่ ๗
วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๙
ถึง พระราชยายา เจ้าดารารัศมี
ด้วยเจ้าบุญวาทวงศ์มานิต ฯ เจ้านครลำปางถึงพิลาลัยช้านาน
ยังหาได้ปลงศพไม่ ด้วยลูกหลานผู้ที่จะเป็นผู้มีกำลังพอจะเป็นหัวหน้า
จัการศพไม่มีตัว แลทรัพย์สมบัติของเจ้านครลำปางก็สาปสูญ
ไปเสีย ในเรื่องจัดการมรดกไม่ดีเป็นอันมาก จึงเป็นเหตุให้ศพ
ตกค้างอยู่หลายปีจนป่านนี้ ฉันรู้ สึกสงสารและรำคาญใจ ด้วย
เจ้าบุญวาทวงศ์มานิตเป็นเจ้านายผู้ใหญ่ในมณฑลพายัพ และมี
ความชอบความดีมาแต่ก่อน หาควรจะให้ศพต้องทิ้งค้างต่อไปไม่
จึงขอตั้งกรรการเจ้านายผู้ใหญ่ในมณฑลพายัพ ซึ่งเป็นญาติวงศ์กับ
เจ้านครลำปาง คือ ให้พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เป็นสถานายิกา
พร้อมด้วยเจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เจ้านครเชียงใหม่ เจ้าจักร์คำขจรศักดิ์
เจ้านครลำพูน เจ้าราชวงศ์ เมืองนครลำปาง ทั้ง ๔ นี้เป็นกรรมการ
ถือรับสั่งจัดการปลงศพเจ้าบุญวาทวงศ์มานิต ฯ เจ้านครลำปาง ถ้า
และจะขอให้รัฐบาลช่วยเหลือประการใด ก็ให้กรรมการแจ้งแก่
สมุหเทศาภิบาลให้ทราบ สุดแต่ให้จัดการสำเร็จได้ดังประสงค์.
(พระบรมนามาภิธัย) ประชาธิปก ป.ร.
ครับในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ รัชกาลที่ ๗ ก็ยังทรงห่วงใยพระญาติฝ่ายเหนือโดยตลอดมา
วันนี้ได้ ก็เป็นหน้าสุดท้ายใน พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เรียบเรียง พิมพ์ในงานถวานพระเพลิง ปีจอ พ.ศ. ๒๔๗๗ แล้ว ถ้าหากท่านได้ตามอ่านตั้งแต่หน้าที่ ๑ ถึง หน้าที่ ๕๕ ก็จะได้ทราบพระประวัติ พระราชกิจ และในช่วงกลาง จะได้ทราบถึงความผูกพันธ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัวพระราชทานต่อพระราชชายาอย่างมากมายอันด้วยความที่พระราชชายาทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายด้าน และทรงมีพระอัธยาศัย พระจริยาวัตรอันงดงาม หนักแน่น และทรงมีวิริยะในราชกิจต่าง ๆ และที่ทรงความสามารถทางด้านการแสดง พระนิพนธ์ และทรงเป็นที่รักเคาพรของพระบรมวงศสานุวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ และเมื่อทรงเสด็จกลับมาประทับยังนครเชียงใหม่ ยังทรงพระราชกิจอย่างต่อเนื่อสร้างคุณูปารต่อชาวล้านนาและยังเป็นสายสัมพันธ์เชื่อต่อระหว่างราชจักรีวงศ์ และราชวงศ์ ณ เชียงใหม่ ตลอดมา และเนื่องในวันที่ ๙ ธันวาคม นี้จะครบรอบวันสิ้นพระชนม์ จึงเป็นโอกาสที่จะได้รำลึกถึงพระองค์ท่าน จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้ไปกราบระลึกถึงพระองค์ท่านยังอนุเสาวรีย์ พระตำหนักดาราภิรมณ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะมีการจัดพิธีสักการะเป็นประจำทุก ปี โดยพร้อมเพรียงกัน ขอบคุณครับ.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
การ์เรียนเชิญเปิดและชมนิทรรศการ
นิทรรศการตั้งแต่ ๑๕ พย.ถึง ๑๕ ธค.นี้
In this photograph if you know please tell me where they are ?
ภาพถ่ายชุดนี้ คุณพ่อผมถ่ายไว้เป็นจำนวนมากเมื่อ ไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณ หกสิบ ถึงเจ็ดสิบปีมาแล้ว ท่านเสียชีวิตไปปี ๒๕๑๓ เอกสารบางอย่างถูกน้ำถ่วมและสูญหาย ทำให้ไม่ทราบถึงสถานที่ในภาพ ถ้าหากท่านทราบกรุณาบอกผมด้วยขอบคุณครับ
In this photograph if you know pleas tell me where they are ?
รูปแกะสลักนี้ตั้งอยู่ที่ไหนครับทราบโปรดบอกด้วยครับขอบคุณครับ
Please tell me where they are ?
รูปเหล่านี้เป็นเทพฯของอียิปต์ยุกต์โบราณ
Please tell me where they are ?
หน้าจะเป็นเทพฯ หรือ ราชินีองค์หนึ่งในอียิปต์โบราณ ถ้าสรวมหมวกรูปบัลลังก์ จะป็นเทพไอซิส
Please tell me were they are ?
Please tell me where they are ?
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช เทิดพระเกียรติในวาระ ๑๐๐ ปี วันสวรรคต ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ (มีบทความด้านล่าง)
พระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
๑๑๐ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์มิรู้ลืม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายเบญจพล สิทธิประณีต.
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระโอรสธิดา
สมเด็จย่าทรงกับพระโอรสธิดาครั้งทรงพระเยาว์
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘ สมเด็จย่า ฯ พระอนุชา
ในหลวงรัชการที่ ๘ สมเด็จย่า และพระอนุชา (ในหลวงรัชกาลที่ ๙)
ทรงงาน
พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ ๙ และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงงาน
สมเด็จแม่ฯ
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
สูจิบัตร นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม
นิทรรศการ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม ณ.ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์(แพ บุนนาค) งานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๙ ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒ (มีรูปงานนิทรรศการด้านล่าง)
My collection-ภาพเก่าเล่าอดีต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่(พ.ศ.2501)
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
ทั้งสองพระองค์บริเวณบันไดนาควัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
พระบัวเข็ม
พระบัวเข็ม ที่บ้านจะมีจานเชิงใส่นำรองอยู่ด้านล่างองค์พระซึ่งทำจากไม้ลงรักปิดทอง
The way of life in U.S.A.
Tn the town by Vimol Siddhipraneet.
The way of life in u.s.a.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A
In the town.
ภาพถ่ายในสหรัฐอเมริกา
ถ่ายโดย คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.เมื่อครั้งไปสหรัฐอเมริกา
ภาพถ่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย เมื่อทำงานสำนักข่าวสารอเมริกัน
ภาพถ่ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย ล้าง และอัดเอง ท่านมีห้องมืดที่บ้าน.