พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระราชนิพนธ์เรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือนนี้ เดือนสิบสองยังมีพระราชพิธีอีกหลายพระราชพิธีซึ่งผมจะอัญเชิญมาเสนอจึงค่อนข้างจะยาวดังนี้
หน้าที่ ๒๐ ถึงหน้าที่ ๒๑
การฉลองไตรนี้ ไม่ปรากฎว่าเปนธรรมเนียมมีมาแต่ครั้ง
กรุงเก่าฤาประการใด แต่เปนธรรมเนียมมีมาในกรุงรัตนโกสินทร
นี้แต่เดิม ไม่นับว่าเปนพระราชพิธี เปนการพระราชกุศลประจำปี
ซึ่งนำมากล่าวในที่นี้ด้วย เพราะเหตุว่าการฉลองไตรนี้เนื่องอยู่
ในพระราชพิธีจองเปรียง แลลอยพระประทีป ความประสงค์ของ
การฉลองไตรนั้น คือว่าพระสงฆ์ซึ่งได้รับยศเปนราชาคณะถานา
นุกรมปเรียญพิธีธรรมบางองค์ ฤาคิลานภัตร พระทรงรู้จัก พระ
ช่าง สามเณรปเรียญ แลพระบรมวงษานุวงษ์ที่ทรงผนวชเปนภิกษุ
ก็ดีสามเณรก็ดีเกินกว่าพรรษาหนึ่งขึ้นไป ท่านทั้งปวงนี้ได้พระราช
ทานไตรจีวรสำรับหนึ่ง ในเวลาเสด็จพระราชดำเนินพระราชทาน
พระกฐินทุกปี มิใช่เกี่ยวในการกฐิน พระสงฆ์แลสามเณรทั้งปวง
เหล่านี้มีจำนวนทั้งในกรุงแลหัวเมืองปีหนึ่งอยู่ใน ๕๐๐ เศษขึ้นไปถึง
๖๐๐ รูป ทั้งที่ได้รับกฐินหลวงด้วย เมื่อผ้าไตรที่ได้พระราชทาน
ไปแก่พระสงฆ์เปนอันมากดังนี้ ก็ควรจะเปนที่ชื่นชมยินดีในการ
พระราชกุศลที่ได้ทรงบริจาคไปเปนอันมากนั้น จึงได้มีการพระราช
กุศลขึ้นในกลางเดือนนั้นกำหนดวันขึ้น ๑๑ ค่ำให้นิมนต์พระราชา
คณะถานานุกรมปเรียญทั้งปวง บรรดาซึ่งได้รับพระราชทานไตร
ปีมาประชุมพร้อมกันในพระบรมมหาราชวัง ทั้งในกรุงหัวเมือง
ยกแต่หัวเมืองไกล ถ้าการสวดมาต์ที่พระที่นั่งอมรินทร
วินิจฉัยทั้งสิ้น
คงยังมีต่ออีกผมจะได้นำมาเสนอในครั้งต่อไปครับ
ป้ายด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เปิด ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ๑๐.๓๐ น.ถึง ๑๕.๓๐ น. เชิงสะพานนวรัฐ ฝั่งตะวันออก
วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
การพระราชกุศลฉลองไตรปี เดือนสิบสอง
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
คุณยายเล่าให้ฟัง
เมื่อวานผมขับรถจากเชียงใหม่เพื่อจะไปกรุงเทพฯกับคุณแม่ วันนี้เราออกจากเชียงใหม่มาสายขับมาถึงบ้านตากคุณแม่ก็พูดถึงเมืองแหงซึ่งเป็นบ้านของญาติทางฝ่ายคุณยาย คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่าบ้านของญาติพี่น้อง จะอยู่ติดริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันออก เป็นเรือนไม้ซึ่งบ้านเรามักเรียกว่าเฮือนแป คือเรือนไม้ชั้นเดียวและชั้นครึ่งที่ด้านหน้ามีบานประตูพับ (บานเสี้ยม) เปิดออกและพับได้ด้านหน้าจะติดกับถนนด้านหลังติดแม่น้ำปิงซึ่งในสมัยก่อนด้านหลังเป็นด้านหน้าโดยบ้านแบ่งเป็นสามตอน ด้านหน้ามักเป็นหน้าร้านเปิดขายของ ส่วนกลางจะเป็นครัวและที่กินข้าว ด้านหลังจะเป็นโถงโล่งสำหรับเก็บและขนถ่ายสินค้าจากเรือหางแมงป่อง ซึ่งจะเทียบท่าด้านหลังบ้านที่ทำยื่นออกไปในแม่นำปิง บางครั้งก็จะใช้เป็นที่ซักผ้าอีกด้วย ระหว่างเรือนด้านหน้าและเรือนอีกสองหลังจะมีชานไม้ต่อเชื่อมระหว่างกันโดยตลอดเป็นที่วางโอ่งน้ำและปลูกต้นไม้กระถาง ส่วนหลังข้างหน้าจะมีบันไดขึ้นบนชั้นสองซึ่งจะมีห้องนอนของคุณทวด และหอพระและหอบรรพบุรุษ อยู่ส่วนหน้าของเรือนที่แยกออกต่างหาก ส่วนห้องนอนลูก ๆจะอยู่ด้านล่างห้องหลังของเรือนซึ่งด้านหน้าเป็นร้านค้า บ้านของคุณทวดพ่อคุณยายจะนำผ้าแพรพรรณมาจากทางกรุงเทพฯ เมื่อคิดถึงคำคุณยายเล่าผมก็ถามคุณแม่ว่าเคยมาบ้านญาติแถวเมืองแหงนีไหมคุณแม่ก็พยักหน้าบอกเคยมาเมื่อตอนเล็น ๆนานมาแล้ว นั่งเรือมาขึ้นที่ท่าหลงบ้านของญาติ ติดริมแม่น้ำปิง ผมจึงลองเลี้ยงรถเข้าไปตามถนนเลียบริมแม่นำปิงที่จังหวัดตาก ก็ได้เห็นบ้านผู้คนริมแม่น้ำปิงที่ยังคงเค้าสภาพเดิมอยู่บ้างถามคุณแม่ว่าจำได้ไหมคุณแม่ตอบว่าจำไม่ได้แล้วลูกเพราะนานมาแล้วแต่ก็มีลักษณะคล้าย ๆที่เห็นอยู่นี้ ส่วนด้านตรงกันข้ามที่ไม่ติดน้ำปิงก็จะเป็นบ้านทรงไทยภาคกลางหลงเหลือซึ่งส่วนมากก็ทรุดโทรมลงไปมากแล้ว หลายหลัง ได้ลองพูดคุยกัยคนแก่ที่แถวนั้น ก็จะตรงกับที่คุณยายเล่าให้ฟังว่าเป็นเขาพูดภาษาภาคกลางผสมภาคเหนือสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ถึงปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากพิจารณาจากหลักฐานบ้านเรือน ก็ทำให้สามารถยืนยันได้ว่าชาวเมืองแหงนี้เป็นคนไทยภาคกลางที่ได้อพยพทำมาค้าขายตามริมแม่น้ำปิงจากอยุธยามาอยู่อาศัยยังเมืองแหงและค้าขายขึ้นไปจนส่วนหนึ่งไปอยู่ที่เวียงป่าซางและไปอยู่แถวย่านวัดเกตของเชียงใหม่ในที่สุด ซึ่งยังคงเป็นญาติเครือกันแต่เนื่องด้วยลูกหลานไม่ได้ติดต่อกันจึงขาดหายกันไปจนไม่สามารถสืบต่อญาตินอกจากประวัติที่รวบรวมและเล่าต่อกันมาในสายญาติและสิ่งของเครื่องใช้ แม้แต่พระพุทธรูปบูชาที่ได้รับสืบทอดกันมาซึ่งเป็นจารีตของคนภาคกลางที่บุชาพระพุทธรูปซึ่งคนภาคเหนือในแผ่นดินล้านนาในอดีตจะไม่นำพระพุทธรูปบูชาบนบ้านและรับส่วนนี้มากจากภาคกลางซึงหน้าจะมาจากการอพยพค้าขายของกล่มชนภาคกลางที่ขึ้นมาไม่เกินกว่าสองร้อยปีนี้เอง ซึ่งแม้แต่คุณยายผมเองก็ยังทำอาหารไทยภาคกลาง และพูดภาษากลางที่ผสมกับคำเหนือบ้างเล็กน้อย ซึ่งคงเป็นภาษาของชาวเมืองแหง จนท่านเสียชีวิตไปในปี ๒๕๓๘ นี้เอง.
MUSEUM BENJAPON: พิธีกะติเกยา เดือนสิบสอง
MUSEUM BENJAPON: พิธีกะติเกยา เดือนสิบสอง: " ในเดือนสิบสอง ยังมีพระราชพิธีอีกหลายพระราชพิธีที่มีมาแต่รัชกาลก่อนในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งผมจะอัญเชิญม..."
พิธีกะติเกยา เดือนสิบสอง
ในเดือนสิบสอง ยังมีพระราชพิธีอีกหลายพระราชพิธีที่มีมาแต่รัชกาลก่อนในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งผมจะอัญเชิญมาดังนี้
หน้าที่ ๑๗ ถึงหน้าที่ ๑๙
การพระราชพิธีกะติเกยา ตามคำพระมหาราชครูพิธี ได้
กล่าวว่า การพระราชพิธีนี้แต่ก่อนได้ทำในเดือนอ้าย แต่
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เลื่อนมาทำในเดือน
สิบสอง การซึ่งจะกำหนดทำพระราชพิธีเมื่อใดนั้น เปนพนักงาน
ของโหรต้องเขียนฎีกาถวาย ในฎีกานั้นว่าโหรมีชื่อได้คำณวนพระ
ฤกษ์ พิธีกะติเกยากำหนดวันนั้น ๆ พระมหาราชครูจะได้ทำ
พระราชพิธีนั้น ๆ ลงท้ายท้าว่าจะมีคำทำนาย แต่ไม่ปรากฏ
ว่าได้นำคำทำนายขึ้นมากราบเพ็ดกราบทูลอันใดต่อไปอีก ชรอย
จะเปนด้วยทำนายดีทุกปีจนทรงจำได้ แล้วรับสั่งห้ามเสีย ไม่ให้
ต้องกราบทูลแต่ครั้งใดมาไม่ทราบเลย การซึ่งพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เลื่อนพิธีมาทำในเดือนสิบสองนั้น
คือกำหนดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์กฤติกาเต็มบริบูรณ์เวลาไร เวลา
นั้นเปนกำหนดพระราชพิธี การซึ่งทรงกำหนดเช่นนี้ก็จะแปลมาจาก
ชื่อพิธีนั้นเอง การที่พระมหาราชครูพิธีว่าเมื่อก่อนทำเดือนอ้านนั้น
เปนการเลื่อนลงมาเสียดอก แต่เดิมมาก็ทำเดือนสิบสอง ครั้น
เมื่อพิธีตรียัมพวายเลื่อนไปทำเดือนยี่แล้ว การพิธีนี้จึงเลื่อนตาม
ลงไปเดือนอ้าย เพราะพิธีนี้เปนพิธีตามเพลิงคอยรับพระเปนเจ้าจะ
เสด็จลงมา ดูเปนพิธีนำน่าพิธีตรียัมพวาย ที่พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้กลับขึ้นไปทำเดือนสิบสองนั้นก็
เพราะจะให้ถูกกับชื่อพิธีดังที่ว่ามาแล้ว พระราชพิธีนีคงตกอยู่
ในระหว่างกลางเดือนสิบสอง เคลื่อนไปข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้าง
เล็กน้อย คงจะเกี่ยวกับพระราชพิธีจองเปรียงอยู่เสมอ การที่
ทำนั้นคือปลูกเกยขึ้นที่น่าเทวสถานสามเกย สถานพระอิศวรเกย ๑
สถานมหาวิฆเนศวรเกย ๑ สถานพระนารายน์เกย ๑ เกยสูง ๔
ศอกเท่ากัน ที่ข้างเกยเอามูลโคกับดินผสมกันก่อเปนเขาสูงศอก
หนึ่งทั้ง ๔ ทิศ เรียกว่าบัพพโต แล้วเอาหม้อใหม่ ๓ ใบถักเชือก
รอบนอกเรียกว่าบาตรแก้ว มีหลอดเหล็กวิลาดร้อยไส้ด้ายดิบ
เก้าเส้น แล้วมีถุงเข้าเปลือกถั่วงาทิ้งลงไว้ในหม้อนั้นทั้ง ๓ หม้อ
แล้วเอาไม้ยาว ๔ ศอกเรียกว่าไม้เทพทณฑ์ปลายพันผ้าสำหรับชุบ
น้ำมันจุดไฟ ครั้นเวลาค่ำพระมหาราชครูพิธีบูชาไม้เทพทณฑ์แล
บาตรแก้ว แล้วอ่านตำหรับจุดไฟในบาตรแก้ว แล้วรดน้ำสังข์
จุณเจิมไม้นั้น ครั้นจบวิธีแล้วจึงได้นำบาตรแลไม้เทพทณฑ์
ออกไปที่น่าเทวสถาน เอาบาตรแก้วตั้งบนหลักริมเกย เอาปลาย
ไม้เทพทณฑ์ที่หุ้มผ้าชุบน้ำมันจุดไฟพุ่งไปที่บัพพโตทั้ง ๔ ทิศ เปน
การเสี่ยงทาย ทิศบูรพาสมมุติว่าเปนพระเจ้าแผ่นดิน ทิศทักษิณ
สมมุติว่าเปนสมณะพราหมณ์ ทิศประจิมว่าเปนอำมาตย์มนตรี
ทิศอุดรว่าเปนราษฏร พุ่งเกยที่หนึ่งแล้วเกยที่สองที่สามต่อไป
จนครบทั้งสามเกยเปนไม้สิบสองอัน แล้วตามเพลิงในบาตรแก้วไว้
อิกสามคืน สมมุติว่าตามเพลิงคอยรับพระเปนเจ้าจะเสด็จลงมา
เยี่ยมโลกย์ เมื่อพุ่งไม้แล้วกลับเข้ามาสวดบูชาเข้าตอกบูชาบาตร
แก้วที่จุดไฟไว้น่าเทวสถานทั้ง ๓ สถาน ต่อนั้นไปอีกสองวันก็ไม่
มีพิธีอันใด วันที่สามนำบาตรแก้วเข้าไปในเทวสถาน รดน้ำ
สังข์ดับเพลิงเปนเสร็จการพระราชพิธี
การพระราชพิธีกะติเกยานี้ เปนพิธีพราหมณ์แท้ แลเหตุผล
ก็เลื่อนลอยมาก จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่รู้ที่จะ
ทรงเติมการพิธีสงฆ์ฤาแก้ไขเพิ่มเติมอันใดได้ แต่เปลี่ยนกำหนด
ให้ถูกชื่ออย่างเดียว คงอยู่ด้วยเปนพิธีราคาถูกเพียง ๖ บาท
เท่านั้น ฯ
ตามในพระราชนิพนธ์นี้เปนพิธีพราหมณ์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ถึงขั้นตอนในการทำพิธีและของที่โดยละเอียด ตามความคิดเห็นส่วนตัวของผู้นำเสนอหน้าจะเปนความเชื่อในการบูชาที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อเรื่อพระอัคคีที่เป็นสื่อระหว่างมนุษย์กับเทพพระเจ้าทั้งสามถ้าหากได้ทราบถึงข้อความในการอ่าน"ตำหรับ" ของพระมหาราชครู ซึ่งถ้าหากท่านผู้ใดทราบข้อความกรุณาแจ้งให้ทราบด้วยเพื่อเปนวิทยาทานแก่ผู้ที่สนใจ และมีความชัดเจนในพิธีนี้มากขึ้น เพราะในพิธีพราหมณ์ยังมีพิธีเกี่ยวกับไฟอีกมากเช่นพิธีโหมกูณ เป็นต้นซึ่งจะนำมาเสนอต่อไปครับ
หน้าที่ ๑๗ ถึงหน้าที่ ๑๙
การพระราชพิธีกะติเกยา ตามคำพระมหาราชครูพิธี ได้
กล่าวว่า การพระราชพิธีนี้แต่ก่อนได้ทำในเดือนอ้าย แต่
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เลื่อนมาทำในเดือน
สิบสอง การซึ่งจะกำหนดทำพระราชพิธีเมื่อใดนั้น เปนพนักงาน
ของโหรต้องเขียนฎีกาถวาย ในฎีกานั้นว่าโหรมีชื่อได้คำณวนพระ
ฤกษ์ พิธีกะติเกยากำหนดวันนั้น ๆ พระมหาราชครูจะได้ทำ
พระราชพิธีนั้น ๆ ลงท้ายท้าว่าจะมีคำทำนาย แต่ไม่ปรากฏ
ว่าได้นำคำทำนายขึ้นมากราบเพ็ดกราบทูลอันใดต่อไปอีก ชรอย
จะเปนด้วยทำนายดีทุกปีจนทรงจำได้ แล้วรับสั่งห้ามเสีย ไม่ให้
ต้องกราบทูลแต่ครั้งใดมาไม่ทราบเลย การซึ่งพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เลื่อนพิธีมาทำในเดือนสิบสองนั้น
คือกำหนดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์กฤติกาเต็มบริบูรณ์เวลาไร เวลา
นั้นเปนกำหนดพระราชพิธี การซึ่งทรงกำหนดเช่นนี้ก็จะแปลมาจาก
ชื่อพิธีนั้นเอง การที่พระมหาราชครูพิธีว่าเมื่อก่อนทำเดือนอ้านนั้น
เปนการเลื่อนลงมาเสียดอก แต่เดิมมาก็ทำเดือนสิบสอง ครั้น
เมื่อพิธีตรียัมพวายเลื่อนไปทำเดือนยี่แล้ว การพิธีนี้จึงเลื่อนตาม
ลงไปเดือนอ้าย เพราะพิธีนี้เปนพิธีตามเพลิงคอยรับพระเปนเจ้าจะ
เสด็จลงมา ดูเปนพิธีนำน่าพิธีตรียัมพวาย ที่พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้กลับขึ้นไปทำเดือนสิบสองนั้นก็
เพราะจะให้ถูกกับชื่อพิธีดังที่ว่ามาแล้ว พระราชพิธีนีคงตกอยู่
ในระหว่างกลางเดือนสิบสอง เคลื่อนไปข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้าง
เล็กน้อย คงจะเกี่ยวกับพระราชพิธีจองเปรียงอยู่เสมอ การที่
ทำนั้นคือปลูกเกยขึ้นที่น่าเทวสถานสามเกย สถานพระอิศวรเกย ๑
สถานมหาวิฆเนศวรเกย ๑ สถานพระนารายน์เกย ๑ เกยสูง ๔
ศอกเท่ากัน ที่ข้างเกยเอามูลโคกับดินผสมกันก่อเปนเขาสูงศอก
หนึ่งทั้ง ๔ ทิศ เรียกว่าบัพพโต แล้วเอาหม้อใหม่ ๓ ใบถักเชือก
รอบนอกเรียกว่าบาตรแก้ว มีหลอดเหล็กวิลาดร้อยไส้ด้ายดิบ
เก้าเส้น แล้วมีถุงเข้าเปลือกถั่วงาทิ้งลงไว้ในหม้อนั้นทั้ง ๓ หม้อ
แล้วเอาไม้ยาว ๔ ศอกเรียกว่าไม้เทพทณฑ์ปลายพันผ้าสำหรับชุบ
น้ำมันจุดไฟ ครั้นเวลาค่ำพระมหาราชครูพิธีบูชาไม้เทพทณฑ์แล
บาตรแก้ว แล้วอ่านตำหรับจุดไฟในบาตรแก้ว แล้วรดน้ำสังข์
จุณเจิมไม้นั้น ครั้นจบวิธีแล้วจึงได้นำบาตรแลไม้เทพทณฑ์
ออกไปที่น่าเทวสถาน เอาบาตรแก้วตั้งบนหลักริมเกย เอาปลาย
ไม้เทพทณฑ์ที่หุ้มผ้าชุบน้ำมันจุดไฟพุ่งไปที่บัพพโตทั้ง ๔ ทิศ เปน
การเสี่ยงทาย ทิศบูรพาสมมุติว่าเปนพระเจ้าแผ่นดิน ทิศทักษิณ
สมมุติว่าเปนสมณะพราหมณ์ ทิศประจิมว่าเปนอำมาตย์มนตรี
ทิศอุดรว่าเปนราษฏร พุ่งเกยที่หนึ่งแล้วเกยที่สองที่สามต่อไป
จนครบทั้งสามเกยเปนไม้สิบสองอัน แล้วตามเพลิงในบาตรแก้วไว้
อิกสามคืน สมมุติว่าตามเพลิงคอยรับพระเปนเจ้าจะเสด็จลงมา
เยี่ยมโลกย์ เมื่อพุ่งไม้แล้วกลับเข้ามาสวดบูชาเข้าตอกบูชาบาตร
แก้วที่จุดไฟไว้น่าเทวสถานทั้ง ๓ สถาน ต่อนั้นไปอีกสองวันก็ไม่
มีพิธีอันใด วันที่สามนำบาตรแก้วเข้าไปในเทวสถาน รดน้ำ
สังข์ดับเพลิงเปนเสร็จการพระราชพิธี
การพระราชพิธีกะติเกยานี้ เปนพิธีพราหมณ์แท้ แลเหตุผล
ก็เลื่อนลอยมาก จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่รู้ที่จะ
ทรงเติมการพิธีสงฆ์ฤาแก้ไขเพิ่มเติมอันใดได้ แต่เปลี่ยนกำหนด
ให้ถูกชื่ออย่างเดียว คงอยู่ด้วยเปนพิธีราคาถูกเพียง ๖ บาท
เท่านั้น ฯ
ตามในพระราชนิพนธ์นี้เปนพิธีพราหมณ์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ถึงขั้นตอนในการทำพิธีและของที่โดยละเอียด ตามความคิดเห็นส่วนตัวของผู้นำเสนอหน้าจะเปนความเชื่อในการบูชาที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อเรื่อพระอัคคีที่เป็นสื่อระหว่างมนุษย์กับเทพพระเจ้าทั้งสามถ้าหากได้ทราบถึงข้อความในการอ่าน"ตำหรับ" ของพระมหาราชครู ซึ่งถ้าหากท่านผู้ใดทราบข้อความกรุณาแจ้งให้ทราบด้วยเพื่อเปนวิทยาทานแก่ผู้ที่สนใจ และมีความชัดเจนในพิธีนี้มากขึ้น เพราะในพิธีพราหมณ์ยังมีพิธีเกี่ยวกับไฟอีกมากเช่นพิธีโหมกูณ เป็นต้นซึ่งจะนำมาเสนอต่อไปครับ
วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระราชพิธีจองเปรียง
MUSEUM BENJAPON: พระราชพิธีจองเปรียง: " วันนี้ผมขออนุญาติอัญเชิญพระราชนิพนธ์พระราชพิธีจองเปรียงในเดือนสิบสองมาต่อจนจบเลยน่ะครับเพราะในเดือน ๑๒ ยังมีอีกพระราชพิธีหนึ่ง ครับ หน้..."
พระราชพิธีจองเปรียง
วันนี้ผมขออนุญาติอัญเชิญพระราชนิพนธ์พระราชพิธีจองเปรียงในเดือนสิบสองมาต่อจนจบเลยน่ะครับเพราะในเดือน ๑๒ ยังมีอีกพระราชพิธีหนึ่ง ครับ
หน้าที่ ๑๔ ถึง หน้าที่ ๑๖ ดังนี้
การจุดโคมไชยนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จออกทรงจุดเองไม่ใคร่จะขาด แต่ครั้นเมื่อมีเสาโคมทางน่า
พระที่นั่งอนันตสมาคมขึ้น ไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงยก
โคมทางพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์นี้ โปรดให้พระเจ้าลูกเธอเสด็จมา
ทรงยกโคมที่น่าพระที่นั่งอนันตสมาคมเอง ตลอดจนโคมบริวาร
ทั้ง ๑๒ ต้นโดยมาก แต่การซึ่งยกโคมนี้ได้ความว่า เมื่อในแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเวลายกโคมยามแรกเปนเวลา
เข้าที่พระบรรธม ไม่ได้เสด็จออกทรงยกโคมเลย ต่อคราวที่ ๒
เวลาเสด็จออกทรงธรรม มหาดเล็กจึงได้นำเทียนถวายทรงจุด
พระราชทานให้กรมพระตำรวจออกเปลี่ยน แต่ในแผ่นดินประจุบันนี้
เสด็จออกบ้างไม่ออกบ้าง ถ้าไม่เสด็จออกพราหมณ์ต้องส่งทาเปรียง
แลเพลิงเข้าไปข้างใน ทรงจุดพระราชทานพระเจ้าลูกเธอออกมา
ยกโคม เหมือนอย่างในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
ในเวลาที่ไม่ได้เสด็จออกนั้น แลมีเสาโคมในพระบรมมหาราชวัง
ปักประจำทุกตำหนักเจ้านาย ถ้าเปนตำหนักเจ้าฟ้าใช้เสาไม้แก่น
ทาขาว ฉัตรผ้าขาว ๕ ชั้น โคมโครงไม้ไผ่หุ้มผ้าขาวอย่างเดียว
กันกับโคมประเทียบมีครบทุกพระองค์ ถ้าเปนตำหนักพระองค์
เจ้าฤาเรือนข้างในใช้เสาไม้ไผ่ โคมโครงไม้ไผ่ปิดกระดาษอย่าง
โคมบริวารมีทั่วทุกตำหนัก แต่โคมทั้งปวงนี้ใช้ตามตะเกียงด้วย
ถ้วยแก้วฤาชามทั้งสิ้น เหมือนโคมบริวารข้างนอก ตามวังเจ้า
นายซึ่งอยู่นอกพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่พระราชวังบวร ฯ เปน
ต้นลงไปก็มีเสาโคม แต่พระราชวังบวร ฯ เท่านั้น มีโคม
ไชย, โคมประเทียบ, โคมบริวาร, คล้ายในพระบรมมหาราชวัง
วังเจ้าฟ้ามีเสาโคมเหมือนโคมไชยแต่ฉัตร ๕ ชั้น เจ้านายนอก
นั้นตามแต่เจ้าของจะทำ
ในการพระราชพิธีจองเปรียงนี้ มีน่าที่กรมมหาดเล็กซึ่ง
มักจะลืมฤาไม่รู้สึกบ่อย คือเวลาเย็นพลบพนักงานนำเทียนออก
มาส่ง ลางทีก็ไม่มีใครรับ เวลาจะทรงก็ต้องเรียกกันเวยวาย
อย่างหนึ่ง ฤาถ้ารับเทียนมาแล้ว เวลาจะนำเข้าไปถวายมักจะ
จุดเทียนชนวนเข้าไปถวาย การที่มหาดเล็กทำดังนี้เปนการไม่
ระวังในน่าที่ของตัวแลไม่รู้จักจำ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเสด็จออก
พระราชทานเทียนให้พระเจ้าลูกเธอ ฤาไม่ได้เสด็จออก พระราช
ทายเทียนให้พระเจ้าลูกเธอออกไป ก็เปนน่าที่ของมหาดเล็กที่
จะเชิญเสด็จพระเจ้าลูกเธอไปทรงจุดโคมทุก ๆ เสา แลช่วยชักสาย
ในเวลาที่ทรงชักโคมนั้นด้วย
ส่วนพนักงานของกรมพระตำรวจนั้น เปนน่าที่เจ้ากรมปลัด
กรมจ่าเจ้าของเวร ต้องมาคอยรับเทียนไปติดในโคมไชยใบแรก
ที่จะทรงชัก เมื่อเวลาทรงชักต้องคอยโรยหางเชือก ฤาถ้าเวลา
ฝนตกลงมาเชือกเปียกชื้นชักฝืด ก็ต้องเข้ามาช่วยสาวเชือกชัก
โคมนั้นด้วยอีกคนหนึ่ง แล้วรับเทียนสำหรับเปลี่ยนโคมแลเทียน
ชนวนไปจุดโคมบริวาร ในการพระราชพิธีจองเปรียงมีการที่สำหรับ
จะไม่เรียบร้อยพร้อมเพรียงอยู่เพียงเท่านี้ ฯ
ในพระราชนิพนธ์ตอนนี้จะแสดงรายละเอียดในพระราชพิธี และแจ้งข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และทรงตักเตือนให้ทำให้ถูกต้อง ซึ่งถือว่าเป็นพระอัฉริยภาพที่ล้นเกล้ารัชการที่ ๕ ทรงมีและทรงเอาใจใส่ทำให้ชาวประชาเป็นสุขในยุกต์สมัยของพระองค์
หน้าที่ ๑๔ ถึง หน้าที่ ๑๖ ดังนี้
การจุดโคมไชยนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จออกทรงจุดเองไม่ใคร่จะขาด แต่ครั้นเมื่อมีเสาโคมทางน่า
พระที่นั่งอนันตสมาคมขึ้น ไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงยก
โคมทางพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์นี้ โปรดให้พระเจ้าลูกเธอเสด็จมา
ทรงยกโคมที่น่าพระที่นั่งอนันตสมาคมเอง ตลอดจนโคมบริวาร
ทั้ง ๑๒ ต้นโดยมาก แต่การซึ่งยกโคมนี้ได้ความว่า เมื่อในแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเวลายกโคมยามแรกเปนเวลา
เข้าที่พระบรรธม ไม่ได้เสด็จออกทรงยกโคมเลย ต่อคราวที่ ๒
เวลาเสด็จออกทรงธรรม มหาดเล็กจึงได้นำเทียนถวายทรงจุด
พระราชทานให้กรมพระตำรวจออกเปลี่ยน แต่ในแผ่นดินประจุบันนี้
เสด็จออกบ้างไม่ออกบ้าง ถ้าไม่เสด็จออกพราหมณ์ต้องส่งทาเปรียง
แลเพลิงเข้าไปข้างใน ทรงจุดพระราชทานพระเจ้าลูกเธอออกมา
ยกโคม เหมือนอย่างในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
ในเวลาที่ไม่ได้เสด็จออกนั้น แลมีเสาโคมในพระบรมมหาราชวัง
ปักประจำทุกตำหนักเจ้านาย ถ้าเปนตำหนักเจ้าฟ้าใช้เสาไม้แก่น
ทาขาว ฉัตรผ้าขาว ๕ ชั้น โคมโครงไม้ไผ่หุ้มผ้าขาวอย่างเดียว
กันกับโคมประเทียบมีครบทุกพระองค์ ถ้าเปนตำหนักพระองค์
เจ้าฤาเรือนข้างในใช้เสาไม้ไผ่ โคมโครงไม้ไผ่ปิดกระดาษอย่าง
โคมบริวารมีทั่วทุกตำหนัก แต่โคมทั้งปวงนี้ใช้ตามตะเกียงด้วย
ถ้วยแก้วฤาชามทั้งสิ้น เหมือนโคมบริวารข้างนอก ตามวังเจ้า
นายซึ่งอยู่นอกพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่พระราชวังบวร ฯ เปน
ต้นลงไปก็มีเสาโคม แต่พระราชวังบวร ฯ เท่านั้น มีโคม
ไชย, โคมประเทียบ, โคมบริวาร, คล้ายในพระบรมมหาราชวัง
วังเจ้าฟ้ามีเสาโคมเหมือนโคมไชยแต่ฉัตร ๕ ชั้น เจ้านายนอก
นั้นตามแต่เจ้าของจะทำ
ในการพระราชพิธีจองเปรียงนี้ มีน่าที่กรมมหาดเล็กซึ่ง
มักจะลืมฤาไม่รู้สึกบ่อย คือเวลาเย็นพลบพนักงานนำเทียนออก
มาส่ง ลางทีก็ไม่มีใครรับ เวลาจะทรงก็ต้องเรียกกันเวยวาย
อย่างหนึ่ง ฤาถ้ารับเทียนมาแล้ว เวลาจะนำเข้าไปถวายมักจะ
จุดเทียนชนวนเข้าไปถวาย การที่มหาดเล็กทำดังนี้เปนการไม่
ระวังในน่าที่ของตัวแลไม่รู้จักจำ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเสด็จออก
พระราชทานเทียนให้พระเจ้าลูกเธอ ฤาไม่ได้เสด็จออก พระราช
ทายเทียนให้พระเจ้าลูกเธอออกไป ก็เปนน่าที่ของมหาดเล็กที่
จะเชิญเสด็จพระเจ้าลูกเธอไปทรงจุดโคมทุก ๆ เสา แลช่วยชักสาย
ในเวลาที่ทรงชักโคมนั้นด้วย
ส่วนพนักงานของกรมพระตำรวจนั้น เปนน่าที่เจ้ากรมปลัด
กรมจ่าเจ้าของเวร ต้องมาคอยรับเทียนไปติดในโคมไชยใบแรก
ที่จะทรงชัก เมื่อเวลาทรงชักต้องคอยโรยหางเชือก ฤาถ้าเวลา
ฝนตกลงมาเชือกเปียกชื้นชักฝืด ก็ต้องเข้ามาช่วยสาวเชือกชัก
โคมนั้นด้วยอีกคนหนึ่ง แล้วรับเทียนสำหรับเปลี่ยนโคมแลเทียน
ชนวนไปจุดโคมบริวาร ในการพระราชพิธีจองเปรียงมีการที่สำหรับ
จะไม่เรียบร้อยพร้อมเพรียงอยู่เพียงเท่านี้ ฯ
ในพระราชนิพนธ์ตอนนี้จะแสดงรายละเอียดในพระราชพิธี และแจ้งข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และทรงตักเตือนให้ทำให้ถูกต้อง ซึ่งถือว่าเป็นพระอัฉริยภาพที่ล้นเกล้ารัชการที่ ๕ ทรงมีและทรงเอาใจใส่ทำให้ชาวประชาเป็นสุขในยุกต์สมัยของพระองค์
วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระราชพิธีจองเปรียง
MUSEUM BENJAPON: พระราชพิธีจองเปรียง: " สวัสดีครับวันนี้ผมก็จะอัญเชิญพระราชนิพนธ์พระราชพิธีจองเปรียงในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมา นำเสนอต่อคงจะยาวหน่อยน่ะครับเพราะนี้ก็ล่วงเ..."
พระราชพิธีจองเปรียง
สวัสดีครับวันนี้ผมก็จะอัญเชิญพระราชนิพนธ์พระราชพิธีจองเปรียงในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมา นำเสนอต่อคงจะยาวหน่อยน่ะครับเพราะนี้ก็ล่วงเลยวันเพ็ญเดือนสิบสองมากลายวันกลัวจะเฝือไปน่ะครับ แต่เนื่องจากยาวมากก็คงต้องแบ่งเป็นอีกสองตอน ดังนี้ครับ
หน้าที่ ๑๒ ถึงหน้าที่ ๑๔
ครั้นเมื่อแผ่นดินพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีเติมขึ้นที่น่าพระที่นั่ง
อนันตสมาคม โคมไชย ๒ ต้น โคมบริวาร ๑๐ ต้น แต่ใช้โคม
แก้วกระจกสีเขียว, สีแดง, สัน้ำเงิน, สีเหลือง, สีขาว, อย่างล่ะคู่ การ
พระราชพิธียกเสาโคมไชยนั้น เมื่อเวลาเสด็จประทับอยู่พระที่นั่ง
จักรพรรดิพิมาน ก็ทำที่พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ เมื่อเวลาเสด็จ
ไปประทับอยู่ในพระที่นั่งฝ่ายบุรพทิศ ก็ทำที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์
บ้าง ด้วยมีเสาโคมไชยขึ้นในที่นั้น แลเมื่อเสด็จพระราชดำเนิน
ประพาศตามหัวเมืองมีพระราชวังแห่งใด ก็โปรดให้ยกเสาโคม
ไชยสำหรับพระราชวังนั้น คือที่วังจันทรเกษม วังนารายน์ราช
นิเวศน์ แลพระนครคิรี แลที่วังปฐมเจดีย์ทุกแห่ง เทียน
ซึ่งสำหรับจุดโคมไชยคืนละ ๒๔ เล่ม (ฤามีเสาโคมไชยทางพระ
ที่นั่งอนันตสมาคมก็เปน ๑๒ เล่ม) ฟั่นที่ห้องนมัสการเล่มยาว ๆ พอ
จุดได้ตลอด ๓ ชั่วโมงยังเหลือเศษ ในเวลาสวดมนต์ยกโคมไชย
เจ้าพนักงานนำเทียนนี้ไปเข้าพิธีด้วย แล้วจึงเก็บไว้ถวายวันละ ๒๔
เล่มฤาครบสำรับหนึ่ง เวลาพลบเสด็จพระราชดำเนินออกประทับ
ที่เสาโคมไชย มหาดเล็กนำพานเทียน ๒๔ เล่ม กับเทียนชนวน
ซึ่งเสียบอยู่กับเชิงเล่ม ๑ วางมาในพานเล่ม ๑ ขึ้นถวาย พระมหา
ราชครูพิธีจึงนำตลับเปรียงขึ้นถวาย บ่ายพระภักตร์สู่ทิศศรีของ
วันนั้น แล้วทรงเจิมเทียนทั้งมัดนั้นด้วยเปรียง เปนรูปอุณาโลม
ด้วยคาถา "อรหํ สัมมาสัมพุทโธ " แล้วจึงทรงทาเปรียงทั่วทุก
เล่มเทียน ชักเทียนออกจากมัด ๖ เล่ม พระมหาราชครูจึงจุด
เทียนชนวน ซึ่งมีมาแต่โรงพิธีจากโคมซึ่งตามเพลิงมานั้น
ถวาย ทรงเทียนชนวนซึ่งเสียบมากับเชิงจุดเพลิงจากเทียนชนวน
พราหมณ์ แล้วทรงบริกรรมคาถา "ทิวาตปติอาทิจ์โจ" จนถึง
"มังคลัต์ถํ ปสิท์ธิยา" แล้วจึงทรงจุดเทียน ๖ เล่มนั้น เมื่อติด
ทั่วกันแล้วทรงอธิฐานด้วยคาถา "อรหํ สัม์มาสัม์พุท์โธ" จน
ตลอดแล้วจึงได้พระราชทานเทียนเล่ม ๑ ให้กรมพระตำรวจรับไปปัก
ในโคมไชยต้นที่หนึ่ง ที่เหลือนั้นอีก ๕ เล่ม พระราชทานพระเจ้า
ลูกเธอไปทรงจุดในโคมไชยประเทียบ ในเวลาเมื่อทรงชัก
สายโคมไชย เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์ฆ้องไชยพิณพาทย์
จนสิ้นเวลาที่ยกโคม มีแต่ยามแรกยามเดียว เมื่อยกโคม
เสร็จแล้วพระราชทานเทียนสำหรับโคมไชยโคมประเทียบ ที่ยัง
เหลืออยู่อีก ๑๘ เล่ม สำหรับไว้เปลี่ยนอีก ๓ ยาม แลเทียน
ชนวนที่เสียบอยู่บนเชิง ให้กรมพระตำรวจรับไปจุดโคมบริวาร เทียน
ชนวนซึ่งเหลืออยู่อีกเล่มหนึ่งนั้น พระราชทานพระมหาราชครูพิธี
สำหรับจะได้นำมาเปนชนวนจุดเพลิงถวาย ในคืนหลัง ๆ ต่อไป
ในตอนนี้ด้านท้ายมีคำอธิบายว่า "พระที่นั่งอนันตสมาคมในพระราชนิพนธ์นี้หมายว่าองค์แรก สร้างเมื่อรัชกาลที่ ๔ อยู่ตรงหลังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เดี๋ยวนี้รื้อเสียแล้ว" ส่วนพระที่นั่งอนันตสมาคมที่สร้างใหม่ที่ปลายถนนราชดำเนินในพระราชวังสวนดุสิตนั้น สร้างในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.๒๔๕๐เพื่อใช้เป็นที่ออกมหาสมาคม โดยเจ้าพระยายมราช(ปั้น สุขุม)เป็นแม่กองจัดการก่อสร้าง สถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ และนีโอคลาสสิก ภายนอกประดับด้วยหินอ่อนจากเมืองคารารา ประเทศอิตาลี ซึ่งรายละเอียด คงนำมาเสนอต่อไปเมื่อมีโอกาสน่ะครับ.
หน้าที่ ๑๒ ถึงหน้าที่ ๑๔
ครั้นเมื่อแผ่นดินพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีเติมขึ้นที่น่าพระที่นั่ง
อนันตสมาคม โคมไชย ๒ ต้น โคมบริวาร ๑๐ ต้น แต่ใช้โคม
แก้วกระจกสีเขียว, สีแดง, สัน้ำเงิน, สีเหลือง, สีขาว, อย่างล่ะคู่ การ
พระราชพิธียกเสาโคมไชยนั้น เมื่อเวลาเสด็จประทับอยู่พระที่นั่ง
จักรพรรดิพิมาน ก็ทำที่พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ เมื่อเวลาเสด็จ
ไปประทับอยู่ในพระที่นั่งฝ่ายบุรพทิศ ก็ทำที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์
บ้าง ด้วยมีเสาโคมไชยขึ้นในที่นั้น แลเมื่อเสด็จพระราชดำเนิน
ประพาศตามหัวเมืองมีพระราชวังแห่งใด ก็โปรดให้ยกเสาโคม
ไชยสำหรับพระราชวังนั้น คือที่วังจันทรเกษม วังนารายน์ราช
นิเวศน์ แลพระนครคิรี แลที่วังปฐมเจดีย์ทุกแห่ง เทียน
ซึ่งสำหรับจุดโคมไชยคืนละ ๒๔ เล่ม (ฤามีเสาโคมไชยทางพระ
ที่นั่งอนันตสมาคมก็เปน ๑๒ เล่ม) ฟั่นที่ห้องนมัสการเล่มยาว ๆ พอ
จุดได้ตลอด ๓ ชั่วโมงยังเหลือเศษ ในเวลาสวดมนต์ยกโคมไชย
เจ้าพนักงานนำเทียนนี้ไปเข้าพิธีด้วย แล้วจึงเก็บไว้ถวายวันละ ๒๔
เล่มฤาครบสำรับหนึ่ง เวลาพลบเสด็จพระราชดำเนินออกประทับ
ที่เสาโคมไชย มหาดเล็กนำพานเทียน ๒๔ เล่ม กับเทียนชนวน
ซึ่งเสียบอยู่กับเชิงเล่ม ๑ วางมาในพานเล่ม ๑ ขึ้นถวาย พระมหา
ราชครูพิธีจึงนำตลับเปรียงขึ้นถวาย บ่ายพระภักตร์สู่ทิศศรีของ
วันนั้น แล้วทรงเจิมเทียนทั้งมัดนั้นด้วยเปรียง เปนรูปอุณาโลม
ด้วยคาถา "อรหํ สัมมาสัมพุทโธ " แล้วจึงทรงทาเปรียงทั่วทุก
เล่มเทียน ชักเทียนออกจากมัด ๖ เล่ม พระมหาราชครูจึงจุด
เทียนชนวน ซึ่งมีมาแต่โรงพิธีจากโคมซึ่งตามเพลิงมานั้น
ถวาย ทรงเทียนชนวนซึ่งเสียบมากับเชิงจุดเพลิงจากเทียนชนวน
พราหมณ์ แล้วทรงบริกรรมคาถา "ทิวาตปติอาทิจ์โจ" จนถึง
"มังคลัต์ถํ ปสิท์ธิยา" แล้วจึงทรงจุดเทียน ๖ เล่มนั้น เมื่อติด
ทั่วกันแล้วทรงอธิฐานด้วยคาถา "อรหํ สัม์มาสัม์พุท์โธ" จน
ตลอดแล้วจึงได้พระราชทานเทียนเล่ม ๑ ให้กรมพระตำรวจรับไปปัก
ในโคมไชยต้นที่หนึ่ง ที่เหลือนั้นอีก ๕ เล่ม พระราชทานพระเจ้า
ลูกเธอไปทรงจุดในโคมไชยประเทียบ ในเวลาเมื่อทรงชัก
สายโคมไชย เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์ฆ้องไชยพิณพาทย์
จนสิ้นเวลาที่ยกโคม มีแต่ยามแรกยามเดียว เมื่อยกโคม
เสร็จแล้วพระราชทานเทียนสำหรับโคมไชยโคมประเทียบ ที่ยัง
เหลืออยู่อีก ๑๘ เล่ม สำหรับไว้เปลี่ยนอีก ๓ ยาม แลเทียน
ชนวนที่เสียบอยู่บนเชิง ให้กรมพระตำรวจรับไปจุดโคมบริวาร เทียน
ชนวนซึ่งเหลืออยู่อีกเล่มหนึ่งนั้น พระราชทานพระมหาราชครูพิธี
สำหรับจะได้นำมาเปนชนวนจุดเพลิงถวาย ในคืนหลัง ๆ ต่อไป
ในตอนนี้ด้านท้ายมีคำอธิบายว่า "พระที่นั่งอนันตสมาคมในพระราชนิพนธ์นี้หมายว่าองค์แรก สร้างเมื่อรัชกาลที่ ๔ อยู่ตรงหลังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เดี๋ยวนี้รื้อเสียแล้ว" ส่วนพระที่นั่งอนันตสมาคมที่สร้างใหม่ที่ปลายถนนราชดำเนินในพระราชวังสวนดุสิตนั้น สร้างในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.๒๔๕๐เพื่อใช้เป็นที่ออกมหาสมาคม โดยเจ้าพระยายมราช(ปั้น สุขุม)เป็นแม่กองจัดการก่อสร้าง สถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ และนีโอคลาสสิก ภายนอกประดับด้วยหินอ่อนจากเมืองคารารา ประเทศอิตาลี ซึ่งรายละเอียด คงนำมาเสนอต่อไปเมื่อมีโอกาสน่ะครับ.
วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระราชพิธีจองเปรียง
MUSEUM BENJAPON: พระราชพิธีจองเปรียง: " ก่อนอื่นต้องขอสูมาท่านผู้อ่านทุกท่านที่ข้ามบ่ ได้ประติดประต่อเรื่องราว เลยวันเดือนยี่(วันเพ็ญเดือนสิบสอง)มาเสียสองวันก็เนื่องจากมีงานเข้า..."
พระราชพิธีจองเปรียง
ก่อนอื่นต้องขอสูมาท่านผู้อ่านทุกท่านที่ข้ามบ่ ได้ประติดประต่อเรื่องราว เลยวันเดือนยี่(วันเพ็ญเดือนสิบสอง)มาเสียสองวันก็เนื่องจากมีงานเข้ามาและเตรียมเครื่องสักการะพระเจ้าอินทวิชยานนท์ที่เอาไปบนดอยอินทนนท์อีก มาต่อวันนี้คงให้อภัยกันน่ะครับ มาต่อเลยน่ะครับ
หน้าที่ ๑๑ ถึง หน้าที่ ๑๒
เปนธรรมเนียมสืบมาจนแผ่นดินพระบาทสม
เด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์ว่าการพระราชพิธีทั้ง
ปวงควรจะให้เนื่องด้วยพระพุทธสาสนาทุก ๆ พระราชพิธี จึงโปรดให้
มีการสวดมนต์เย็นฉันเช้าก่อนเวลาที่จะยกเสาโคม พระสงฆ์ที่สวด
มาต์นั้นพระราชาคณะไทย ๑ พระครูปริตไทย ๔ พระราชาคณะ
รามัญ ๑ พระครูปริตรามัญ ๔ รวมเปน ๑๐ รูป เวลาทรงศีลแล้วก่อน
สวดมนต์ มีอาลักษณ์อ่านคำประกาศแสดงเรื่องพระราชพิธี แล
พระราชดำริห์ซึ่งทรงจัดเพิ่มเติม และพระราชทานแผ่พระราชกุศล
แก่เทพยดาทั้งปวง แล้วพระสงฆ์จึงได้สวดมนต์ต่อไป เวลา
เช้าพระฤกษ์ทรงรดน้ำสังข์แลเจิมเสาโคมไชยแล้วจึงได้ยก พระ
สงฆ์สวดชยันโตในเวลายกเสานั้นด้วย ครั้นพระสงฆ์ฉันแล้วถวาย
ไทยทานขวดน้ำมัน, ไส้ตะเกียง, โคม, ให้ต้องเรื่องกันกับพระราช
พิธี การสวดมนต์เลี้ยงพระยกโคมนี้ พระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกไม่ใคร่จะขาด เสาโคมไชยประเทียบ
นั้นตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์แต่เดิมมา มีโคมไชยสามต้น
โคมประเทียบสามต้น เสาใช้ไม้แก่นยาว ๑๑ วา เสาโคมไชย
ที่ยอดเสามีฉัตรผ้าขาวโครงไม้ไผ่ ๙ ชั้น โคมประเทียบ ๘ ชั้น
เสาแลตะเกียงทาปูนขาวตลอด มีหงษ์ลูกพรวนติดชักขึ้นไปให้
มีเสียงดัง ตัวโคมโครงไม้ไผ่หุ้มผ้าขาว โคมบริวารเสาไม่ไผ่
๑๐๐ ต้น ฉัตรยอด ๓ ชั้นทำด้วยกระดาษ ปลายฉัตรเปนธง ตัว
โคมโครงไม้ไผ่ปิดกระดาษ โคมไชยโคมประเทียบเปนพนักงาน
สี่ตำรวจ โคมบริวารเปนพนักงานตำรวจนอกตำรวจสนม รอบ
พระราชวังมีโคมเสาไม้ไผ่ ตัวโคมข้างในสานเปนชลอม ปิด
กระดาษเปนรูปกระบอกตรง ๆ เปนของกรมล้อมพระราชวังทำปัก
ตามใบเสมากำแพงจำนวนโคม ๒๐๐ ......
จากในพระราชนิพนธ์นี้ทำให้เราทราบว่าการชักโคมในอดีตนั้นเป็นพิธีอย่างใหญ่ที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเสด็จด้วยพระองค์เองและตัวโคมก็เป็นโคมที่ใช้ไม้ไผ่ทำเช่นปัจจุบันแต่รูปทรงโคมไชยนั้นไม่ทราบรูปทรงแน่นอนจะพยายามค้นหามานำเสนอให้ทราบต่อไป ส่วนโคมบริวารเป็นทรงกระบอกตามที่ทรงพระราชนิพนธ์อย่างชัดเจน ซึ่งยังมีรายระเอียดอีกมากผมจะนำมาเสนอในตอนต่อ ๆ ไป ครับ.
หน้าที่ ๑๑ ถึง หน้าที่ ๑๒
เปนธรรมเนียมสืบมาจนแผ่นดินพระบาทสม
เด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์ว่าการพระราชพิธีทั้ง
ปวงควรจะให้เนื่องด้วยพระพุทธสาสนาทุก ๆ พระราชพิธี จึงโปรดให้
มีการสวดมนต์เย็นฉันเช้าก่อนเวลาที่จะยกเสาโคม พระสงฆ์ที่สวด
มาต์นั้นพระราชาคณะไทย ๑ พระครูปริตไทย ๔ พระราชาคณะ
รามัญ ๑ พระครูปริตรามัญ ๔ รวมเปน ๑๐ รูป เวลาทรงศีลแล้วก่อน
สวดมนต์ มีอาลักษณ์อ่านคำประกาศแสดงเรื่องพระราชพิธี แล
พระราชดำริห์ซึ่งทรงจัดเพิ่มเติม และพระราชทานแผ่พระราชกุศล
แก่เทพยดาทั้งปวง แล้วพระสงฆ์จึงได้สวดมนต์ต่อไป เวลา
เช้าพระฤกษ์ทรงรดน้ำสังข์แลเจิมเสาโคมไชยแล้วจึงได้ยก พระ
สงฆ์สวดชยันโตในเวลายกเสานั้นด้วย ครั้นพระสงฆ์ฉันแล้วถวาย
ไทยทานขวดน้ำมัน, ไส้ตะเกียง, โคม, ให้ต้องเรื่องกันกับพระราช
พิธี การสวดมนต์เลี้ยงพระยกโคมนี้ พระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกไม่ใคร่จะขาด เสาโคมไชยประเทียบ
นั้นตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์แต่เดิมมา มีโคมไชยสามต้น
โคมประเทียบสามต้น เสาใช้ไม้แก่นยาว ๑๑ วา เสาโคมไชย
ที่ยอดเสามีฉัตรผ้าขาวโครงไม้ไผ่ ๙ ชั้น โคมประเทียบ ๘ ชั้น
เสาแลตะเกียงทาปูนขาวตลอด มีหงษ์ลูกพรวนติดชักขึ้นไปให้
มีเสียงดัง ตัวโคมโครงไม้ไผ่หุ้มผ้าขาว โคมบริวารเสาไม่ไผ่
๑๐๐ ต้น ฉัตรยอด ๓ ชั้นทำด้วยกระดาษ ปลายฉัตรเปนธง ตัว
โคมโครงไม้ไผ่ปิดกระดาษ โคมไชยโคมประเทียบเปนพนักงาน
สี่ตำรวจ โคมบริวารเปนพนักงานตำรวจนอกตำรวจสนม รอบ
พระราชวังมีโคมเสาไม้ไผ่ ตัวโคมข้างในสานเปนชลอม ปิด
กระดาษเปนรูปกระบอกตรง ๆ เปนของกรมล้อมพระราชวังทำปัก
ตามใบเสมากำแพงจำนวนโคม ๒๐๐ ......
จากในพระราชนิพนธ์นี้ทำให้เราทราบว่าการชักโคมในอดีตนั้นเป็นพิธีอย่างใหญ่ที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเสด็จด้วยพระองค์เองและตัวโคมก็เป็นโคมที่ใช้ไม้ไผ่ทำเช่นปัจจุบันแต่รูปทรงโคมไชยนั้นไม่ทราบรูปทรงแน่นอนจะพยายามค้นหามานำเสนอให้ทราบต่อไป ส่วนโคมบริวารเป็นทรงกระบอกตามที่ทรงพระราชนิพนธ์อย่างชัดเจน ซึ่งยังมีรายระเอียดอีกมากผมจะนำมาเสนอในตอนต่อ ๆ ไป ครับ.
MUSEUM BENJAPON: พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๗ แห่งนครเชีย...
MUSEUM BENJAPON: พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๗ แห่งนครเชีย...: "วันนี้(ที่ ๒๓ พย.)ผมได้มีโอกาสเดินทางขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์เพื่อร่วมงานไหว้สาเจ้าหลวง ตามพระประวัติดังนี้ พระนามเดิม เจ้าอินทนนท์ เป็นราชบุต..."
พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๗ แห่งนครเชียงใหม่
วันนี้(ที่ ๒๓ พย.)ผมได้มีโอกาสเดินทางขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์เพื่อร่วมงานไหว้สาเจ้าหลวง ตามพระประวัติดังนี้ พระนามเดิม เจ้าอินทนนท์ เป็นราชบุตรของเจ้าราชวงศ์มหาพรหมคำคงกับแม่เจ้าคำหล้า ครองราชตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๑๓ ถึง ๒๔๔๐ เสกสมรส กับแม่เจ้าเทพไกรสร และแม่เจ้าอื่น ๆ มีบุตรธิดา ทั้งหมด ๑๑ ท่าน และที่สำคัญมีสามพระองค์คือ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ฯ เจ้าหลวงเชียงใหม่ลำดับที่ ๘ กำเนิดจากแม่เจ้ารินคำ เจ้าแก้วนวรัฐ และพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และเป็นช่วงที่มีมิชชันารีเข้ามาสอนศาสนาและเปิดโรงเรียนที่ให้การศึกษาแบบตะวันตก คือโรงเรียนชายวังสิงห์คำ(โรงเรียนบรินสรอยแยลส์วิทยาลัย) โรงเรียนพระราชชายา เป็นต้น.
วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " ในวันนี้คงเปนสำเนาพระราชโทรเลข และพระราชหัตถเลขาฉบับสุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ ผู้คองนครเชียง..."
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
ในวันนี้คงเปนสำเนาพระราชโทรเลข และพระราชหัตถเลขาฉบับสุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ ผู้คองนครเชียงใหม่ได้ทรงอัญเชิญมาไว้ในหนังสือพระราชประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี พิมพ์ในงานถวายพระเพลิง ปี จอ พ.ศ. ๒๔๗๗ และมีด้วยพระราชหัตถเลขารัชชกาลที่ ๗ ที่มีถึงพระราชชายา ฯ อีก หนึ่งฉบับ ดังนี้
หน้าที่ ๕๔ ถึงหน้าที่ ๕๕
(สำเนาพระราชโทรเลข)
ที่ ๑๒ จากปากน้ำโพ
วันที่ ๗ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๒๘
เจ้าดารารัศมี เชียงใหม่
ได้รับโทรเลขแล้ว เสียดายที่มีเหตุขัดข้อง ไม่มีวันก่อนขึ้น
เรือนที่จะได้ตกแต่งห้อง จะล่องได้เมื่อใดขอให้โทรเลขให้ทราบ
มีความยินดีที่ครูบาให้พระพุทธรูป อยากทราบว่าหน้าตักหรือขนาด
ฐาน กว้างเท่าใด จะได้จัดที่ตั้งไว้รับที่เรือน พระนี้เป็นศิริสำหรับตัว
จะมาทางเรือหรือทางบก ขอให้พามาถึงพร้อมกับตัว จะได้ทันแต่ง
ในการขึ้นเรือน จะได้บอกแม่เล็กให้ตระเตรียมในการที่จะเลี้ยงดู
ฝนกรุงเทพ ณ เวลานี้ชุกนัก น่ากลัวน้ำจะมากอย่างปีกลาย แต่อย่า
วิตก ที่เรือนน้ำไม่ท่วม.
(พระบรมนามาภิธัย) สยามมินทร์
แม่เล็ก คือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาท ส่วนครูบานั้นจะลองสืบค้นดูว่าเปนท่านใดหรือท่านใดที่ทราบแจ้งให้ผมด้วยครับ ต่อไปก็เป็นพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๗ ที่ทรงพระราชทานมายังพระราชชายา ดังนี้
พระราชหัตถเลขารัชชกาลที่ ๗
วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๙
ถึง พระราชยายา เจ้าดารารัศมี
ด้วยเจ้าบุญวาทวงศ์มานิต ฯ เจ้านครลำปางถึงพิลาลัยช้านาน
ยังหาได้ปลงศพไม่ ด้วยลูกหลานผู้ที่จะเป็นผู้มีกำลังพอจะเป็นหัวหน้า
จัการศพไม่มีตัว แลทรัพย์สมบัติของเจ้านครลำปางก็สาปสูญ
ไปเสีย ในเรื่องจัดการมรดกไม่ดีเป็นอันมาก จึงเป็นเหตุให้ศพ
ตกค้างอยู่หลายปีจนป่านนี้ ฉันรู้ สึกสงสารและรำคาญใจ ด้วย
เจ้าบุญวาทวงศ์มานิตเป็นเจ้านายผู้ใหญ่ในมณฑลพายัพ และมี
ความชอบความดีมาแต่ก่อน หาควรจะให้ศพต้องทิ้งค้างต่อไปไม่
จึงขอตั้งกรรการเจ้านายผู้ใหญ่ในมณฑลพายัพ ซึ่งเป็นญาติวงศ์กับ
เจ้านครลำปาง คือ ให้พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เป็นสถานายิกา
พร้อมด้วยเจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เจ้านครเชียงใหม่ เจ้าจักร์คำขจรศักดิ์
เจ้านครลำพูน เจ้าราชวงศ์ เมืองนครลำปาง ทั้ง ๔ นี้เป็นกรรมการ
ถือรับสั่งจัดการปลงศพเจ้าบุญวาทวงศ์มานิต ฯ เจ้านครลำปาง ถ้า
และจะขอให้รัฐบาลช่วยเหลือประการใด ก็ให้กรรมการแจ้งแก่
สมุหเทศาภิบาลให้ทราบ สุดแต่ให้จัดการสำเร็จได้ดังประสงค์.
(พระบรมนามาภิธัย) ประชาธิปก ป.ร.
ครับในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ รัชกาลที่ ๗ ก็ยังทรงห่วงใยพระญาติฝ่ายเหนือโดยตลอดมา
วันนี้ได้ ก็เป็นหน้าสุดท้ายใน พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เรียบเรียง พิมพ์ในงานถวานพระเพลิง ปีจอ พ.ศ. ๒๔๗๗ แล้ว ถ้าหากท่านได้ตามอ่านตั้งแต่หน้าที่ ๑ ถึง หน้าที่ ๕๕ ก็จะได้ทราบพระประวัติ พระราชกิจ และในช่วงกลาง จะได้ทราบถึงความผูกพันธ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัวพระราชทานต่อพระราชชายาอย่างมากมายอันด้วยความที่พระราชชายาทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายด้าน และทรงมีพระอัธยาศัย พระจริยาวัตรอันงดงาม หนักแน่น และทรงมีวิริยะในราชกิจต่าง ๆ และที่ทรงความสามารถทางด้านการแสดง พระนิพนธ์ และทรงเป็นที่รักเคาพรของพระบรมวงศสานุวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ และเมื่อทรงเสด็จกลับมาประทับยังนครเชียงใหม่ ยังทรงพระราชกิจอย่างต่อเนื่อสร้างคุณูปารต่อชาวล้านนาและยังเป็นสายสัมพันธ์เชื่อต่อระหว่างราชจักรีวงศ์ และราชวงศ์ ณ เชียงใหม่ ตลอดมา และเนื่องในวันที่ ๙ ธันวาคม นี้จะครบรอบวันสิ้นพระชนม์ จึงเป็นโอกาสที่จะได้รำลึกถึงพระองค์ท่าน จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้ไปกราบระลึกถึงพระองค์ท่านยังอนุเสาวรีย์ พระตำหนักดาราภิรมณ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะมีการจัดพิธีสักการะเป็นประจำทุก ปี โดยพร้อมเพรียงกัน ขอบคุณครับ.
หน้าที่ ๕๔ ถึงหน้าที่ ๕๕
(สำเนาพระราชโทรเลข)
ที่ ๑๒ จากปากน้ำโพ
วันที่ ๗ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๒๘
เจ้าดารารัศมี เชียงใหม่
ได้รับโทรเลขแล้ว เสียดายที่มีเหตุขัดข้อง ไม่มีวันก่อนขึ้น
เรือนที่จะได้ตกแต่งห้อง จะล่องได้เมื่อใดขอให้โทรเลขให้ทราบ
มีความยินดีที่ครูบาให้พระพุทธรูป อยากทราบว่าหน้าตักหรือขนาด
ฐาน กว้างเท่าใด จะได้จัดที่ตั้งไว้รับที่เรือน พระนี้เป็นศิริสำหรับตัว
จะมาทางเรือหรือทางบก ขอให้พามาถึงพร้อมกับตัว จะได้ทันแต่ง
ในการขึ้นเรือน จะได้บอกแม่เล็กให้ตระเตรียมในการที่จะเลี้ยงดู
ฝนกรุงเทพ ณ เวลานี้ชุกนัก น่ากลัวน้ำจะมากอย่างปีกลาย แต่อย่า
วิตก ที่เรือนน้ำไม่ท่วม.
(พระบรมนามาภิธัย) สยามมินทร์
แม่เล็ก คือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาท ส่วนครูบานั้นจะลองสืบค้นดูว่าเปนท่านใดหรือท่านใดที่ทราบแจ้งให้ผมด้วยครับ ต่อไปก็เป็นพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๗ ที่ทรงพระราชทานมายังพระราชชายา ดังนี้
พระราชหัตถเลขารัชชกาลที่ ๗
วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๙
ถึง พระราชยายา เจ้าดารารัศมี
ด้วยเจ้าบุญวาทวงศ์มานิต ฯ เจ้านครลำปางถึงพิลาลัยช้านาน
ยังหาได้ปลงศพไม่ ด้วยลูกหลานผู้ที่จะเป็นผู้มีกำลังพอจะเป็นหัวหน้า
จัการศพไม่มีตัว แลทรัพย์สมบัติของเจ้านครลำปางก็สาปสูญ
ไปเสีย ในเรื่องจัดการมรดกไม่ดีเป็นอันมาก จึงเป็นเหตุให้ศพ
ตกค้างอยู่หลายปีจนป่านนี้ ฉันรู้ สึกสงสารและรำคาญใจ ด้วย
เจ้าบุญวาทวงศ์มานิตเป็นเจ้านายผู้ใหญ่ในมณฑลพายัพ และมี
ความชอบความดีมาแต่ก่อน หาควรจะให้ศพต้องทิ้งค้างต่อไปไม่
จึงขอตั้งกรรการเจ้านายผู้ใหญ่ในมณฑลพายัพ ซึ่งเป็นญาติวงศ์กับ
เจ้านครลำปาง คือ ให้พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เป็นสถานายิกา
พร้อมด้วยเจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เจ้านครเชียงใหม่ เจ้าจักร์คำขจรศักดิ์
เจ้านครลำพูน เจ้าราชวงศ์ เมืองนครลำปาง ทั้ง ๔ นี้เป็นกรรมการ
ถือรับสั่งจัดการปลงศพเจ้าบุญวาทวงศ์มานิต ฯ เจ้านครลำปาง ถ้า
และจะขอให้รัฐบาลช่วยเหลือประการใด ก็ให้กรรมการแจ้งแก่
สมุหเทศาภิบาลให้ทราบ สุดแต่ให้จัดการสำเร็จได้ดังประสงค์.
(พระบรมนามาภิธัย) ประชาธิปก ป.ร.
ครับในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ รัชกาลที่ ๗ ก็ยังทรงห่วงใยพระญาติฝ่ายเหนือโดยตลอดมา
วันนี้ได้ ก็เป็นหน้าสุดท้ายใน พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เรียบเรียง พิมพ์ในงานถวานพระเพลิง ปีจอ พ.ศ. ๒๔๗๗ แล้ว ถ้าหากท่านได้ตามอ่านตั้งแต่หน้าที่ ๑ ถึง หน้าที่ ๕๕ ก็จะได้ทราบพระประวัติ พระราชกิจ และในช่วงกลาง จะได้ทราบถึงความผูกพันธ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัวพระราชทานต่อพระราชชายาอย่างมากมายอันด้วยความที่พระราชชายาทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายด้าน และทรงมีพระอัธยาศัย พระจริยาวัตรอันงดงาม หนักแน่น และทรงมีวิริยะในราชกิจต่าง ๆ และที่ทรงความสามารถทางด้านการแสดง พระนิพนธ์ และทรงเป็นที่รักเคาพรของพระบรมวงศสานุวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ และเมื่อทรงเสด็จกลับมาประทับยังนครเชียงใหม่ ยังทรงพระราชกิจอย่างต่อเนื่อสร้างคุณูปารต่อชาวล้านนาและยังเป็นสายสัมพันธ์เชื่อต่อระหว่างราชจักรีวงศ์ และราชวงศ์ ณ เชียงใหม่ ตลอดมา และเนื่องในวันที่ ๙ ธันวาคม นี้จะครบรอบวันสิ้นพระชนม์ จึงเป็นโอกาสที่จะได้รำลึกถึงพระองค์ท่าน จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้ไปกราบระลึกถึงพระองค์ท่านยังอนุเสาวรีย์ พระตำหนักดาราภิรมณ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะมีการจัดพิธีสักการะเป็นประจำทุก ปี โดยพร้อมเพรียงกัน ขอบคุณครับ.
MUSEUM BENJAPON: พระราชพิธีจองเปรียง
MUSEUM BENJAPON: พระราชพิธีจองเปรียง: " วันนี้เป็นวันเพ็ญเดือน ๑๒ ใต้ ผมขออนุญาติที่อัญเชิญพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงไว้ในเรื่องพระราชพิธีสิ..."
พระราชพิธีจองเปรียง
วันนี้เป็นวันเพ็ญเดือน ๑๒ ใต้ ผมขออนุญาติที่อัญเชิญพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงไว้ในเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พิมพ์เปนของพระราชทานในงานพระศพ พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าเจริญศรีชนมายุ ปีวอก พ.ศ. ๒๕๖๓ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ถนนรองเมือง กรุงเทพ ฯ ซึ่งพระราชนิพนธ์นี้ทรงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๓๑ในหนังสือวชิรญาณ ที่พิมพ์แจกสมาชิกทุกสัปดาห์ ซึ่งพระราชนิพนธ์เพระราชพิธีจองเปรียง นี้มี ตั้งแต่หน้า ๙ ถึง ๑๖ ซึ่งอัญเชิญมาเสนอเปนตอน ๆ ไป ดังนี้
ตอนที่ ๑ หน้าที่ ๙ ถึงหน้า ๑๐
เดือน ๑๒
พระราชพิธีจองเปรียง
การพระราชพิธีในเดือน ๑๒ ซึ่งมีมาในกฏมณเฑียรบาลว่า
พิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคม ตรวจดูในความพิศดาร ใน
กฏหมายนั้นเองก็ไม่มีข้อความใด กล่าวถึงเสาโคมแลการจุดโคม
อย่องหนึ่งอย่างใดชัดเจน ฤาจะเปนด้วยเปนการจืด ผู้ที่แต่ง
ถือว่าใคร ๆ ก็เห็นตัวอย่างอยู่แล้วไม่ต้องกล่าว มีความแปลก
ออกมานิดเดียว แต่ที่ว่าการพิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคม แลเดิม
"ลงน้ำ" เข้าอิกคำหนึ่ง คำที่ว่า "ลงน้ำ" นี้จะแปลว่ากระไร
ก็สันนิฐานยาก จะเข้าใจว่าเอาโคมที่เปนโครงไม้ไผ่หุ้มผ้าที่ชัก
อยู่บนเสามาแต่ต้นเดือนลดลงแล้วไปทิ้งลงในน้ำ ก็ดูเคอะไม่ได้
การเลย ฤาอีกอย่างหนึ่งจะเปนวิธีว่าเมื่อลดโคมแล้ว ลอยกระทง
สมมติว่าเอาโคมนั้นลอยไปตามลัทธิพราหมณ์ ที่พอใจลอยอะไร ๆ
จัดอยู่เช่นกับลอยบาปล้างบาป จะถือว่าเปนลอยเคราะห์ลอยโศก
อย่างใดไปได้ดอกกระมัง การก็ตรงกันกับลอบกระทง ลางที
จะสมมติว่าลอยโคม ข้อความตามกฏมณเฑียรบาลมีอยู่แต่เท่านี้
ส่วนการพระราชพิธี ซึ่งได้ประพฤติอยู่ในประจุบันนี้นับว่า
เปนพระราชพิธีพราหมณ์ มิได้เกี่ยวข้องด้วยพระพุทธสาสนาสืบมา
กำหนดที่ยกโคมนั้นตามประเพณีโบราณว่าถ้าปีใดมีอธิกมาศ ให้
ยกโคมตั้งแต่วันขึ้นค่ำหนึ่งไป จนวันแรมสองค่ำเปนวันลดโคม
ถ้าปีใดไม่มีอธิกมาศ ให้ยกโคมขึ้นสิบสี่ค่ำ เดือนอ้านขึ้นค่ำหนึ่ง
เปนวันลดโคม อีกนัยหนึ่งว่ากำหนดตามโหราสาตรว่าพระอาทิตย์
ถึงราษีพิจิกร พระจันทร์อยู่ราษีพฤศภเมื่อใด เมื่อนั้นเปนกำหนดที่
จะยกโคม อิกนัยหนึ่งกำหนดด้วยดวงดาวกติกาคือดาวลูกไก่
ถ้าเห็นดาวลูกไก่นั้นตั้งแต่ค่ำจนรุ่งเมื่อใด เปนเวลายกโคม การ
ที่ยกโคมขึ้นนั้นตามคำโบราณกล่าวว่ายกขึ้นเพื่อบูชาพระเปนเจ้า
ทั้งสาม คือพระอิศวร พระนารายน์ พระพรหม การซึ่ง
ว่าบูชาพระเปนเจ้าทั้งสามนี้เปนต้นตำราแท้ ในเวลาถือไสยสาตร
แต่ครั้งเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือพระพุทธสาสนา ก็กล่าวว่าบูชา
พระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณีในดาวดึงษพิภพ แลบูชา
พระพุทธบาท ซึ่งปรากฎอยู่ณหาดทรายเรียกว่านะมะทานที เปน
ที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่ แต่ถึงโคมไชยที่อ้างว่าบูชา
พระบรมสารีริกธาตุพระพุทธบาทดังนี้แล้ว ก็ยังเปนพิธีของพราหมณ์
พวกเดียว คือตั้งแต่พระราชพิธีพราหมณ์ก็เข้าพิธีที่โรงพิธีใน
พระบรมมหาาราชวัง แลเวลาเช้าถวายน้ำพระมหาสังข์ตลอดจนวัน
ลดโคม เทียนที่จะจุดในโคมนั้นก็ทาเปรียง คือไขข้อพระโคซึ่ง
เปนลัทธิพราหมณ์แท้ ........
ในวันนี้นอัญเชิญมาเสนอเพียงแค่นี้แล้วจะนำเสนอในวันต่อ ๆ ไป ซึ่งเมื่ออ่านก็คงพอสรุปด้ว่าแต่แรกเริ่มนั้นมีการแขวนโคมที่เป็นโครงไม้ไผ่หุ้มด้วยผ้าแขวนบูชายังเทพพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์อยู่ก่อนแล้วนั้นเองครับ ซึ่งสิ่งที่ยังไม่เปี่ยนแปลงมาจนถึงทุกวันนี้คือการที่โครงโคมใช้ไม้ไผ่และหุ้มด้วยผ้าซึ่งยังทำอยู่ทุกวันนี้ในจังหวัดเชียงใหม่ครับ.
ตอนที่ ๑ หน้าที่ ๙ ถึงหน้า ๑๐
เดือน ๑๒
พระราชพิธีจองเปรียง
การพระราชพิธีในเดือน ๑๒ ซึ่งมีมาในกฏมณเฑียรบาลว่า
พิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคม ตรวจดูในความพิศดาร ใน
กฏหมายนั้นเองก็ไม่มีข้อความใด กล่าวถึงเสาโคมแลการจุดโคม
อย่องหนึ่งอย่างใดชัดเจน ฤาจะเปนด้วยเปนการจืด ผู้ที่แต่ง
ถือว่าใคร ๆ ก็เห็นตัวอย่างอยู่แล้วไม่ต้องกล่าว มีความแปลก
ออกมานิดเดียว แต่ที่ว่าการพิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคม แลเดิม
"ลงน้ำ" เข้าอิกคำหนึ่ง คำที่ว่า "ลงน้ำ" นี้จะแปลว่ากระไร
ก็สันนิฐานยาก จะเข้าใจว่าเอาโคมที่เปนโครงไม้ไผ่หุ้มผ้าที่ชัก
อยู่บนเสามาแต่ต้นเดือนลดลงแล้วไปทิ้งลงในน้ำ ก็ดูเคอะไม่ได้
การเลย ฤาอีกอย่างหนึ่งจะเปนวิธีว่าเมื่อลดโคมแล้ว ลอยกระทง
สมมติว่าเอาโคมนั้นลอยไปตามลัทธิพราหมณ์ ที่พอใจลอยอะไร ๆ
จัดอยู่เช่นกับลอยบาปล้างบาป จะถือว่าเปนลอยเคราะห์ลอยโศก
อย่างใดไปได้ดอกกระมัง การก็ตรงกันกับลอบกระทง ลางที
จะสมมติว่าลอยโคม ข้อความตามกฏมณเฑียรบาลมีอยู่แต่เท่านี้
ส่วนการพระราชพิธี ซึ่งได้ประพฤติอยู่ในประจุบันนี้นับว่า
เปนพระราชพิธีพราหมณ์ มิได้เกี่ยวข้องด้วยพระพุทธสาสนาสืบมา
กำหนดที่ยกโคมนั้นตามประเพณีโบราณว่าถ้าปีใดมีอธิกมาศ ให้
ยกโคมตั้งแต่วันขึ้นค่ำหนึ่งไป จนวันแรมสองค่ำเปนวันลดโคม
ถ้าปีใดไม่มีอธิกมาศ ให้ยกโคมขึ้นสิบสี่ค่ำ เดือนอ้านขึ้นค่ำหนึ่ง
เปนวันลดโคม อีกนัยหนึ่งว่ากำหนดตามโหราสาตรว่าพระอาทิตย์
ถึงราษีพิจิกร พระจันทร์อยู่ราษีพฤศภเมื่อใด เมื่อนั้นเปนกำหนดที่
จะยกโคม อิกนัยหนึ่งกำหนดด้วยดวงดาวกติกาคือดาวลูกไก่
ถ้าเห็นดาวลูกไก่นั้นตั้งแต่ค่ำจนรุ่งเมื่อใด เปนเวลายกโคม การ
ที่ยกโคมขึ้นนั้นตามคำโบราณกล่าวว่ายกขึ้นเพื่อบูชาพระเปนเจ้า
ทั้งสาม คือพระอิศวร พระนารายน์ พระพรหม การซึ่ง
ว่าบูชาพระเปนเจ้าทั้งสามนี้เปนต้นตำราแท้ ในเวลาถือไสยสาตร
แต่ครั้งเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือพระพุทธสาสนา ก็กล่าวว่าบูชา
พระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณีในดาวดึงษพิภพ แลบูชา
พระพุทธบาท ซึ่งปรากฎอยู่ณหาดทรายเรียกว่านะมะทานที เปน
ที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่ แต่ถึงโคมไชยที่อ้างว่าบูชา
พระบรมสารีริกธาตุพระพุทธบาทดังนี้แล้ว ก็ยังเปนพิธีของพราหมณ์
พวกเดียว คือตั้งแต่พระราชพิธีพราหมณ์ก็เข้าพิธีที่โรงพิธีใน
พระบรมมหาาราชวัง แลเวลาเช้าถวายน้ำพระมหาสังข์ตลอดจนวัน
ลดโคม เทียนที่จะจุดในโคมนั้นก็ทาเปรียง คือไขข้อพระโคซึ่ง
เปนลัทธิพราหมณ์แท้ ........
ในวันนี้นอัญเชิญมาเสนอเพียงแค่นี้แล้วจะนำเสนอในวันต่อ ๆ ไป ซึ่งเมื่ออ่านก็คงพอสรุปด้ว่าแต่แรกเริ่มนั้นมีการแขวนโคมที่เป็นโครงไม้ไผ่หุ้มด้วยผ้าแขวนบูชายังเทพพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์อยู่ก่อนแล้วนั้นเองครับ ซึ่งสิ่งที่ยังไม่เปี่ยนแปลงมาจนถึงทุกวันนี้คือการที่โครงโคมใช้ไม้ไผ่และหุ้มด้วยผ้าซึ่งยังทำอยู่ทุกวันนี้ในจังหวัดเชียงใหม่ครับ.
วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " จากพระราชหัตถเลขาฉบับก่อนตอนท้ายทำให้เราได้ทราบว่าพระราชชายาฯทรงเป็นที่รักของทุกท่านทุกพระองค์ในพระบรมหาราชวัง อันเนื่องมาจากพระองค์ได้ทรงป..."
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
จากพระราชหัตถเลขาฉบับก่อนตอนท้ายทำให้เราได้ทราบว่าพระราชชายาฯทรงเป็นที่รักของทุกท่านทุกพระองค์ในพระบรมหาราชวัง อันเนื่องมาจากพระองค์ได้ทรงประทับในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลายาวนาน และพระจริยาวัตรอันงดงามแบบล้านนา และการที่ทรงตั้งมั่นอยู่ในวัฒนธรรมประเพณีแบบล้านนา แม้กระทั่งการแต่งพระองค์ซึ่งจะทรงแต่งแบบล้านนาตลอดเวลาที่อยู่ในพระบรมมหาราชวังทั้งที่ในขณะนั้นในพระบรมมหาราชวังเจ้านายข้าราชบริพารฝ่ายหญิงจะนุ่งโจง ก็ตาม ต่อไปผมจะนำเสนอสำเนาพระราชโทรเลข ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีขึ้นไป อีกฉบับ ในหนังสือพระราชประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี หน้าที่ ๕๓ ดังนี้
( สำเนาพระราชโทรเลข )
ที่ ๑๐ จากปากน้ำโพ
เจ้าดารารารัศมี วันที่ ๖ พฤศจิกายน ร.ศ.๑๒๘
ได้รับโทรเลขว้นที่ ๕ แล้ว ที่จริงอยากจะให้ลงมาก่อนขึ้นเรือน
จะได้มีเวลาตกแต่งอะไรสะดวก ขัดข้องอย่างเดียวด้วยที่จะให้พัก
เพราะถ้าจะอยู่เรือนใหม่ทีเดียว การขึ้นเรือนกำลังคิดหาอยู่ พัก
เรือนต้นเอาหรือไม่ บ่าวผู้หญิงไปอยู่ที่เรือนได้ทีเดียว บ่าวผู้ชาย
ได้สั่งให้พระยาวรพงศ์ ฯ จัดโรงใหญ่ที่ท่าถนนซางฮี้ ไว้สำหรับจะ
ได้อาศัย และเอาเข้าของขึ้น ถ้าจะเอาเช่นนั้นให้ถึงวันที่ ๒๑ ก็ดี
จะได้สวดมนต์รดน้ำกันเสียก่อนทีหนึ่งเงียบ ๆ ขึ้นเรือนจึงสวดอีก
อยากรู้อีกอย่างหนึ่งว่า การครัวสำหรับจะเลี้ยงพระ และผู้คน จะ
ให้ใครทำดี ถ้าหากว่าเห็นใครควรจะวานได้จะรับบอกเอง และ
จัดการให้ตลอด ถ้าเช่นนี้มีเวลาแต่งเรือน ๒ วัน สิ้นสนุกเต็มทีเสีย
แล้ว กำลังชายเพ็ญจะตายอีกคนหนึ่ง ศพชายอุรุพงศ์จะเผาเดือน ๔
ถ้าหากจะช่วยอื่น ๆ มีครบหมดแล้ว เป็นคนโทดิน โอครอบ เห็น
จะดี เพราะพระใช้เจ้าอธิการหัวเมืองทั้งนั้น สังเค็ด ๗๐.
(พระบรมนามาภิธัย) สยามินทร์
ในพระราชโทรเลขฉบับนี้ทรงตรัสถึงเรือนที่สร้างพระราชทานพระราชชายาฯที่พระราชวังดุสิต ส่วนเรือนต้นนั้นหน้าจะเป็นหมู่เรือนไทยที่อยู่ตรงกันข้ามกับพระที่นั่งวิมานเมฆ ซึ่งมีอ่างหยกขั้นอยู่ และสุดท้ายทรงตรัสถึงพระราชโอรสที่ทรงประชวรสิ้นแล้วและของถวายพระในการพระราชพิธี พระศพ
( สำเนาพระราชโทรเลข )
ที่ ๑๐ จากปากน้ำโพ
เจ้าดารารารัศมี วันที่ ๖ พฤศจิกายน ร.ศ.๑๒๘
ได้รับโทรเลขว้นที่ ๕ แล้ว ที่จริงอยากจะให้ลงมาก่อนขึ้นเรือน
จะได้มีเวลาตกแต่งอะไรสะดวก ขัดข้องอย่างเดียวด้วยที่จะให้พัก
เพราะถ้าจะอยู่เรือนใหม่ทีเดียว การขึ้นเรือนกำลังคิดหาอยู่ พัก
เรือนต้นเอาหรือไม่ บ่าวผู้หญิงไปอยู่ที่เรือนได้ทีเดียว บ่าวผู้ชาย
ได้สั่งให้พระยาวรพงศ์ ฯ จัดโรงใหญ่ที่ท่าถนนซางฮี้ ไว้สำหรับจะ
ได้อาศัย และเอาเข้าของขึ้น ถ้าจะเอาเช่นนั้นให้ถึงวันที่ ๒๑ ก็ดี
จะได้สวดมนต์รดน้ำกันเสียก่อนทีหนึ่งเงียบ ๆ ขึ้นเรือนจึงสวดอีก
อยากรู้อีกอย่างหนึ่งว่า การครัวสำหรับจะเลี้ยงพระ และผู้คน จะ
ให้ใครทำดี ถ้าหากว่าเห็นใครควรจะวานได้จะรับบอกเอง และ
จัดการให้ตลอด ถ้าเช่นนี้มีเวลาแต่งเรือน ๒ วัน สิ้นสนุกเต็มทีเสีย
แล้ว กำลังชายเพ็ญจะตายอีกคนหนึ่ง ศพชายอุรุพงศ์จะเผาเดือน ๔
ถ้าหากจะช่วยอื่น ๆ มีครบหมดแล้ว เป็นคนโทดิน โอครอบ เห็น
จะดี เพราะพระใช้เจ้าอธิการหัวเมืองทั้งนั้น สังเค็ด ๗๐.
(พระบรมนามาภิธัย) สยามินทร์
ในพระราชโทรเลขฉบับนี้ทรงตรัสถึงเรือนที่สร้างพระราชทานพระราชชายาฯที่พระราชวังดุสิต ส่วนเรือนต้นนั้นหน้าจะเป็นหมู่เรือนไทยที่อยู่ตรงกันข้ามกับพระที่นั่งวิมานเมฆ ซึ่งมีอ่างหยกขั้นอยู่ และสุดท้ายทรงตรัสถึงพระราชโอรสที่ทรงประชวรสิ้นแล้วและของถวายพระในการพระราชพิธี พระศพ
วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " จากพระราชหัตถเลขาในตอนที่แล้วทำให้ทราบถึงการรักษาอาการเจ็บป่วยในขณะนั้นเป็นการผสมผสานการรักษาแบบสมัยเก่าและสมัยใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจ..."
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
จากพระราชหัตถเลขาในตอนที่แล้วทำให้ทราบถึงการรักษาอาการเจ็บป่วยในขณะนั้นเป็นการผสมผสานการรักษาแบบสมัยเก่าและสมัยใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นรอยต่อของการที่สยามประเทศจะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ด้านเลยก็ว่าได้ ทั้งเรื่องการแต่งกาย ชีวิตความเป็นอยู่ อาคารสถานที่ การปกครอง การเมือง ระบบการศึกษา การคมนาคม ศิลปวัฒนธรรมแบบตะวันตก การแพทย์ นาฎศิลป์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งจะมาจากในราชสำนักและแพร่ขยายไปสู่สามัญชนในที่สุด ครับในตอนนี้ผมจะอัญเชิญพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มานำเสนอต่อจากตอนที่แล้วดังนี้
ตอนที่ ๒ หน้าที่ ๕๑ ถึงหน้าที่ ๕๒
ได้ส่งหนังสือเรื่องละครกรมนรา ฯ ซึ่งออกใหม่อีก ๕ เรื่อง
เวลานี้แกอยู่ข้างจะเฟื่องมาก เพราะชินในการตกแต่งและเชิงที่เล่น
ทำให้เห็นท่าทางง่าย และละครของแกก็เห็นจะซ้อมง่าย เพราะมัน
รู้ทีเสียทั้งหมดทั้งนั้น สังเกตดูคนจะชอบเรื่องใหม่ ๆ แปลก ๆ มาก
กว่าเรื่องพงษาวดาร ฤาเรื่องอย่างเก่าที่ไม่ชอบพงษาวดาร เพราะ
ไม่รู้ไม่เคยอ่าน ไม่ชอบอย่างเก่า เพราะกลัวจะเป็นเร่อร่า อยาก
จะให้เก๋เกี่ยวเป็นฝรั่งมังค่าบ้าง และอีกอย่างหนึ่งนั้น ฝรั่งตื่นกันไปดู
มากนักด้วย ถ้าเป็นเรื่องใหม่ ๆ แล้วดูเข้าใจ ถ้าเรื่องเก่า ๆ ดูมัน
ห่างนมห่างเนยแลไม่เห็น พระฤกษ์ที่จะได้ดูละครกรมนรา ฯ อีก
เห็นจะเลยไปถึงเดือนสิบ เรื่องที่ชอบชมว่าดีแกยังไม่เล่น รอไว้มี
ถวายตัวก่อน บางกอกเวลานี้ฝนชุกเกือบจะไม่เว้นวัน เรื่องสนุกของ
ชาววังนั้น คือ กำลังคลั่งนา ตั้งแต่แม่เล็กเป็นต้นลงดำนาเอง
เลี้ยงดูกันเป็นหลายวัน ข้อที่เกลียดโคลนเลนนั้นหายหมด ทำได้
คล่องแคล่ว ที่โรงนาเป็นที่สบาย องค์อัจฉรและนางชุ่มผลัดกันไป
อยู่ที่นั่น ฟื้นสะบายดีขึ้นทั้งสองคน องค์อัฉรถึงเดินได้ไกล ๆ
เจ้านายที่เจ็บไข้ออดแอดอยู่ต่างคนต่างสบายขึ้น เห็นจะเป็นด้วยได้
เดินได้ ยืนมากนั้นเอง
ได้ให้จัดสะเบียงส่งอีกครั้งหนึ่ง ด้วยหวังว่าจะไปถึงก่อนเรือ
ขึ้นไป จะได้แก้ความขัดสนไปจนถึงเวลานั้น
ในหนังสือมีว่าพวกพ้องลืมเสียไม่ได้รับหนังสือจากใครนั้น ได้
บอกนางเอิบ ๆ ว่าเจ้าเองลืม ไม่มีหนังสือถึงเลย มีขึ้นไปเป็นหลาย
ฉะบับ
น้ำเชียงใหม่เวลานี้ลั่นลงมาถึงนครสวรรค์แล้ว น่าจะลงมาถึง
กรุงเทพ ฯ แต่หวังว่าจะลดเร็ว ไม่ค้างเติ่งอย่างปีกลายนี้ การที่จะ
ได้กลับดูไม่ช้าเท่าไรแล้ว ได้เขียนใบตั้งชื่อประกายแก้วส่งขึ้นมาใน
หนังสือนี้ด้วย.
(พระบรมนามาภิธัย) จุฬาลงกรณ์
จากที่ในพระราชหัตถเลขา นี้ แม่เล็ก คือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาท ที่เสด็จแปรพระราชฐานที่วังพญาไท ซึ่งมีที่กว้างขวางในการทำการปลูกข้าว ซึ่งทำให้ผู้ที่อยู่ในพระบรมมหาราชวังได้ออกมาข้างนอกยังพระราชวังสวนดุสิต และพระราชวังพญาไท เนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส ยุโรบได้ทรงเห็นราชวงศ์ยุโรปมีพระราชอุทยานนอกพระราชวังหลวงทำให้มีที่ให้ได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากและทำให้พระพลานามัยสมบูรณ์ เนื่องจากในพระบรมมหาราชวังฝ่ายในนั้นมีผู้คนอยู่มากมายตั้งแต่ข้าราชบริพารในพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน ๆ ทำให้แออัด ก็อันเนื่องมากจากสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ ทรงเป็นนักพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของสยามประเทศ ซึ่งจะเกี่ยวพันกับการเมืองการปกครองและพระราชอาณาเขตของสยามด้วย.
ตอนที่ ๒ หน้าที่ ๕๑ ถึงหน้าที่ ๕๒
ได้ส่งหนังสือเรื่องละครกรมนรา ฯ ซึ่งออกใหม่อีก ๕ เรื่อง
เวลานี้แกอยู่ข้างจะเฟื่องมาก เพราะชินในการตกแต่งและเชิงที่เล่น
ทำให้เห็นท่าทางง่าย และละครของแกก็เห็นจะซ้อมง่าย เพราะมัน
รู้ทีเสียทั้งหมดทั้งนั้น สังเกตดูคนจะชอบเรื่องใหม่ ๆ แปลก ๆ มาก
กว่าเรื่องพงษาวดาร ฤาเรื่องอย่างเก่าที่ไม่ชอบพงษาวดาร เพราะ
ไม่รู้ไม่เคยอ่าน ไม่ชอบอย่างเก่า เพราะกลัวจะเป็นเร่อร่า อยาก
จะให้เก๋เกี่ยวเป็นฝรั่งมังค่าบ้าง และอีกอย่างหนึ่งนั้น ฝรั่งตื่นกันไปดู
มากนักด้วย ถ้าเป็นเรื่องใหม่ ๆ แล้วดูเข้าใจ ถ้าเรื่องเก่า ๆ ดูมัน
ห่างนมห่างเนยแลไม่เห็น พระฤกษ์ที่จะได้ดูละครกรมนรา ฯ อีก
เห็นจะเลยไปถึงเดือนสิบ เรื่องที่ชอบชมว่าดีแกยังไม่เล่น รอไว้มี
ถวายตัวก่อน บางกอกเวลานี้ฝนชุกเกือบจะไม่เว้นวัน เรื่องสนุกของ
ชาววังนั้น คือ กำลังคลั่งนา ตั้งแต่แม่เล็กเป็นต้นลงดำนาเอง
เลี้ยงดูกันเป็นหลายวัน ข้อที่เกลียดโคลนเลนนั้นหายหมด ทำได้
คล่องแคล่ว ที่โรงนาเป็นที่สบาย องค์อัจฉรและนางชุ่มผลัดกันไป
อยู่ที่นั่น ฟื้นสะบายดีขึ้นทั้งสองคน องค์อัฉรถึงเดินได้ไกล ๆ
เจ้านายที่เจ็บไข้ออดแอดอยู่ต่างคนต่างสบายขึ้น เห็นจะเป็นด้วยได้
เดินได้ ยืนมากนั้นเอง
ได้ให้จัดสะเบียงส่งอีกครั้งหนึ่ง ด้วยหวังว่าจะไปถึงก่อนเรือ
ขึ้นไป จะได้แก้ความขัดสนไปจนถึงเวลานั้น
ในหนังสือมีว่าพวกพ้องลืมเสียไม่ได้รับหนังสือจากใครนั้น ได้
บอกนางเอิบ ๆ ว่าเจ้าเองลืม ไม่มีหนังสือถึงเลย มีขึ้นไปเป็นหลาย
ฉะบับ
น้ำเชียงใหม่เวลานี้ลั่นลงมาถึงนครสวรรค์แล้ว น่าจะลงมาถึง
กรุงเทพ ฯ แต่หวังว่าจะลดเร็ว ไม่ค้างเติ่งอย่างปีกลายนี้ การที่จะ
ได้กลับดูไม่ช้าเท่าไรแล้ว ได้เขียนใบตั้งชื่อประกายแก้วส่งขึ้นมาใน
หนังสือนี้ด้วย.
(พระบรมนามาภิธัย) จุฬาลงกรณ์
จากที่ในพระราชหัตถเลขา นี้ แม่เล็ก คือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาท ที่เสด็จแปรพระราชฐานที่วังพญาไท ซึ่งมีที่กว้างขวางในการทำการปลูกข้าว ซึ่งทำให้ผู้ที่อยู่ในพระบรมมหาราชวังได้ออกมาข้างนอกยังพระราชวังสวนดุสิต และพระราชวังพญาไท เนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส ยุโรบได้ทรงเห็นราชวงศ์ยุโรปมีพระราชอุทยานนอกพระราชวังหลวงทำให้มีที่ให้ได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากและทำให้พระพลานามัยสมบูรณ์ เนื่องจากในพระบรมมหาราชวังฝ่ายในนั้นมีผู้คนอยู่มากมายตั้งแต่ข้าราชบริพารในพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน ๆ ทำให้แออัด ก็อันเนื่องมากจากสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ ทรงเป็นนักพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของสยามประเทศ ซึ่งจะเกี่ยวพันกับการเมืองการปกครองและพระราชอาณาเขตของสยามด้วย.
วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
ครับจากวันก่อนที่ในพระราชโทรเลขที่ทรงตรัสถึงเหรียญฉลองกู่เจ้าหลวงเชียงใหม่นนั้นผมขอเพิ่มเติมรายละเอียดของกู่ที่พระราชชายา ทรงอัญเชิญพระอัฐิและอัฐิพระญาติ มาบรรจุตามหนังสือกู่เจ้าหลวงเชียงใหม่ ดังนี้
๑.พระอัฐิของพระเจ้ากาวิละ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๑
๒.พระอัฐิของเจ้าหลวงธรรมลังกาช้างเผือกเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
องค์ที่ ๒
๓.พระอัฐิของเจ้าหลวงเสฎฐีคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๓
๔.พระอัฐิของเจ้าหลวงพุทธวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๔
๕.พระอัฐิของพระเจ้ามโหตรประเทศ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
องค์ที่ ๕
๖.อัฐิพระเทวีแม่เจ้าคำแผ่น ชายาในพรเจ้ามโหตรประเทศ
๗.พระอัฐิพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ พระเจ้าผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ ๖
๘.อัฐิพระเทวีแม่เจ้าอุสาห์ ชายาในพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์
๙.พระอัฐิพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗
๑๐.อัฐิพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือแม่เจ้าทิพเกสรชายาใน
พระเจ้าอินทวิชยานนท์
๑๑.อัฐิแม่เจ้าพิณทอง (ปินตอง)
ซึ่งต่อมาได้เพิ่มจำนวนขึ้นอีกมากถึง ๑๐๔ กู่ ในวันนี้ผมจะนำพระราชหัตถเลขา ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มานำเสนอต่อท่าน ดังนี้
ตอนที่ ๑ หน้าที่ ๔๙ หน้าที่ ๕๑
(สำเนาพระราชหัตถเลขา)
วันที่ ๑๑ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๘
ดารา
บัดนี้เป็นเวลาที่เหรียญแจกในงานฉลองกู่แล้วเสร็จตามกำหนด
ได้สั่งให้ทำหีบบรรจุ คงจะได้ส่งในวันสองวันนี้ เหตุที่ทำให้เขียน
หนังสือฉะบับนี้ล่วงหน้าเสียก่อน เพราะวันนี้เป็นวันหนังสือน้อยกว่า
ทุกวัน รอไปบางทีเวลาจะไม่เหมาะ
เมื่อแลดูรูปพระเจดีย์ดอยสุเทพ เห็นที่กะว่าจะติดดาว นึกน่า
เสียดายเต็มทีที่ไม่มีใครจะอ่านหนังสือได้ถึงแล้ว แต่นึกไปอีกทีหนึ่ง
ติด สูง ๆ เช่นนั้นก็ดี ติดต่ำอาจหายได้เพราะทำด้วยเงินจริง ๆ มันก็
มากอยู่
เหรียญนี้แลเห็นเป็นรอยตีพิมพ์ไม่สู้เรียบร้อยหน่อยหนึ่ง เพราะ
เหตุที่มันก็ตีพิมพ์จริง ๆ จะทำอย่างอื่นก็ไม่ทัน แต่ถ้าตัวอย่างเดิม
ได้ลดวงในให้เล็กลงไปเสียอีกหน่อยหนึ่ง รัสมีกว้างออกจะงามกว่า
แต่พึ่งนึกเดี่ยวนี้ การที่ไม่ได้ นึกแต่แรกไปมัวอี๋กรมหลวงนริศฯ
ว่าตาดีเขียนเล็ก ๆ ยังเป็น มัวพูดเปื้อยไปเสียทางนั้น ที่ตั้งวงใน
โตนั้นมาตามรอยของดาวติดพระเจดีย์ เร่งรัดมากด้วยกลัวจะไม่ทัน
แต่บัดนี้เห็นว่าน่าจะเกินทัน
หมู่นี้กำลังวุ่นเรื่องชายอุรุพงศ์ ฯ เจ็บ เรื่องจะเป็นไส้ตัน
เป็นหนองอย่างลูกโต วันแรกและวันที่สองตกใจมาก คะเนว่าจะ
ต้องถึงตัดถึงผ่า ถ้าไม่เห็นตัวอย่างผู้ที่รอดมาเป็นหลายคน คงจะ
ไม่เตรียมตัวที่จะยอม นี่ทำให้เตรียมตัวยอมได้ทันที มีข้อวิตกอยู่แต่
หัวใจอ่อน พอตั้งต้นเป็นขึ้นก็รวนจะหอบเสียแล้ว แก้ไขกันด้วย
เอาน้ำเย็นปะ ยาที่กินนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากถ่านที่ให้ไล่ลมกับยา
แก้ปวดก็เทือกเมา ๆ ไม่หลับได้เลย และกินอะไรไม่ได้เลยสองวัน
สองคืน จึงได้ กินยานอน คราวนี้หลับด้วยยานอนทอดหนึ่ง ต่อมา
ดูเหมือนพิษเสื่อมซาไปหมด ปล่อยให้นอนหลับได้จึงมีกำลังขึ้น
เขากำหนดว่าวันที่ ๔ คือวันนี้เป็นวันที่จะตั้งหนองฤาไม่หนอง และ
เป็นวันที่จะผ่านั้นพรุ่งนี้ มีความยินดีที่จะกล่าวว่าเห็นจะไม่ต้องผ่า
แน่แล้ว สังเกตดูพิษถอย วันแรกปรอดขึ้นถึง ๑๐๔ ขาเหยียดไม่ได้
ทั้งสองขานอนตะแคงก็ไม่ได้ ปวดจนเหงี่อแตก หายใจหอบเหนื่อย
เสมอ วันที่สองตั้งแต่บ่ายมาปรอด ๑๐๓ ออกจะเชื่อม แต่ขาพอ
เหยียดออกได้บ้าง ในจวนรุ่งวันที่ ๒ นี้ได้หลับ วันที่ ๓ ปรอดลดลง
อยู่ ๑๐๐ ถ้วน ๑๐๐ เศษ ๒ ค่อยคลายปวด รู้สึกหิว พอกินน้ำซุป
ได้เล็กน้อยขาเหยียดคล่องขึ้น แต่ท้องแข็งคงอยู่ วันนี้ ปรอด ๙๙
ยังค่ำ ไม่ใคร่รู้สึกปวด เป็นแต่รู้สึกเต็มอยู่ในท้อง นอนตะแคง
ข้างขวาพอลงได้ ข้างซ้ายไม่ได้เลย เห็นว่าอาการพิษถอยลงทุกวัน
แต่เพราะไส้ ที่บวมนั้นยังแข็งอยู่ หมอว่าที่จะกล่าวว่าพ้นอันตราย
ยังไม่ได้ ต่อ ๘ วันเป็นอย่างน้อยล่วงไปแล้วจึงจะไว้ใจได้ ที่หมอ
ว่าเป็นเช่นนี้ก็เป็นความจริง เมื่อลำไส้ยังแข็งอยู่เช่นนั้น ก็อาจจะกลัดเป็น
หนองได้ จึงต้องระวัง การที่ลูกเจ็บคราวนี้ได้ความเดือดร้อนเต็มที
เพราะยังเหลืออยู่ด้วยคนเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็ต่างคนต่างแยกกันไป
แล้ว เวลากำลังไม่สบายนึกอะไรไม่ค่อยออก จนนึกกลัวว่าถ้า
เป็นอย่างไรจะเลยหลงเสียดอกกระมัง
จากพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ทรงพระราชภาระในการจัดทำเหรียญฉลองกู่ด้วยพระองค์เอง และต่อมาทรงเล่าเรื่องอาการป่วยของพระราชโอรสและทรงแสดงถึงความรักและหว่งใย เป็นอันมาก ด้วยยังคงอยู่ใกล้ชิดพระองค์ ในตอนที่สองของพระราชหัตถเลขา จะนำเสนอในครั้งต่อไป ขอบคุณครับ.
๑.พระอัฐิของพระเจ้ากาวิละ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๑
๒.พระอัฐิของเจ้าหลวงธรรมลังกาช้างเผือกเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
องค์ที่ ๒
๓.พระอัฐิของเจ้าหลวงเสฎฐีคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๓
๔.พระอัฐิของเจ้าหลวงพุทธวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๔
๕.พระอัฐิของพระเจ้ามโหตรประเทศ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
องค์ที่ ๕
๖.อัฐิพระเทวีแม่เจ้าคำแผ่น ชายาในพรเจ้ามโหตรประเทศ
๗.พระอัฐิพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ พระเจ้าผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ ๖
๘.อัฐิพระเทวีแม่เจ้าอุสาห์ ชายาในพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์
๙.พระอัฐิพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗
๑๐.อัฐิพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือแม่เจ้าทิพเกสรชายาใน
พระเจ้าอินทวิชยานนท์
๑๑.อัฐิแม่เจ้าพิณทอง (ปินตอง)
ซึ่งต่อมาได้เพิ่มจำนวนขึ้นอีกมากถึง ๑๐๔ กู่ ในวันนี้ผมจะนำพระราชหัตถเลขา ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มานำเสนอต่อท่าน ดังนี้
ตอนที่ ๑ หน้าที่ ๔๙ หน้าที่ ๕๑
(สำเนาพระราชหัตถเลขา)
วันที่ ๑๑ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๘
ดารา
บัดนี้เป็นเวลาที่เหรียญแจกในงานฉลองกู่แล้วเสร็จตามกำหนด
ได้สั่งให้ทำหีบบรรจุ คงจะได้ส่งในวันสองวันนี้ เหตุที่ทำให้เขียน
หนังสือฉะบับนี้ล่วงหน้าเสียก่อน เพราะวันนี้เป็นวันหนังสือน้อยกว่า
ทุกวัน รอไปบางทีเวลาจะไม่เหมาะ
เมื่อแลดูรูปพระเจดีย์ดอยสุเทพ เห็นที่กะว่าจะติดดาว นึกน่า
เสียดายเต็มทีที่ไม่มีใครจะอ่านหนังสือได้ถึงแล้ว แต่นึกไปอีกทีหนึ่ง
ติด สูง ๆ เช่นนั้นก็ดี ติดต่ำอาจหายได้เพราะทำด้วยเงินจริง ๆ มันก็
มากอยู่
เหรียญนี้แลเห็นเป็นรอยตีพิมพ์ไม่สู้เรียบร้อยหน่อยหนึ่ง เพราะ
เหตุที่มันก็ตีพิมพ์จริง ๆ จะทำอย่างอื่นก็ไม่ทัน แต่ถ้าตัวอย่างเดิม
ได้ลดวงในให้เล็กลงไปเสียอีกหน่อยหนึ่ง รัสมีกว้างออกจะงามกว่า
แต่พึ่งนึกเดี่ยวนี้ การที่ไม่ได้ นึกแต่แรกไปมัวอี๋กรมหลวงนริศฯ
ว่าตาดีเขียนเล็ก ๆ ยังเป็น มัวพูดเปื้อยไปเสียทางนั้น ที่ตั้งวงใน
โตนั้นมาตามรอยของดาวติดพระเจดีย์ เร่งรัดมากด้วยกลัวจะไม่ทัน
แต่บัดนี้เห็นว่าน่าจะเกินทัน
หมู่นี้กำลังวุ่นเรื่องชายอุรุพงศ์ ฯ เจ็บ เรื่องจะเป็นไส้ตัน
เป็นหนองอย่างลูกโต วันแรกและวันที่สองตกใจมาก คะเนว่าจะ
ต้องถึงตัดถึงผ่า ถ้าไม่เห็นตัวอย่างผู้ที่รอดมาเป็นหลายคน คงจะ
ไม่เตรียมตัวที่จะยอม นี่ทำให้เตรียมตัวยอมได้ทันที มีข้อวิตกอยู่แต่
หัวใจอ่อน พอตั้งต้นเป็นขึ้นก็รวนจะหอบเสียแล้ว แก้ไขกันด้วย
เอาน้ำเย็นปะ ยาที่กินนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากถ่านที่ให้ไล่ลมกับยา
แก้ปวดก็เทือกเมา ๆ ไม่หลับได้เลย และกินอะไรไม่ได้เลยสองวัน
สองคืน จึงได้ กินยานอน คราวนี้หลับด้วยยานอนทอดหนึ่ง ต่อมา
ดูเหมือนพิษเสื่อมซาไปหมด ปล่อยให้นอนหลับได้จึงมีกำลังขึ้น
เขากำหนดว่าวันที่ ๔ คือวันนี้เป็นวันที่จะตั้งหนองฤาไม่หนอง และ
เป็นวันที่จะผ่านั้นพรุ่งนี้ มีความยินดีที่จะกล่าวว่าเห็นจะไม่ต้องผ่า
แน่แล้ว สังเกตดูพิษถอย วันแรกปรอดขึ้นถึง ๑๐๔ ขาเหยียดไม่ได้
ทั้งสองขานอนตะแคงก็ไม่ได้ ปวดจนเหงี่อแตก หายใจหอบเหนื่อย
เสมอ วันที่สองตั้งแต่บ่ายมาปรอด ๑๐๓ ออกจะเชื่อม แต่ขาพอ
เหยียดออกได้บ้าง ในจวนรุ่งวันที่ ๒ นี้ได้หลับ วันที่ ๓ ปรอดลดลง
อยู่ ๑๐๐ ถ้วน ๑๐๐ เศษ ๒ ค่อยคลายปวด รู้สึกหิว พอกินน้ำซุป
ได้เล็กน้อยขาเหยียดคล่องขึ้น แต่ท้องแข็งคงอยู่ วันนี้ ปรอด ๙๙
ยังค่ำ ไม่ใคร่รู้สึกปวด เป็นแต่รู้สึกเต็มอยู่ในท้อง นอนตะแคง
ข้างขวาพอลงได้ ข้างซ้ายไม่ได้เลย เห็นว่าอาการพิษถอยลงทุกวัน
แต่เพราะไส้ ที่บวมนั้นยังแข็งอยู่ หมอว่าที่จะกล่าวว่าพ้นอันตราย
ยังไม่ได้ ต่อ ๘ วันเป็นอย่างน้อยล่วงไปแล้วจึงจะไว้ใจได้ ที่หมอ
ว่าเป็นเช่นนี้ก็เป็นความจริง เมื่อลำไส้ยังแข็งอยู่เช่นนั้น ก็อาจจะกลัดเป็น
หนองได้ จึงต้องระวัง การที่ลูกเจ็บคราวนี้ได้ความเดือดร้อนเต็มที
เพราะยังเหลืออยู่ด้วยคนเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็ต่างคนต่างแยกกันไป
แล้ว เวลากำลังไม่สบายนึกอะไรไม่ค่อยออก จนนึกกลัวว่าถ้า
เป็นอย่างไรจะเลยหลงเสียดอกกระมัง
จากพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ทรงพระราชภาระในการจัดทำเหรียญฉลองกู่ด้วยพระองค์เอง และต่อมาทรงเล่าเรื่องอาการป่วยของพระราชโอรสและทรงแสดงถึงความรักและหว่งใย เป็นอันมาก ด้วยยังคงอยู่ใกล้ชิดพระองค์ ในตอนที่สองของพระราชหัตถเลขา จะนำเสนอในครั้งต่อไป ขอบคุณครับ.
วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " สว้สดีครับก่อนอื่นต้องขอโทษสำหรับท่านที่ติดตามที่ผมไม่ได้มาลงเรื่องต่อเนื่องเมื่อวานนี้ก็จากการที่ผมจะจัดนิทรรศการวันจันทร์ที่จะถึงนี้ที่..."
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
สว้สดีครับก่อนอื่นต้องขอโทษสำหรับท่านที่ติดตามที่ผมไม่ได้มาลงเรื่องต่อเนื่องเมื่อวานนี้ก็จากการที่ผมจะจัดนิทรรศการวันจันทร์ที่จะถึงนี้ที่นอร์ทเทิร์น วิลเลจ ชั้น ๒ ศุนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ เวลา หกโมงเย็น เรียนเชิญทุกท่านครับ และก็เลยเร่งงานให้ทันทำให้ขาดตอนวันนี้ผมจึงนำพระราชโทรเลข ซึ่งอยู่ในหน้าที่ ๔๘ ของพระราชประวัติ พระราชชายา ฯ มานำเสนอดังนี้
หน้าที่ ๔๘
(สำเนาพระราชโทรเลข)
ที่ ๒๖
วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๘
เจ้าดารารัศมี เชียงใหม่
ลูกเลาแก้ว ที่ขอชื่อนั้น ชื่อประกายแก้ว ประกายแปลว่าดาว
ขออำนวยพรให้มีอายุยืนนาน และมีความเจริญทุกประการ ข่าวน้ำ
ที่เชียงใหม่เติมความวิตก กลัวน้ำมากขึ้นอีก น้ำต้นมือเข้าทุ่งจนไถนา
ไม่ได้มาก กล้าลอย เวลานี้กำลังลดลง กลัวว่าจะกระแทกใหญ่
มาอีก วันเสาร์หน้าจะไปบางปะอิน ลงเรือใหม่ ค้าง ๒ คืน
ได้สั่งให้ทำเหรียญรูปดาว หน้าหนึ่งเป็นอักษรชื่อไขว้ หน้าหนึ่งบอก
งานฉลองกู่ เป็นเครื่องห้อยนาฬิกา รูปอัพภัตร คล้ายตราจุลจอม
เกล้า ฯ กำหนดให้ทำ ๑,๐๐๐ ดวง ได้สั่งให้ทำทอง ๕๐ กาไหล่
๒๕๐ นอกนั้นเป็นเงิน ช่างว่า ๑๕ วันจะแล้ว จะได้รีบส่งขึ้นไปให้
ทันงาน อยากให้กะใช้ดูว่าอย่างทองและกาไหล่เท่าที่กำหนดจะพอ
หรือไม่พอ จะต้องการอย่างใดเท่าใด ให้บอก.
(พระบรมนามาภิธัย) สยามินทร์
ในสำเนาพระราชโทรเลขฉบับนี้ทรงตั้งชื่อ ประกายแก้ว ซึ่งเป็นบุตรีของเลาแก้ว ในที่นี้ผมค้นหาเรื่องของ เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ซึ่งในหนังสืออนุสรณ์งานศพ เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ในหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เขียนไว้ว่า เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่เป็นบุตรีของเจ้าแก้วมงคล ณ เชียงใหม่ กับ เจ้าแสงดาว (เจ้าแก้วมงคล ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรของเจ้าราชวงคศ์เลาแก้ว กับเจ้าจันทร์จร ภายหลังเจ้าจันทร์จรสิ้นแล้ว พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงรับรับเจ้าแก้วมงคลอุปการะตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ) และปีที่เจ้าแก้วมงคลเกิดคือ ๒๔๔๖ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ต่อมาเมื่อเจ้าแก้วมงคลสมรสในปี ๒๔๗๓ มีธิดาคนเดียวคือ เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ซึ่งหากดูจาก พ.ศ.ที่เจ้าแก้วมงคล มีธิดา หลังจากปี ๒๔๗๓ คือ พ.ศ. ๒๔๗๕ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตไปแล้วถึง ๒๒ ปี ทำให้ผมคิดว่าถ้าตามเป็นจริง เจ้าราชวงศ์เลาแก้ว คงจะมีบุตรีที่ชื่อประกายแก้วอีกท่านหนึ่งซึ่งได้รับพระราชทานชื่อที่ไม่ใช่ เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ที่เกิด ณ ศาลาลอย สวนเจ้าสบาย ตำหนักดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพราะเจ้าแก้วมงคลมีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน(เจ้าราชศ์เลาแก้ว) ถึง ๑๓ คน
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ทรงวิตกคือเรื่องน้ำเหนือถ้าเทียบปัจจุบันก็ยังคงเป็นอยู่เหมือน ๑๐๐ ปีที่แล้ว
ซึ่งถือว่าเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ
ส่วนเหรียญที่ระลึกฉลองกู่ ตัวอักษรย่อ อ หมายถึงพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ด หมายถึงพระราชชายาเจ้าดารารัศมี อีกด้านมีคำจารึกว่า ฉลองกู่ ร.ศ. ๑๒๘ ครับ.
หน้าที่ ๔๘
(สำเนาพระราชโทรเลข)
ที่ ๒๖
วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๘
เจ้าดารารัศมี เชียงใหม่
ลูกเลาแก้ว ที่ขอชื่อนั้น ชื่อประกายแก้ว ประกายแปลว่าดาว
ขออำนวยพรให้มีอายุยืนนาน และมีความเจริญทุกประการ ข่าวน้ำ
ที่เชียงใหม่เติมความวิตก กลัวน้ำมากขึ้นอีก น้ำต้นมือเข้าทุ่งจนไถนา
ไม่ได้มาก กล้าลอย เวลานี้กำลังลดลง กลัวว่าจะกระแทกใหญ่
มาอีก วันเสาร์หน้าจะไปบางปะอิน ลงเรือใหม่ ค้าง ๒ คืน
ได้สั่งให้ทำเหรียญรูปดาว หน้าหนึ่งเป็นอักษรชื่อไขว้ หน้าหนึ่งบอก
งานฉลองกู่ เป็นเครื่องห้อยนาฬิกา รูปอัพภัตร คล้ายตราจุลจอม
เกล้า ฯ กำหนดให้ทำ ๑,๐๐๐ ดวง ได้สั่งให้ทำทอง ๕๐ กาไหล่
๒๕๐ นอกนั้นเป็นเงิน ช่างว่า ๑๕ วันจะแล้ว จะได้รีบส่งขึ้นไปให้
ทันงาน อยากให้กะใช้ดูว่าอย่างทองและกาไหล่เท่าที่กำหนดจะพอ
หรือไม่พอ จะต้องการอย่างใดเท่าใด ให้บอก.
(พระบรมนามาภิธัย) สยามินทร์
ในสำเนาพระราชโทรเลขฉบับนี้ทรงตั้งชื่อ ประกายแก้ว ซึ่งเป็นบุตรีของเลาแก้ว ในที่นี้ผมค้นหาเรื่องของ เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ซึ่งในหนังสืออนุสรณ์งานศพ เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ในหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เขียนไว้ว่า เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่เป็นบุตรีของเจ้าแก้วมงคล ณ เชียงใหม่ กับ เจ้าแสงดาว (เจ้าแก้วมงคล ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรของเจ้าราชวงคศ์เลาแก้ว กับเจ้าจันทร์จร ภายหลังเจ้าจันทร์จรสิ้นแล้ว พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงรับรับเจ้าแก้วมงคลอุปการะตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ) และปีที่เจ้าแก้วมงคลเกิดคือ ๒๔๔๖ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ต่อมาเมื่อเจ้าแก้วมงคลสมรสในปี ๒๔๗๓ มีธิดาคนเดียวคือ เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ซึ่งหากดูจาก พ.ศ.ที่เจ้าแก้วมงคล มีธิดา หลังจากปี ๒๔๗๓ คือ พ.ศ. ๒๔๗๕ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตไปแล้วถึง ๒๒ ปี ทำให้ผมคิดว่าถ้าตามเป็นจริง เจ้าราชวงศ์เลาแก้ว คงจะมีบุตรีที่ชื่อประกายแก้วอีกท่านหนึ่งซึ่งได้รับพระราชทานชื่อที่ไม่ใช่ เจ้าประกายแก้ว ณ เชียงใหม่ ที่เกิด ณ ศาลาลอย สวนเจ้าสบาย ตำหนักดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพราะเจ้าแก้วมงคลมีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน(เจ้าราชศ์เลาแก้ว) ถึง ๑๓ คน
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ทรงวิตกคือเรื่องน้ำเหนือถ้าเทียบปัจจุบันก็ยังคงเป็นอยู่เหมือน ๑๐๐ ปีที่แล้ว
ซึ่งถือว่าเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ
ส่วนเหรียญที่ระลึกฉลองกู่ ตัวอักษรย่อ อ หมายถึงพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ด หมายถึงพระราชชายาเจ้าดารารัศมี อีกด้านมีคำจารึกว่า ฉลองกู่ ร.ศ. ๑๒๘ ครับ.
วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " วันนี้ผมก็นำเอาสำเนาพระราชหัตถเลขา ของรัชการที่ ๕ ถึงพระราชชายา เจ้าดารารัศมีมานำเสนอต่อไปครับ หน้าที่ ๔๗ (สำเนาพระราชหัตถ..."
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
วันนี้ผมก็นำเอาสำเนาพระราชหัตถเลขา ของรัชการที่ ๕ ถึงพระราชชายา เจ้าดารารัศมีมานำเสนอต่อไปครับ
หน้าที่ ๔๗
(สำเนาพระราชหัตถเลขา)
วันที่ ๒๐ กรกฏาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๘
ดารา
ด้วยความรู้สึกเมื่อครั้งไปยุโรปขาดกะปิน้ำปลา เดือนร้อน
ประการใด จึงทำให้นึกถึง ได้จัดบรรจุขวดเป็นส่วนเล็กน้อยส่ง
ขึ้นมา เพื่อจะให้ได้รับเร็ว แต่ปิดไม่ให้ใครรู้ บางทีเขาจะหมาย
ว่าหีบ เครื่องเงินเครื่องทอง
หมู่นี้ฝนตกชุกหาเวลาเที่ยวยาก แต่เรือโมเตอร์ ซึ่งบัญญัติใหม่ให้
เรียกว่าเรือยนต์ ลำใหญ่พึ่งมาถึง ตั้งชื่อสุพรรณหงษ์ จะได้ตั้งชื่อใน
วันที่ ๒๕ วันที่ ๑๑ จะขึ้นไปลองถึงบางปะอิน แล้วเลยไปเยี่ยมองค์
บุรฉัตร์ ซึ่งขึ้นไปเป็นผู้บัญชาการทหารอยู่กรุงเก่า ในเดือนสิงหาคม
คิดจะไปกาญจนบุรี ราชบุรี และเพ็ชร์บุรี สอนกินปลาทูเสียใหม่
อีกสักที เพราะเหตุที่หมู่นี้กินไม่ได้เหม็นคาว
ชาววังเวลานี้กำลังพลุ่งพล่านบ่นปากฉีกปากแหกด้วยเรื่องอยาก
ดูละคร แต่ยังไม่สมปรารถนา ต้องการจะหนีออกไปดูที่ปรีดาลัย
ด้วยส่งไป ได้ผัดไว้ว่าครบสี่วิกแล้วเมื่อใดจึงพิจารณาคำขอนั้น
ได้ฝากนังสือให้พระยาอนุชิตฉะบับหนึ่ง ให้ท้าวโสภานิเวศน์
ฉะบับหนี่ง ขอให้ส่งให้ด้วย.
(พระบรมนามาภิธัย) จุฬาลงกรณ์ ป.ร.
ในฉบับนี้ก็แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีความละเอียดแม้เรื่องเล็กน้อยเช่นอาหารการกิน และทรงห่วงใยในพระราชชายา ฯ และยังคงเล่าถึงเหตุการณ์ในพระบรมมหาราชวัง ที่ไม่ได้ดูละครอันเนื่องมาจากการจากไปของเจ้านายชั้นสูงทำให้งดมหรสพที่ในพระบรมมหาราชวัง.
หน้าที่ ๔๗
(สำเนาพระราชหัตถเลขา)
วันที่ ๒๐ กรกฏาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๘
ดารา
ด้วยความรู้สึกเมื่อครั้งไปยุโรปขาดกะปิน้ำปลา เดือนร้อน
ประการใด จึงทำให้นึกถึง ได้จัดบรรจุขวดเป็นส่วนเล็กน้อยส่ง
ขึ้นมา เพื่อจะให้ได้รับเร็ว แต่ปิดไม่ให้ใครรู้ บางทีเขาจะหมาย
ว่าหีบ เครื่องเงินเครื่องทอง
หมู่นี้ฝนตกชุกหาเวลาเที่ยวยาก แต่เรือโมเตอร์ ซึ่งบัญญัติใหม่ให้
เรียกว่าเรือยนต์ ลำใหญ่พึ่งมาถึง ตั้งชื่อสุพรรณหงษ์ จะได้ตั้งชื่อใน
วันที่ ๒๕ วันที่ ๑๑ จะขึ้นไปลองถึงบางปะอิน แล้วเลยไปเยี่ยมองค์
บุรฉัตร์ ซึ่งขึ้นไปเป็นผู้บัญชาการทหารอยู่กรุงเก่า ในเดือนสิงหาคม
คิดจะไปกาญจนบุรี ราชบุรี และเพ็ชร์บุรี สอนกินปลาทูเสียใหม่
อีกสักที เพราะเหตุที่หมู่นี้กินไม่ได้เหม็นคาว
ชาววังเวลานี้กำลังพลุ่งพล่านบ่นปากฉีกปากแหกด้วยเรื่องอยาก
ดูละคร แต่ยังไม่สมปรารถนา ต้องการจะหนีออกไปดูที่ปรีดาลัย
ด้วยส่งไป ได้ผัดไว้ว่าครบสี่วิกแล้วเมื่อใดจึงพิจารณาคำขอนั้น
ได้ฝากนังสือให้พระยาอนุชิตฉะบับหนึ่ง ให้ท้าวโสภานิเวศน์
ฉะบับหนี่ง ขอให้ส่งให้ด้วย.
(พระบรมนามาภิธัย) จุฬาลงกรณ์ ป.ร.
ในฉบับนี้ก็แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีความละเอียดแม้เรื่องเล็กน้อยเช่นอาหารการกิน และทรงห่วงใยในพระราชชายา ฯ และยังคงเล่าถึงเหตุการณ์ในพระบรมมหาราชวัง ที่ไม่ได้ดูละครอันเนื่องมาจากการจากไปของเจ้านายชั้นสูงทำให้งดมหรสพที่ในพระบรมมหาราชวัง.
วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " ดีครับวันนี้ผมจะนำพระราชหัตถเลขา ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ในหนังสือถวายพระเพลิง พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในฉบับต่อมาให้ท่านได้อ่านดังนี้ครับ ..."
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
ดีครับวันนี้ผมจะนำพระราชหัตถเลขา ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ในหนังสือถวายพระเพลิง พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในฉบับต่อมาให้ท่านได้อ่านดังนี้ครับ
หน้าที่ ๔๕ ถึงหน้าที่ ๔๖ ดังนี้
(สำเนาพระราชหัตถเลขา)
วันที่ ๕ กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๘
ดารา
ตามโทรเลขซึ่งว่าไม่คาดว่าหญิงเล็กจะตายก่อนองค์อัจฉรานั้นถูก
อยู่ตามเวลาที่เจ็บ แต่การรักษาผิดกันมาก มันเป็นเคราะห์ดีเคราะห์
ร้ายอยู่บ้าง องค์อัจฉราแกรักษาตัวเรียกว่าอย่างเคราะห์ดี คือมีที่
คลาดแคล้ว แต่หญิงเล็กนี้ไม่มีที่คลาดแคล้วเลย มีแต่ไม่พอที่จะ
หนักก็หนัก มันเป็นทั้งความคิดและน้ำใจร่างกายคนดีคนไข้ประกอบ
กัน ยังไง ๆ เรื่องละครนั้นเป็นอย่ากัน คนทั้งวังเห็นจะมีความเสียใจ
ในการที่ตายไปครั้งนี้ยิ่งกว่าทุกครั้งทุกคราว จนถึงเด็กลือกันว่ากลับ
ฟื้นจะได้ดูละคร
ได้ส่งรูปเรือนอันถ่ายยากเสียจริง เพราะมันมีแต่ที่กระชั้นไป
เสียทั้งนั้น แผนที่หมายเลข ๑ ด้วยดินสอแดง ถ่ายข้ามปากคลอง
จึงเห็นด้านตรงหน้า แผนที่หมายเลขที่ ๒ ถ่ายริมคลองเยื้องเรือน
ข้างตะวันออกเฉียงใต้ ที่หมายเลข ๓ ถ่ายในรั้วแลไปตะวันออก
หมายเลข ๔ ด้านตะวันออกซึ่งเป็นห้องนอน รากที่แลเห็นอยู่นั้นเป็น
รากศาลานั่งเล่นที่ในสวน รูปที่ ๕ ถ่ายบนถนนแลไปข้างตะวันออก
เรือนกลายเป็นล่อมป้อมเช่นนี้ เพราะแลเห็นแต่มุขที่ต่อกับตัวเรือน
ที่ถ่ายนี้แต่ชั่วด้านหน้าซึ่งไม่มีเฉลียงโถง เฉลียงได้เอาไว้ด้านเหนือ
เป็นทางสำหรับบ่าวเดิน
การซึ่งพระยาวรพงศ์ ฯ ทำผิดนั้น คือผิดกลับหน้าเรือนอย่างนี้
ไปไว้เป็นข้างหลัง เอาข้างหลังมาเป็นข้างหน้าจึงได้เกิดความใหญ่
ต้องรื้อกลับใหม่ แต่เมื่องานร่วมถึงเพียงนี้แล้วเชื่อว่าจะแล้วทันเวลา
กลับ หมู่นี้ฝนชุกอยู่สักหน่อย ไว้แล้วจะไปเร่งกวดเอาให้แล้วเสร็จ
จงได้
ได้ส่งรูป ๕๐ รูปขึ้นมากับหนังสือนี้.
( พระบรมนามาภิธัย ) จุฬาลงกรณ์ ป.ร.
ในฉบับนี้ทรงตรัสถึงความเป็นไปในพระบรมหาราชวัง ทรงตรัสถึงเรือน หรือตำหนักพระราชชายา ฯที่ทรงสร้างพระราชทาน และทรงส่งรูปตำหนักมาให้พระราชชายา ฯ ซึ่งผมจะลองค้นหาว่ามีอยู่หรือเปล่าถ้ามีจะพยายามนำมาเสนอ ขอบคุณครับสว้ส
หน้าที่ ๔๕ ถึงหน้าที่ ๔๖ ดังนี้
(สำเนาพระราชหัตถเลขา)
วันที่ ๕ กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๘
ดารา
ตามโทรเลขซึ่งว่าไม่คาดว่าหญิงเล็กจะตายก่อนองค์อัจฉรานั้นถูก
อยู่ตามเวลาที่เจ็บ แต่การรักษาผิดกันมาก มันเป็นเคราะห์ดีเคราะห์
ร้ายอยู่บ้าง องค์อัจฉราแกรักษาตัวเรียกว่าอย่างเคราะห์ดี คือมีที่
คลาดแคล้ว แต่หญิงเล็กนี้ไม่มีที่คลาดแคล้วเลย มีแต่ไม่พอที่จะ
หนักก็หนัก มันเป็นทั้งความคิดและน้ำใจร่างกายคนดีคนไข้ประกอบ
กัน ยังไง ๆ เรื่องละครนั้นเป็นอย่ากัน คนทั้งวังเห็นจะมีความเสียใจ
ในการที่ตายไปครั้งนี้ยิ่งกว่าทุกครั้งทุกคราว จนถึงเด็กลือกันว่ากลับ
ฟื้นจะได้ดูละคร
ได้ส่งรูปเรือนอันถ่ายยากเสียจริง เพราะมันมีแต่ที่กระชั้นไป
เสียทั้งนั้น แผนที่หมายเลข ๑ ด้วยดินสอแดง ถ่ายข้ามปากคลอง
จึงเห็นด้านตรงหน้า แผนที่หมายเลขที่ ๒ ถ่ายริมคลองเยื้องเรือน
ข้างตะวันออกเฉียงใต้ ที่หมายเลข ๓ ถ่ายในรั้วแลไปตะวันออก
หมายเลข ๔ ด้านตะวันออกซึ่งเป็นห้องนอน รากที่แลเห็นอยู่นั้นเป็น
รากศาลานั่งเล่นที่ในสวน รูปที่ ๕ ถ่ายบนถนนแลไปข้างตะวันออก
เรือนกลายเป็นล่อมป้อมเช่นนี้ เพราะแลเห็นแต่มุขที่ต่อกับตัวเรือน
ที่ถ่ายนี้แต่ชั่วด้านหน้าซึ่งไม่มีเฉลียงโถง เฉลียงได้เอาไว้ด้านเหนือ
เป็นทางสำหรับบ่าวเดิน
การซึ่งพระยาวรพงศ์ ฯ ทำผิดนั้น คือผิดกลับหน้าเรือนอย่างนี้
ไปไว้เป็นข้างหลัง เอาข้างหลังมาเป็นข้างหน้าจึงได้เกิดความใหญ่
ต้องรื้อกลับใหม่ แต่เมื่องานร่วมถึงเพียงนี้แล้วเชื่อว่าจะแล้วทันเวลา
กลับ หมู่นี้ฝนชุกอยู่สักหน่อย ไว้แล้วจะไปเร่งกวดเอาให้แล้วเสร็จ
จงได้
ได้ส่งรูป ๕๐ รูปขึ้นมากับหนังสือนี้.
( พระบรมนามาภิธัย ) จุฬาลงกรณ์ ป.ร.
ในฉบับนี้ทรงตรัสถึงความเป็นไปในพระบรมหาราชวัง ทรงตรัสถึงเรือน หรือตำหนักพระราชชายา ฯที่ทรงสร้างพระราชทาน และทรงส่งรูปตำหนักมาให้พระราชชายา ฯ ซึ่งผมจะลองค้นหาว่ามีอยู่หรือเปล่าถ้ามีจะพยายามนำมาเสนอ ขอบคุณครับสว้ส
วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " ในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ข้อนข้างจะสมบูรณ์ในเรื่องราวในพระบรมมหาราชวังในสมัยนั้นที่เราท่านไม่ค่อยจะได้ทราบกันตั้งแต่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่..."
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " ครับวันนี้หน้าจะเป็นตอนสุดท้ายของพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวถึงพระญาติ (หลาน)ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี คือ อำมาตย์ตรีเจ้ากา..."
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
ครับวันนี้หน้าจะเป็นตอนสุดท้ายของพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวถึงพระญาติ (หลาน)ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี คือ อำมาตย์ตรีเจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรของเจ้าราชวงศ์(ชมชื่น ณ เชียงใหม่) และจ้าหญิงกรรณนิกา ณ เชียงใหม่ มีพี่สาวร่วมบิดามารดา คือ เจ้าหญิงเรณุวรรณา ณ เชียงใหม่ ได้สมรสกับเจ้าหญิงศิริประกาย ณ เชียงใหม่ มีบุตรธิดา คือ เจ้าพงศ์กาวิล เจ้าศิริกาวิล และที่เป็นที่รู้จักในวงค์สังคมคือ เจ้ากอแก้วประกายกาวิล เจ้ากาวิละวงศ์ซึ่งเป็นหลานของพระราชชายา ฯ ซึ่งเป็นป้า เมื่อเจ้าหญิงวรรณนา ถึงแก่กรรมพระราชชายาทรงอุปการะ เมื่อพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤษดากรไปเป็นเอกอัคราชฑูตประจำกรุงปารีส จึงฝากหลานทั้งสองคือเจ้าหญิงลดาคำ กับเจ้ากาวิละวงศ์ไปศึกษาเล่าเรียนในยุโรป สำเร็จการศึกษามาเข้ารับราชการจนเกษียณราชการ ถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ พฤศภาคม ๒๕๑๐ และทรงพระราชหัตถเลขาถึง ความคืบหน้าการก่อสร้างตำหนัก พระราชชายา ฯ ที่พระราชวังดุสิต และการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมอีกด้วย ดังรายละเอียด ต่อไปนี้
หน้าที่ ๔๓ ถึงหน้าที่ ๔๔
จรูญ ฯ ต้องเรียกกลับเข้ามาเป็นรองเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
เมื่อแรกนี้กรมนเรศ ฯ ได้ขออนุญาตที่จะถามขึ้นไปถึงเจ้าว่าเรื่องหลาน
จะจัดการอย่างไรต่อไป แต่ภายหลังนี้ตกลงเป็นบวรเดชจะไปเป็น
ฑูตแทน แล้วก็เป็นสิ้นเรื่องไม่มีเปลี่ยนแปลงอันใด
ที่เรือนนั้นพระยาวรพงศ์ ฯ แกเรี่ยมาก เหตุที่ไม่เคยเข้าใจผิด
ถึงเพียงนั้น จึงได้เขม้นคมักทำ บัดนี้ได้มุงกลังคาและถือปูนแล้ว ไม่
ได้ ไปดูมานาน แต่นางเอิบบอกว่าถ้าทางเหมือนจะโต มีห้องหับ
มากว่าเรือนในวัง กำลังคิดอ่านให้เขาไปถ่ายรูปจะส่งขึ้นไปให้ดู
นางชุ่มไปเที่ยวเพ็ชร์บุรี กลับมาฟื้นขึ้นมากเห็นจะยังไม่เป็นไร
องค์อัจฉร ฯ นั้นกลับขึ้นมาจากปากน้ำ อยู่บ้านระพี อาการโทรม
ลงมาก นอนราบลงไปไม่ได้ทีเดียว อาหารก็อุส่าห์ทำเอง พยายามมาก
บวมแล้วยุบเล่าเห็นจะยังไปได้ อีกหลายเดือน แต่หญิงเล็กเยาวมาลย์
นั้นไมมีฟื้นเลย แกชักให้เร็วที่ธาตุเอาไว้ไม่อยู่ อย่างไร ๆ ก็คง
จะตามกันไปในสองคนนี้
พระที่นั่งอนันตสมาคมก่อผนังขึ้นมาเกือบถึงขื่อแล้ว ที่สวนดุสิต
หน้าตาแปลกก็ที่แลเห็นพระที่นั่งนี้ตั้งโตอยู่กลางสวนแง่เต๋ง จะเป็น
ซึ่งเจ้าจะกลับมาเห็นแปลก นอกนั้นก็คงที่อยู่อย่างเดิมไม่มีเปลี่ยน
แปลงอันใด หนังสือนี้เขียนมายาวมากแล้วจึงขอจบไว้เสียที คิดถึง
ทุกเวลาที่มีอะไรสนุก และมีคนบ่นถึงเสมอด้วย
ในที่สุดนั้นต้นลำดวนยังอยู่ดีไม่ตาย เขากั้นคอกไว้เสียแน่นหนา.
(พระบรมนามาภิธัย) จุฬาลงกรณ์ ป.ร.
ถ้าหากท่านอ่านพระราชหัตถเลขาฉบับก่อน ๆ มาโดยตลอดจะเห็นได้หลายประการ เช่นทรงเป็นห่วงในพระญาติ ของพระราชชายา ฯ และ พระราชชายาก็ทรงเป็นที่รักของทุกคนในพระบรมมหาราชวัง และในพระราชหัตถเลขานี้ยังออกนาม พระนาม หลายท่าน คือ นางเอิบ (เจ้าจอมเอิบ) นางชุ่ม (เจ้าจอมมารดาชุ่ม) องค์อัจฉร (พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าอัจฉรพรรณิรัชกัญญา ระพี (พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หญิงเล็กเยาวมาลย์ (สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล) .
หน้าที่ ๔๓ ถึงหน้าที่ ๔๔
จรูญ ฯ ต้องเรียกกลับเข้ามาเป็นรองเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
เมื่อแรกนี้กรมนเรศ ฯ ได้ขออนุญาตที่จะถามขึ้นไปถึงเจ้าว่าเรื่องหลาน
จะจัดการอย่างไรต่อไป แต่ภายหลังนี้ตกลงเป็นบวรเดชจะไปเป็น
ฑูตแทน แล้วก็เป็นสิ้นเรื่องไม่มีเปลี่ยนแปลงอันใด
ที่เรือนนั้นพระยาวรพงศ์ ฯ แกเรี่ยมาก เหตุที่ไม่เคยเข้าใจผิด
ถึงเพียงนั้น จึงได้เขม้นคมักทำ บัดนี้ได้มุงกลังคาและถือปูนแล้ว ไม่
ได้ ไปดูมานาน แต่นางเอิบบอกว่าถ้าทางเหมือนจะโต มีห้องหับ
มากว่าเรือนในวัง กำลังคิดอ่านให้เขาไปถ่ายรูปจะส่งขึ้นไปให้ดู
นางชุ่มไปเที่ยวเพ็ชร์บุรี กลับมาฟื้นขึ้นมากเห็นจะยังไม่เป็นไร
องค์อัจฉร ฯ นั้นกลับขึ้นมาจากปากน้ำ อยู่บ้านระพี อาการโทรม
ลงมาก นอนราบลงไปไม่ได้ทีเดียว อาหารก็อุส่าห์ทำเอง พยายามมาก
บวมแล้วยุบเล่าเห็นจะยังไปได้ อีกหลายเดือน แต่หญิงเล็กเยาวมาลย์
นั้นไมมีฟื้นเลย แกชักให้เร็วที่ธาตุเอาไว้ไม่อยู่ อย่างไร ๆ ก็คง
จะตามกันไปในสองคนนี้
พระที่นั่งอนันตสมาคมก่อผนังขึ้นมาเกือบถึงขื่อแล้ว ที่สวนดุสิต
หน้าตาแปลกก็ที่แลเห็นพระที่นั่งนี้ตั้งโตอยู่กลางสวนแง่เต๋ง จะเป็น
ซึ่งเจ้าจะกลับมาเห็นแปลก นอกนั้นก็คงที่อยู่อย่างเดิมไม่มีเปลี่ยน
แปลงอันใด หนังสือนี้เขียนมายาวมากแล้วจึงขอจบไว้เสียที คิดถึง
ทุกเวลาที่มีอะไรสนุก และมีคนบ่นถึงเสมอด้วย
ในที่สุดนั้นต้นลำดวนยังอยู่ดีไม่ตาย เขากั้นคอกไว้เสียแน่นหนา.
(พระบรมนามาภิธัย) จุฬาลงกรณ์ ป.ร.
ถ้าหากท่านอ่านพระราชหัตถเลขาฉบับก่อน ๆ มาโดยตลอดจะเห็นได้หลายประการ เช่นทรงเป็นห่วงในพระญาติ ของพระราชชายา ฯ และ พระราชชายาก็ทรงเป็นที่รักของทุกคนในพระบรมมหาราชวัง และในพระราชหัตถเลขานี้ยังออกนาม พระนาม หลายท่าน คือ นางเอิบ (เจ้าจอมเอิบ) นางชุ่ม (เจ้าจอมมารดาชุ่ม) องค์อัจฉร (พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าอัจฉรพรรณิรัชกัญญา ระพี (พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หญิงเล็กเยาวมาลย์ (สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล) .
วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
ในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ข้อนข้างจะสมบูรณ์ในเรื่องราวในพระบรมมหาราชวังในสมัยนั้นที่เราท่านไม่ค่อยจะได้ทราบกันตั้งแต่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่การแต่งกายหรือแฟชั่น กระทั่งถึงการมหรสพที่ในขณะนั้นเป็นดูการละคร และทำให้เราทราบว่าพระราชชายา ฯ ทรงสนพระทัยในละคร ซึ่งในเรื่องการดนตรี การฟ้อนรำ ตำหนักพระราชชายาเป็นที่เลื่องลือในด้านนี้อย่างที่ทราบกันแต่เมื่อได้อ่านพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายฉบับที่ผ่านมาและในแบบนี้ จะเห็นได้ว่าพระราชชายา ฯ ทรงมีส่วนในการเขียนบทละคร อีกด้วย ครับ ต่อนี้ผมจะนำพระราชหัตถเลขา ในหนังสือพิมพ์ในงานถวายพระเพลิง พระราชชายา ฯ มาเสนอต่อไปครับ
ตอนที่ ๓ หน้าที่ ๔๑ ถึงหน้า ๔๓
การที่เล่นละครแล้วไม่ได้เขียนเล่าเรื่องมา เหตุด้วยกำลัง
ปวดเหลือเกิน บทที่เตรียมไว้จะส่งก็เลยค้างไปไม่ได้ส่งด้วย บัดนี้
ได้ส่งขึ้นมา ๙ เล่ม แต่จะซ้ำไปเล่มหนึ่งฤาอย่างไรไม่ทราบ จำไม่แน่
จึงเห็นว่าเหลือไว้ดีกว่าขาด
การที่ตั้งพยายามไปซ้อมละครเล่นพระลอแก้ขัด ใจคอก็เด็ด
นักหนา คนที่จะเล่นละครมันต้องเป็นคนคิดได้ทั้งบทและทั้งคุมเรื่อง
ให้ท่า จำจะต้องคิดเรื่องคิดใหม่ประกอบกับตัวคนที่มีอยู่ จึงจะเล่น
ได้ดี เพราะฉะนั้นคนที่เล่นละครดีมาแต่ก่อน ๆ พระพุทธเลิศหล้า ตา
เจ้ากลับ นายเนตร นายต่าย เจ้าพระยามหินทร เหล่านี้เขานึก
ของเขาเองทั้งนั้น ถ้าเล่นละครมีผู้มาคอยติว่าที่นี่ต้องอย่างนั้น ที่นั่น
ต้องอย่างนี้จึงจะถูกแล้วเล่นอย่างไร ๆ ก็สู้เมื่อกระนั้น คือ คนที่เล่น
แรกไม่ได้
พูดถึงกรมนรา ฯ มามากแล้ว คราวนี้เอาเรื่องอินเสียที มียาย
ฝรั่งคนหนึ่งเป็นชาวอิตาเลียน ชื่อบัวซอนี คิดตั้งโรงละครที่ถนน
พาหุรัต ลงพิมพ์ประกาศมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ว่าจะเล่นละคร
เรื่องอิตาเลียนแปลเป็นไทย คนไทยเล่นแต่งตัวเป็นฝรั่ง จะได้เล่นใน
เดือนเมษายนเป็นแน่ คำประกาศนั้นาลงพิมพ์ทุกวันจนถึงเดือนมีนาคม
เมษายน พฤษภาคม จนถึงเดือนพฤษภาคมแล้วก็ยังลงพิมพ์ว่าจะ
ได้เล่นเดือนเมษายนเป็นแน่ มันช้าเช่นนี้ ได้มาเล่นต่อเดือนมิถุนายน
เชิญเสด็จด้วย แต่ไม่เสด็จ ครั้งแรกคนตื่นเต้นกันไปดูมาก โรง
ละครว่าทำดีกว่าโรงไหน ๆ ในบางกอกทั้งหมด ตัวละครแต่งตัว
เป็นฝรั่งอย่างดี ฝรั่งโบราณชั้น ๑๕๐ ปีมาแล้ว เสื้อแสงหรูมาก
เรื่องที่เล่นก็ออกจะสนุก ๆ แต่ตัวละครนั้นเก็บเอาพวกละครปรีดาลัย
บ้าง นักสวดบ้าง ยี่เกบ้าง ผู้ชายเปนผู้ชาย ผู้หญิงเป็นผู้หญิง
แต่มันเล่นพูดเป็นฝรั่งพูดไทย อีโย่งโก้งเก้ง เห็นจะมีคนดูเต็มแต่
ครั้งแรกวันเดียว แล้วเล่นต่อมาอีกสัก ๒-๓ วัน กลายเป็นเล่นแต่
วันเสาร์วันอาทิตย์ วันอื่น ๆ เอาหนังเข้าไปเล่น เมื่อวิกก่อนนี้หนังสือ
พิมพ์กล่าวว่าต้องเลิกเพราะไม่มีคนดู มันกล้าเล่นมีเงิน ๓,๐๐๐ บาท
เท่านั้น เที่ยวซื้อของเชื่อ กว้านของซื้อให้หมดตลาดแล้วกลับขาย
กรมนรา ฯ ครางอู้หาซื้อช้องไม่ได้ เดี๋ยวนี้เจ้าหนี้ตอมนุงทีเดียว
ครับจากในพระราชหัตเลขา ตอนนี้ สมเด็จพระปิยะมหาราชทรงมีพระราชปรีชาและเข้าใจในความเป็นผู้เล่นละคร และจะเห็นว่าผู้ชมละครสมัยนั้นยังคงนิยมในละครมีเอกลักษณ์ของสยามอยู่ ยังไม่นิยมที่เป็นแบบฝรั่งมาก ทำให้ชาวต่างชาติที่มาลงทุนไม่สามารถอยู่ได้ ครับยังคงมีอีกตอนสำหรับพระราชหัตถเลขาฉับบนี้ซึ่งจะอัญเชิญมาเล่าให้อีกครับ.
ตอนที่ ๓ หน้าที่ ๔๑ ถึงหน้า ๔๓
การที่เล่นละครแล้วไม่ได้เขียนเล่าเรื่องมา เหตุด้วยกำลัง
ปวดเหลือเกิน บทที่เตรียมไว้จะส่งก็เลยค้างไปไม่ได้ส่งด้วย บัดนี้
ได้ส่งขึ้นมา ๙ เล่ม แต่จะซ้ำไปเล่มหนึ่งฤาอย่างไรไม่ทราบ จำไม่แน่
จึงเห็นว่าเหลือไว้ดีกว่าขาด
การที่ตั้งพยายามไปซ้อมละครเล่นพระลอแก้ขัด ใจคอก็เด็ด
นักหนา คนที่จะเล่นละครมันต้องเป็นคนคิดได้ทั้งบทและทั้งคุมเรื่อง
ให้ท่า จำจะต้องคิดเรื่องคิดใหม่ประกอบกับตัวคนที่มีอยู่ จึงจะเล่น
ได้ดี เพราะฉะนั้นคนที่เล่นละครดีมาแต่ก่อน ๆ พระพุทธเลิศหล้า ตา
เจ้ากลับ นายเนตร นายต่าย เจ้าพระยามหินทร เหล่านี้เขานึก
ของเขาเองทั้งนั้น ถ้าเล่นละครมีผู้มาคอยติว่าที่นี่ต้องอย่างนั้น ที่นั่น
ต้องอย่างนี้จึงจะถูกแล้วเล่นอย่างไร ๆ ก็สู้เมื่อกระนั้น คือ คนที่เล่น
แรกไม่ได้
พูดถึงกรมนรา ฯ มามากแล้ว คราวนี้เอาเรื่องอินเสียที มียาย
ฝรั่งคนหนึ่งเป็นชาวอิตาเลียน ชื่อบัวซอนี คิดตั้งโรงละครที่ถนน
พาหุรัต ลงพิมพ์ประกาศมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ว่าจะเล่นละคร
เรื่องอิตาเลียนแปลเป็นไทย คนไทยเล่นแต่งตัวเป็นฝรั่ง จะได้เล่นใน
เดือนเมษายนเป็นแน่ คำประกาศนั้นาลงพิมพ์ทุกวันจนถึงเดือนมีนาคม
เมษายน พฤษภาคม จนถึงเดือนพฤษภาคมแล้วก็ยังลงพิมพ์ว่าจะ
ได้เล่นเดือนเมษายนเป็นแน่ มันช้าเช่นนี้ ได้มาเล่นต่อเดือนมิถุนายน
เชิญเสด็จด้วย แต่ไม่เสด็จ ครั้งแรกคนตื่นเต้นกันไปดูมาก โรง
ละครว่าทำดีกว่าโรงไหน ๆ ในบางกอกทั้งหมด ตัวละครแต่งตัว
เป็นฝรั่งอย่างดี ฝรั่งโบราณชั้น ๑๕๐ ปีมาแล้ว เสื้อแสงหรูมาก
เรื่องที่เล่นก็ออกจะสนุก ๆ แต่ตัวละครนั้นเก็บเอาพวกละครปรีดาลัย
บ้าง นักสวดบ้าง ยี่เกบ้าง ผู้ชายเปนผู้ชาย ผู้หญิงเป็นผู้หญิง
แต่มันเล่นพูดเป็นฝรั่งพูดไทย อีโย่งโก้งเก้ง เห็นจะมีคนดูเต็มแต่
ครั้งแรกวันเดียว แล้วเล่นต่อมาอีกสัก ๒-๓ วัน กลายเป็นเล่นแต่
วันเสาร์วันอาทิตย์ วันอื่น ๆ เอาหนังเข้าไปเล่น เมื่อวิกก่อนนี้หนังสือ
พิมพ์กล่าวว่าต้องเลิกเพราะไม่มีคนดู มันกล้าเล่นมีเงิน ๓,๐๐๐ บาท
เท่านั้น เที่ยวซื้อของเชื่อ กว้านของซื้อให้หมดตลาดแล้วกลับขาย
กรมนรา ฯ ครางอู้หาซื้อช้องไม่ได้ เดี๋ยวนี้เจ้าหนี้ตอมนุงทีเดียว
ครับจากในพระราชหัตเลขา ตอนนี้ สมเด็จพระปิยะมหาราชทรงมีพระราชปรีชาและเข้าใจในความเป็นผู้เล่นละคร และจะเห็นว่าผู้ชมละครสมัยนั้นยังคงนิยมในละครมีเอกลักษณ์ของสยามอยู่ ยังไม่นิยมที่เป็นแบบฝรั่งมาก ทำให้ชาวต่างชาติที่มาลงทุนไม่สามารถอยู่ได้ ครับยังคงมีอีกตอนสำหรับพระราชหัตถเลขาฉับบนี้ซึ่งจะอัญเชิญมาเล่าให้อีกครับ.
วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
จากบทความตอนที่แล้วนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขา ถึงพรราชชายา เจ้าดารารัศมี สองสาม เรื่องด้วยกันคือเรื่องดาวที่จะใช้ประดับพระบรมธาตุดอยสุเทพ ฯ และทรงสนพระทัยที่จะเสด้จมา ห้วยแก้ว และดอยสุเทพ และรื่องที่สามเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระอาการประชวรซึ่งเป็นเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ ถ้าหากพิจารณาจากอาการที่ทรงพระประชวรครั้งนี้ จะมีพระอาการคล้ายๆ การพระประชวรก่อนการสวรรคต ซึ่งวันเวลาจากพระราชหัตถเลขาแบบนี้ถึงวันสวรรคตประมาน ปีกับสามเดือนเศษ อาการพระประชวรก่อนการสวรรคต คือพระนาภีไม่สู่ดี ซึ่งพระองค์ตรัสกับข้าราชบริพานว่า ท้องไม่ค่อยสบาย ทางเสวยโอสถปัด(ยาถ่าย) ต่อมามีพระอาการ ยาถ่ายเดินมากไป พระนาภีเสีย เพลีย คือท้องเสียตามภาษาพื้นๆ และอ่อนเพลีย และต่อมามีพระบังคลเบาน้อย ประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ และวันต่อมา พระบังคลเบา น้อยลงไปอีก ประมาณ ๑ ช้อนกาแฟ เนื่องจากพระวักกะ(ไต)พิการซึ่งเป็นพระโรคประจำพระองค์ซึ่งเป็นเหตุให้พระองค์เสด็จประพาสยุโรปเพื่อรักษาพระองค์ในครั้งที่ สอง ในวันสวรรคตนั้นทรงอ่อนเพลีย หมดได้ฉีดยาให้พระหทัยแรง แต่ด้วยไม่ทรงพระบังคลเบาเลย ทรงหมดพระอัสสาสะ เมื่อเวลา ๒๔.๔๕ นาฬิกาของคืนวันเสาร์ที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓ ซึ่งในสมัยนั้นการแพทย์ยังไม่พัฒนาก้าวหน้าเหมือนปัจจุบันและถ้าดูจากพระราชหัตถเลขา ยังคงใช้ยาสมุนไพรไทยในการรักษาพระโรค อาจด้วยความเชื่อส่วนพระองค์ และยาสมุนไพร ยังคงเป็นยาที่มีความสำคัญต่อผู้คนในสยามประเทศในเวลานั้นอีกประการหนึ่งด้วย ส่วนวันนี้จะนำเสนอบทความ ยกมาจากพระราชหัตถเลขา ที่ผมค้างไว้ คือ ตอนที่ ๒ หน้า ๔๐ ถึงหน้า ๔๑ ดังนี้
ของแฟแชนเนเบอลในวังเดี๋ยวนี้มีอีกอย่างหนึ่ง คือถุงตีนสี
แฟแชนอันนี้ได้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อกลับจากยุโรป ใส่ถุงตีนสีและเกือก
หนังสีก็มีความปรารถนาที่จะใส่กันขึ้นมาบ้าง จนความรั่วรู้ไปถึง
อ้ายพวกห้างสั่งมาขาย เกือกนั้นมาประเดี๋ยวเดียวหมดไม่ทันรู้ แต่
ถึงรู้ก็ไม่รู้จักขนาดตีนคงไม่กล้าส่ง จึงได้แต่ถุงตีนส่งขึ้นมาสีล่ะคู่
ที่เขาใช้กันอยู่เวลานี้แฟแช่นอื่นยังไม่สู้เดิน
คราวนี้ว่าด้วยเรื่องคลั่ง ชาววังนั้นคลั่งละครกรมนรา ฯ ทุกรูป
ทุกนาม ตั้งแต่เจ้านายลงไปจนถึงขี้ข้า ตั้งแต่เจ้าไปแล้วยิ่งมีหลาย
หนเข้า และตามแบบที่เจ้าตั้งไว้ไม่ให้ผู้ชายมาดู แต่นั้นมาก็ไม่มี
ผู้ชายได้ดูอีกเลย ผลที่ผู้ชายไม่ได้ดูนั้น ทำให้ทุรนทุราย สุดแต่
กรมนรา ฯ มาเล่นอะไร ในวังแล้วกลับเอาไปเล่นที่ปรีดาลัย คนก็
ไปดูมาก แต่ก่อนโรงละครกรมนรา ฯ ได้เคยไป รนไม่เกิน ๕๐
ตั้งแต่มาเล่นในวังแล้วคราวนี้เล่นวันใดที่นั่งไม่พอเสมอ แต่เพียง
เรื่องที่มาเล่นในวังแล้ว ไปเล่นข้างนอก ได้ส่วนเงินข้างนอกถึง
หมื่นบาทกว่าแล้ว กรมนรา ฯ ร้องว่าเดชุพระบาระมี
สังเกตความนิยมของคนชั้นกลังนี้ เห็นจะนิยมเรื่องสาวเครือฟ้า
ยิ่งกว่าเรื่องอื่น ๆ จนได้รับหนังสือไปรษณีย์ขอให้เล่นซ้ำในวิกนี้
ข้อที่นิยมเห็นจะเป็นด้วยเหตุหลายอย่าง ๆ หนึ่งนั้นเป็นเรื่องละครฝรั่ง
อีกอย่างหนึ่งนั้นคงจะโปรดจึงได้เล่าไว้ในหนังสือไกลบ้าน แต่ข้อ
สำคุญที่สุดนั้นอีนางพร้อมเป็นสาวเครือฟ้า เข้ามาเล่นในวังทำเมื่อ
เชือดคอตายได้รางวัลครั้งเดียวถึง ๑๐๐ บาท มีผู้ปรารภกันว่าถ้า
เจ้ากลับลงมาควรจะมีละครสมโภชเสีย ๓ วัน นึกวิตกกลัวแต่จะ
ต้องซ้ำ เพราะเจ้าไม่ได้เห็นมากเรื่อง เขาทายกันว่าเจ้าจะขอซ้ำ
เรื่องสาวเครือฟ้านี้
ตอนนี้ทรงตรัสถึงความนิยมในสมัยนั้นซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่ และที่สำคัญคือเราได้ทราบว่า พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงเป็นผู้ตั้งกฎไม่ให้ผู้ชายมาดูละครในวัง ร่วมกับสตรีในวัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ สำคัญอย่างหนึ่งถึงความที่พระราชชายา ฯ ทรงเป็นผู้ที่ทรงวางกฏเกณฑ์ในพระบรมมหาราชวัง ในกรณีใดกรณีหนี่งได้เป็นที่ยอมรับ และการที่พระองค์หน้าจะเป็นผู้ที่สนใจ ในการแสดงต่าง ๆ อีกด้วย พระราชหัตถเลขาในฉบับนี้ยังไม่จบคงต้องต่อในคราวต่อไปขอบคุณครับ.
ของแฟแชนเนเบอลในวังเดี๋ยวนี้มีอีกอย่างหนึ่ง คือถุงตีนสี
แฟแชนอันนี้ได้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อกลับจากยุโรป ใส่ถุงตีนสีและเกือก
หนังสีก็มีความปรารถนาที่จะใส่กันขึ้นมาบ้าง จนความรั่วรู้ไปถึง
อ้ายพวกห้างสั่งมาขาย เกือกนั้นมาประเดี๋ยวเดียวหมดไม่ทันรู้ แต่
ถึงรู้ก็ไม่รู้จักขนาดตีนคงไม่กล้าส่ง จึงได้แต่ถุงตีนส่งขึ้นมาสีล่ะคู่
ที่เขาใช้กันอยู่เวลานี้แฟแช่นอื่นยังไม่สู้เดิน
คราวนี้ว่าด้วยเรื่องคลั่ง ชาววังนั้นคลั่งละครกรมนรา ฯ ทุกรูป
ทุกนาม ตั้งแต่เจ้านายลงไปจนถึงขี้ข้า ตั้งแต่เจ้าไปแล้วยิ่งมีหลาย
หนเข้า และตามแบบที่เจ้าตั้งไว้ไม่ให้ผู้ชายมาดู แต่นั้นมาก็ไม่มี
ผู้ชายได้ดูอีกเลย ผลที่ผู้ชายไม่ได้ดูนั้น ทำให้ทุรนทุราย สุดแต่
กรมนรา ฯ มาเล่นอะไร ในวังแล้วกลับเอาไปเล่นที่ปรีดาลัย คนก็
ไปดูมาก แต่ก่อนโรงละครกรมนรา ฯ ได้เคยไป รนไม่เกิน ๕๐
ตั้งแต่มาเล่นในวังแล้วคราวนี้เล่นวันใดที่นั่งไม่พอเสมอ แต่เพียง
เรื่องที่มาเล่นในวังแล้ว ไปเล่นข้างนอก ได้ส่วนเงินข้างนอกถึง
หมื่นบาทกว่าแล้ว กรมนรา ฯ ร้องว่าเดชุพระบาระมี
สังเกตความนิยมของคนชั้นกลังนี้ เห็นจะนิยมเรื่องสาวเครือฟ้า
ยิ่งกว่าเรื่องอื่น ๆ จนได้รับหนังสือไปรษณีย์ขอให้เล่นซ้ำในวิกนี้
ข้อที่นิยมเห็นจะเป็นด้วยเหตุหลายอย่าง ๆ หนึ่งนั้นเป็นเรื่องละครฝรั่ง
อีกอย่างหนึ่งนั้นคงจะโปรดจึงได้เล่าไว้ในหนังสือไกลบ้าน แต่ข้อ
สำคุญที่สุดนั้นอีนางพร้อมเป็นสาวเครือฟ้า เข้ามาเล่นในวังทำเมื่อ
เชือดคอตายได้รางวัลครั้งเดียวถึง ๑๐๐ บาท มีผู้ปรารภกันว่าถ้า
เจ้ากลับลงมาควรจะมีละครสมโภชเสีย ๓ วัน นึกวิตกกลัวแต่จะ
ต้องซ้ำ เพราะเจ้าไม่ได้เห็นมากเรื่อง เขาทายกันว่าเจ้าจะขอซ้ำ
เรื่องสาวเครือฟ้านี้
ตอนนี้ทรงตรัสถึงความนิยมในสมัยนั้นซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่ และที่สำคัญคือเราได้ทราบว่า พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงเป็นผู้ตั้งกฎไม่ให้ผู้ชายมาดูละครในวัง ร่วมกับสตรีในวัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ สำคัญอย่างหนึ่งถึงความที่พระราชชายา ฯ ทรงเป็นผู้ที่ทรงวางกฏเกณฑ์ในพระบรมมหาราชวัง ในกรณีใดกรณีหนี่งได้เป็นที่ยอมรับ และการที่พระองค์หน้าจะเป็นผู้ที่สนใจ ในการแสดงต่าง ๆ อีกด้วย พระราชหัตถเลขาในฉบับนี้ยังไม่จบคงต้องต่อในคราวต่อไปขอบคุณครับ.
วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " จากเมื่อวานในพระราชหัตถเลขาที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ทรงตรัสถึง ดาวที่นำมาถวายที่องค์พระบรมธาตุดอยสุเทพ แล้วนั้น ในวันนี้ผมจะนำพระราชหัตถเลข..."
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: " จากเมื่อวานในพระราชหัตถเลขาที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ทรงตรัสถึง ดาวที่นำมาถวายที่องค์พระบรมธาตุดอยสุเทพ แล้วนั้น ในวันนี้ผมจะนำพระราชหัตถเลข..."
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
จากเมื่อวานในพระราชหัตถเลขาที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ทรงตรัสถึง ดาวที่นำมาถวายที่องค์พระบรมธาตุดอยสุเทพ แล้วนั้น ในวันนี้ผมจะนำพระราชหัตถเลขา ที่สำคัญ ฉบับหนึ่งซึ่งจะเกี่ยวข้องกับอาการพระประชวรซึ่งหน้าจะเป็นสัญญานแรกที่บอกเหตุแห่งการสวรรคตของพระองค์ในกาลต่อมา ซึ่งพระองค์ได้ทรงมีพระราชปรารภในพระราชหัตถเลขาถึงพระราชชายา ฯ ในฉบับนี้ ถึงพระอาการพระประชวร ซึ่งพระราชหัตถเลขา ฉบับนี้ข้องข้างจะยาวเป็นพิเศษ ผมจึงใคร่ขอแบ่งเป็นสองตอน ดังนี้
ตอนที่ ๑ หน้าที่ ๓๗ ถึงหน้าที่ ๔๑
(สำเนาพระราชหัตถเลขา)
วันที่ ๒ กรกฎาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๘
ดารา
ด้วยเมื่อไปทะเลครั้งนี้ ถึงเกาะพงันได้รับหนังสือสองฉะบับ ๆ หนึ่ง
ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ฉะบับหนึ่งลงวันที่ ๒๘ เล่าถึงออกท่าทำยศทำศักดิ์
สนุกดี เจ้าจะเรียน้อยกว่าคนอื่น เพราะเคยออกหน้ามาตั้งแต่พ่อยัง
อยู่ ถ้าหากว่าเป็นข้างในตามเคยเห็นจะเกือบตาย คำรับรองที่
อ่านนั้นแต่งดีจริง ๆ ได้ ให้กรมหลวงนริศ ฯ ดู ตอบมาว่าได้เห็นเข้า
ก็ใจหาย กลัวในเรื่องแต่งหนังสือเช่นนี้ เราจะแพ้เขาเสียในภายหน้า
เชียงใหม่ยังไม่สิ้นคนรู้
ใบเมี่ยงที่ส่งลงมาใช้ได้ ฟังเล่าก็นึกอยากจะไป ข้อที่ต้องการ
จะเห็นมากนั้น คือ ห้วยแก้ว ดอยสุเทพ
ได้ให้ลงมือเขียนอย่างดาวที่จะประดับพระเจดีย์กันในทะเลนั้นเอง
แต่ประดักประเดิดด้วยเรื่องขนาด เพราะเหตุที่เขาตัดเลข ๘ เป็นเลข ๒
ไป ยังนึกวิตกอย่างเดียวว่าจะติดที่ไหน ถ้าต่ำ ๆ กลัวมันจะไม่อยู่
ถ้าสูงนักใครจะอ่านหนังสือเห็น เพราะหนังสือนั้นบรรจุลงไปมาก
จึงทำให้ตัวเล็ก แต่เห็นดีเช่นนั้น ถ้าจะนึกหน้ารูปร่างอย่างไร ก็คือ
ดวงสะตาร์ตราจักรีนั้นเอง เว้นไว้แต่ไม่มีสามง่ามออกไปคั่น อยู่ใน
ระหว่างแฉก ช่างเขาว่าจะแล้วเสร็จส่งได้ ในกลางเดือน ๘ อุตราสาท
จะรีบให้เดินบกขื้นไปให้ทันเดือน ๙
การที่ไปทะเลครั้งนี้ เหตุด้วยไม่สบายให้ตึงเมื่อยไป จึงได้
ประคบลูกประคบพลาดที่ท้องข้างซ้าย คราวนี้เลยปวดเป็นลำยันอยู่
ข้างใน ขี้ก็คั่ง เลยลุกลามปวดไปจนถึงข้างขวา เดินก็ไม่ถนัดต้อ ๆ
แต้ ๆ นอนจะพลิกตัวก็โอย ลุกขึ้นจะนั่งก็โอย แต่ข้าวกินได้
นอนหลับอยู่จึงไม่เป็นอะไรมาก เป็นแต่ไม่มีความสุขและดูงุ่มง่าม
ที่จริงเหตุที่เกิดทั้งนี้เห็นจะเป็นด้วยราชการชุกหมู่ใหญ่ ทรมานตัว
ประมาณสักสองเดือนเต็ม ๆ รู้สึกเมื่อยฟกเต็มที ได้แก้ไขเท่าไร
ไม่ยักหาย กลัวจะจับไข้จึงได้คิดอ่านหลบออกไปทะเล การไป
ทะเลก็ไปเที่ยวอย่างตาแก่ คือนอนอืดอยู่แต่ในเรือ ขึ้นบกน้อย
ด้วยเดินไม่ใคร่ไหว รีดน้ำมันร้อยอย่างตลอดทุกวัน แต่ก็ไม่เป็น
ประโยชน์อะไร ไม่ยักหาย จนกลับมาก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น จนทีหลัง
ที่สุดนี้อ่านอาการเจ็บใคร ๆ เห็นชื่อพระยาอมรสาตร์ ฯ คือ สิทธิสาร
เก่าบ่อย ๆ นึกว่าลองเอาแกมารักษาดูสักที เผอิญพอมาให้ กินยา
ก็ถูกต้อง ค่อยยังชั่วขึ้นทุกวัน จนเดี๋ยวนี้ยังเหลืออยู่สองแห่งที่ตะโพก
ข้างซ้ายแห่งหนึ่ง กับที่ใต้รักแร้ข้างขวาแห่งหนึ่ง ตึงอยู่เท่านั้น
ยาที่กินนั้นก็ขนานเดียว เรียกว่าสิทธิสารประสิทธิ ของพระยา
อมรสาตร์ บ้านปูน เดี๋ยวนี้ยานั้นเลยเก่งใหญ่ เพราะเขาเห็นหาย
ได้เร็ว ใคร ๆ ก็กินกัน ซื้อกันไว้คนล่ะมาก ๆ ตาอมรสาตร์
ออกจะรวย ๆ ในครั้งแรกที่ให้กินสองเม็ด รุ่งขึ้นแกมาถามว่าเป็น
อย่างไร บอกว่าเอาไปเถิดเมล็ดละ ๑๐๐ บาท ส่งเงินไปให้ ๒๐๐ บาท
สรรพยานั้น ใบสมอ กับโกฏน้ำเต้า กินเวลาก่อนจะนอน ไม่ไซ้
ไม่เซาะอย่างหนึ่งอย่างใด นิ่ง ๆ ตื่นขึ้นก็ไปหมดท้อง เว้นไว้แต่ถ้า
ท้องเสียจึงจะเหลวมาก กินทีละ ๒ เมล็ด สำหรับธาตุหนัก ถ้า
ธาตุเบาบางทีเมล็ดเดียวจะพอกระมัง ไม่รู้ว่าจะถูกกับโรคภัยของเจ้า
หรือไม่ แต่ตั้งใจว่าอะไรเป็นแฟชั่นที่ออกใหม่ในวัง จะส่งขึ้นมา
ให้เช่นนั้นเอง ถ้าดีอยู่แล้วขออย่าให้กิน ถ้ากินขออย่าให้ทุกวัน
จะท้องเสีย
ครับยังมีต่อครับพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ข้อนข้างยาวจะนำมาเสนอในวันต่อไปครับ.
ตอนที่ ๑ หน้าที่ ๓๗ ถึงหน้าที่ ๔๑
(สำเนาพระราชหัตถเลขา)
วันที่ ๒ กรกฎาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๘
ดารา
ด้วยเมื่อไปทะเลครั้งนี้ ถึงเกาะพงันได้รับหนังสือสองฉะบับ ๆ หนึ่ง
ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ฉะบับหนึ่งลงวันที่ ๒๘ เล่าถึงออกท่าทำยศทำศักดิ์
สนุกดี เจ้าจะเรียน้อยกว่าคนอื่น เพราะเคยออกหน้ามาตั้งแต่พ่อยัง
อยู่ ถ้าหากว่าเป็นข้างในตามเคยเห็นจะเกือบตาย คำรับรองที่
อ่านนั้นแต่งดีจริง ๆ ได้ ให้กรมหลวงนริศ ฯ ดู ตอบมาว่าได้เห็นเข้า
ก็ใจหาย กลัวในเรื่องแต่งหนังสือเช่นนี้ เราจะแพ้เขาเสียในภายหน้า
เชียงใหม่ยังไม่สิ้นคนรู้
ใบเมี่ยงที่ส่งลงมาใช้ได้ ฟังเล่าก็นึกอยากจะไป ข้อที่ต้องการ
จะเห็นมากนั้น คือ ห้วยแก้ว ดอยสุเทพ
ได้ให้ลงมือเขียนอย่างดาวที่จะประดับพระเจดีย์กันในทะเลนั้นเอง
แต่ประดักประเดิดด้วยเรื่องขนาด เพราะเหตุที่เขาตัดเลข ๘ เป็นเลข ๒
ไป ยังนึกวิตกอย่างเดียวว่าจะติดที่ไหน ถ้าต่ำ ๆ กลัวมันจะไม่อยู่
ถ้าสูงนักใครจะอ่านหนังสือเห็น เพราะหนังสือนั้นบรรจุลงไปมาก
จึงทำให้ตัวเล็ก แต่เห็นดีเช่นนั้น ถ้าจะนึกหน้ารูปร่างอย่างไร ก็คือ
ดวงสะตาร์ตราจักรีนั้นเอง เว้นไว้แต่ไม่มีสามง่ามออกไปคั่น อยู่ใน
ระหว่างแฉก ช่างเขาว่าจะแล้วเสร็จส่งได้ ในกลางเดือน ๘ อุตราสาท
จะรีบให้เดินบกขื้นไปให้ทันเดือน ๙
การที่ไปทะเลครั้งนี้ เหตุด้วยไม่สบายให้ตึงเมื่อยไป จึงได้
ประคบลูกประคบพลาดที่ท้องข้างซ้าย คราวนี้เลยปวดเป็นลำยันอยู่
ข้างใน ขี้ก็คั่ง เลยลุกลามปวดไปจนถึงข้างขวา เดินก็ไม่ถนัดต้อ ๆ
แต้ ๆ นอนจะพลิกตัวก็โอย ลุกขึ้นจะนั่งก็โอย แต่ข้าวกินได้
นอนหลับอยู่จึงไม่เป็นอะไรมาก เป็นแต่ไม่มีความสุขและดูงุ่มง่าม
ที่จริงเหตุที่เกิดทั้งนี้เห็นจะเป็นด้วยราชการชุกหมู่ใหญ่ ทรมานตัว
ประมาณสักสองเดือนเต็ม ๆ รู้สึกเมื่อยฟกเต็มที ได้แก้ไขเท่าไร
ไม่ยักหาย กลัวจะจับไข้จึงได้คิดอ่านหลบออกไปทะเล การไป
ทะเลก็ไปเที่ยวอย่างตาแก่ คือนอนอืดอยู่แต่ในเรือ ขึ้นบกน้อย
ด้วยเดินไม่ใคร่ไหว รีดน้ำมันร้อยอย่างตลอดทุกวัน แต่ก็ไม่เป็น
ประโยชน์อะไร ไม่ยักหาย จนกลับมาก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น จนทีหลัง
ที่สุดนี้อ่านอาการเจ็บใคร ๆ เห็นชื่อพระยาอมรสาตร์ ฯ คือ สิทธิสาร
เก่าบ่อย ๆ นึกว่าลองเอาแกมารักษาดูสักที เผอิญพอมาให้ กินยา
ก็ถูกต้อง ค่อยยังชั่วขึ้นทุกวัน จนเดี๋ยวนี้ยังเหลืออยู่สองแห่งที่ตะโพก
ข้างซ้ายแห่งหนึ่ง กับที่ใต้รักแร้ข้างขวาแห่งหนึ่ง ตึงอยู่เท่านั้น
ยาที่กินนั้นก็ขนานเดียว เรียกว่าสิทธิสารประสิทธิ ของพระยา
อมรสาตร์ บ้านปูน เดี๋ยวนี้ยานั้นเลยเก่งใหญ่ เพราะเขาเห็นหาย
ได้เร็ว ใคร ๆ ก็กินกัน ซื้อกันไว้คนล่ะมาก ๆ ตาอมรสาตร์
ออกจะรวย ๆ ในครั้งแรกที่ให้กินสองเม็ด รุ่งขึ้นแกมาถามว่าเป็น
อย่างไร บอกว่าเอาไปเถิดเมล็ดละ ๑๐๐ บาท ส่งเงินไปให้ ๒๐๐ บาท
สรรพยานั้น ใบสมอ กับโกฏน้ำเต้า กินเวลาก่อนจะนอน ไม่ไซ้
ไม่เซาะอย่างหนึ่งอย่างใด นิ่ง ๆ ตื่นขึ้นก็ไปหมดท้อง เว้นไว้แต่ถ้า
ท้องเสียจึงจะเหลวมาก กินทีละ ๒ เมล็ด สำหรับธาตุหนัก ถ้า
ธาตุเบาบางทีเมล็ดเดียวจะพอกระมัง ไม่รู้ว่าจะถูกกับโรคภัยของเจ้า
หรือไม่ แต่ตั้งใจว่าอะไรเป็นแฟชั่นที่ออกใหม่ในวัง จะส่งขึ้นมา
ให้เช่นนั้นเอง ถ้าดีอยู่แล้วขออย่าให้กิน ถ้ากินขออย่าให้ทุกวัน
จะท้องเสีย
ครับยังมีต่อครับพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ข้อนข้างยาวจะนำมาเสนอในวันต่อไปครับ.
วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
MUSEUM BENJAPON: พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี: "ครับจากบทความที่แล้วเมื่ออ่านพระราชหัตถเลขาถึงพระราชชายา ในหลวงรัชการที่ ๕ ได้ตรัสถึงศิลาจารึกกู่ กู่ที่ว่านี้คือที่บรรจุอัฐิเจ้านายฝ่ายเหนื..."
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
ครับจากบทความที่แล้วเมื่ออ่านพระราชหัตถเลขาถึงพระราชชายา ในหลวงรัชการที่ ๕ ได้ตรัสถึงศิลาจารึกกู่ กู่ที่ว่านี้คือที่บรรจุอัฐิเจ้านายฝ่ายเหนือที่พระราชชายาทรง รวบรวมกู่ที่อยู่บริเวณทุ่งพระเมรุ ตรงตลาดวโรรส เชียงใหม่ปัจจุบัน ไปรวมกันไว้ที่วัดสวนดอก ส่วนรูปที่ติดบ้านเจ้าอุปราชที่ส่งมานั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่ารูปไหน แต่มีรูปหนึ่งที่ทรงฉายเมื่อปีที่สวรรคต ตามหนังสือศิลปวัฒนธรรมนำมาเสนอซึ่งหน้าจะใกล้เคียงกันที่สุด ปีสวรรคตคือ ๒๔๕๓ ส่วนรูปที่ส่งไป ๙ เมษายน ๒๔๕๒ จึงนำพระรูปนี้มาเสนอ
ส่วนเรื่องเรือนที่ทรงพระราชหัตถเลขนั้น คือตำนักสวนฝรั่งกังไส ปัจจุบันอยู่บริเวณส่วนของพระที่นั่งวิมานเมฆ ถ้าหากเข้าประตูทิศเหนือจะอยู่ตรงกันข้ามคนละฝากกับพระตำหนักสวนหงส์ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี โดยถ้าเข้าประตูไปด้านขวามือเป็นพระตำหนักสวนหงส์ ส่วนด้านซ้ายมือมีลานจอดรถขั้นอยู่เป็นตำหนักสวนฝรั่งกังไสซึ่งปัจจุบันใช้แสดงเครื่องราชูปโภค และภาพสีน้ำมัน และยังทรงดำรัสถึงละครที่เล่นซึ่งเป็นเรื่องที่เราท่านรุ้จักกันดีคือ เครือฟ้า พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไกลบ้านเอามาจากเรื่องมาดัมบัตเตอไฟล และทรงแสดงความเป็นห่วงเจ้าหลวงเชียงใหม่ด้วยน้ำพระทัยอันงดงามอีกด้วย วันนี้ผมจะนำเสนอพระราชหัตถเลขา ตามหนังสือพระประวัติ พระราชชายาฯ อีก หนึ่งฉบับ
หน้าที่ ๓๗
(สำเนาพระราชโทรเลข)
จากกรุงเทพฯ
วันที่ ๒๙ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๘
ที่ ๑๘
เจ้าดารารัศมี เชียงใหม่
ดาวกาไหล่ทองที่จะประดับพระธาตุดอยสุเทพ เขียนอย่างแล้ว
งามดี แต่ตามขนาดที่บอกมาโตมาก อยากทราบว่าที่ซึ่งจะติดนั้น
แบนหรือโก่งกลม จะติดกับปูนหรือจะได้ให้มีแกน คำจาฤกนั้น
ดังนี้ "เจ้าดารารารัศมี อันเป็นราชธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ และ
แม่เจ้าทิพเกษร ซึ่งได้ครองนครเชียงใหม่ อันได้ลงไปเป็นพระราช
ชายา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพ
มหานครศรีอยุธยา ถ้วน ๒๒ พรรษา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้กลับมาเยี่ยมนคร เมื่อจุลศักราช ๑๒๗๑ ได้มานมัสการพระ
ธาตุเจ้าดอยสุเทพนี้ ทรงศรัทธาแผ่หิรัญจำหลักรูปดาราทาสุวรรณอัน
วิจิตร์แผ่นนี้ ประดับบูชา พระมหาธาตุเจ้าไว้เป็นที่ตั้งแห่งกุศลสมภาร"
จบเท่านี้ จะเอาตามนี้หรือขอแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง จะรีบส่ง
ขึ้นไปให้ทันกันกับฉลองกู่.
(พระบรมนามาภิธัย) สยามินทร์
ครับถ้าดูจากฉบับนี้เป็นพระราชโทรเลข ซึ่งผ่านสายตาของคนหลายคน จึงทรงลงพระนามาภิธัย และคำตรัสที่แตกต่างจาก พระราชหัตถเลขาที่ถึงพระราชชายา ฯ โดยตรง และจะขอตั้งข้อสังเกตว่า แผ่นจารึกที่พระราชชายา ทรงถวายติดที่พระบรมธาตุดอยสุเทพนี้ เมื่อมีการซ่อมแซมพระบรมธาตุหลายครั้งที่ผ่านมาไม่ได้มีการกล่าวถึงเลยทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญ ท่านผู้ใดทราบว่า ติดอยู่ตรงไหน หรือไปปรากฎอยู่ที่ใดกรุณาแจ้งให้ทราบจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ.
หน้าที่ ๓๗
(สำเนาพระราชโทรเลข)
จากกรุงเทพฯ
วันที่ ๒๙ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๘
ที่ ๑๘
เจ้าดารารัศมี เชียงใหม่
ดาวกาไหล่ทองที่จะประดับพระธาตุดอยสุเทพ เขียนอย่างแล้ว
งามดี แต่ตามขนาดที่บอกมาโตมาก อยากทราบว่าที่ซึ่งจะติดนั้น
แบนหรือโก่งกลม จะติดกับปูนหรือจะได้ให้มีแกน คำจาฤกนั้น
ดังนี้ "เจ้าดารารารัศมี อันเป็นราชธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ และ
แม่เจ้าทิพเกษร ซึ่งได้ครองนครเชียงใหม่ อันได้ลงไปเป็นพระราช
ชายา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพ
มหานครศรีอยุธยา ถ้วน ๒๒ พรรษา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้กลับมาเยี่ยมนคร เมื่อจุลศักราช ๑๒๗๑ ได้มานมัสการพระ
ธาตุเจ้าดอยสุเทพนี้ ทรงศรัทธาแผ่หิรัญจำหลักรูปดาราทาสุวรรณอัน
วิจิตร์แผ่นนี้ ประดับบูชา พระมหาธาตุเจ้าไว้เป็นที่ตั้งแห่งกุศลสมภาร"
จบเท่านี้ จะเอาตามนี้หรือขอแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง จะรีบส่ง
ขึ้นไปให้ทันกันกับฉลองกู่.
(พระบรมนามาภิธัย) สยามินทร์
ครับถ้าดูจากฉบับนี้เป็นพระราชโทรเลข ซึ่งผ่านสายตาของคนหลายคน จึงทรงลงพระนามาภิธัย และคำตรัสที่แตกต่างจาก พระราชหัตถเลขาที่ถึงพระราชชายา ฯ โดยตรง และจะขอตั้งข้อสังเกตว่า แผ่นจารึกที่พระราชชายา ทรงถวายติดที่พระบรมธาตุดอยสุเทพนี้ เมื่อมีการซ่อมแซมพระบรมธาตุหลายครั้งที่ผ่านมาไม่ได้มีการกล่าวถึงเลยทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญ ท่านผู้ใดทราบว่า ติดอยู่ตรงไหน หรือไปปรากฎอยู่ที่ใดกรุณาแจ้งให้ทราบจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ.
วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
พระราชโทรเลขและพระราชหัตถเลขา รัชชกาลที่ ๕ ที่โปรดเกล้า ฯ ถึงพระราชชายา ฯ เมื่อเสด็จเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๕๑ (ร.ศ. ๑๒๗-๑๒๘) เลือกเอาบางฉบับ จากหนังสือพระประวัติ พระราชชายา ฯ
ดารา
เรื่องเรือนทำเป็นรูปกงฉากทำนองนี้
นับจากที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เสด็จตามพระบิดามาเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเมื่อประสูติพระธิดา ได้โปรดเกล้าเลื่อนถานาศักดิ์เป็นพระสนมเอก และในครั้งนี้เมื่อเสด็จเยี่ยมนครเชียงใหม่ทรงสถาปนาพระอิสสริยยศขึ้นเป็นพระราชชายา ซึ่งเป็นตำแหน่งพระมเหสีที่ตั้งขึ้นในรัชชกาลนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของพระบรมราชจักรีวงศ์ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ทรงประทับในพระบรมมหาราชวังถึง ๒๒ ปี เป็นกรณีพิเศษที่ฝ่ายในจะทรงเสด็จออกจากพระบรมมหาราชวังเป็นระยะเวลานาน ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงรักเมตตา ในพระราชชายา ฯ และระหว่างที่เสด็จเชียงใหม่ยังทรงโปรดให้สร้างที่ประทับในพระราชวังสวนดุสิต ให้ทันเมื่อทรงเสด็จกลับจากเชียงใหม่ ตามเนื้อความพระราชหัตถเลขา ที่ทรงโปรดเกล้า รวมทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระหว่างที่พระราชชายา ฯ ไม่ได้ประทับอยู่ ในพระนคร อีกด้วยดังที่จะนำพระราชหัตถเลขามาให้ท่านผู้สนใจได้อ่าน อีก ๒ ฉบับดังนี้
หน้าที่ ๓๔ ถึงหน้าที่ ๓๖ (สำเนาพระราชหัตถเลขา)
วันที่ ๖ มีนาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๗ดารา
ได้รับโทรเลขจะต้องการรูปเข้ากรอบแล้วไปติดบ้านเจ้าอุปราช
นั้น ได้ส่งมากับหนังสือนี้ รูปนี้เป็นรูปถ่ายใหม่ เขาว่ากันว่าเหมือนเรื่องเรือนทำเป็นรูปกงฉากทำนองนี้

ห้องนอนอยู่ตะวันออก ไม่ถูกแดดบ่าย
รูปร่างพอใช้ได้ ถ้านับขื่อ เป็น ๙ ห้อง
ถ้านับฝากั้นเป็นห้อง เป็นข้างบน ๕ ห้อง ข้างล่าง ๕ ห้อง ข้างบน
คือห้องนอน ห้องนั่ง ห้องเก็บของ ห้องกระได ห้องรับแขก ข้างล่าง
ห้องเหมือนกัน ตามแต่จะจัดอย่างไร มีศาลากลางสวน ตะพาน
เดินไปถึงด้วย มีเฉลียงด้านตะวันออกและด้านเหนือตลอด แต่
ตะวันตกไม่มี มีแต่มุข นึกว่าคงจะสบายดี กลัวแต่จะต้องเร่งกัน
ตาลาย ถ้านิ่งเข้าก็จะโอ้เอ้
นึกว่าจะรอต่อปีใหม่จึงจะส่งหนังสือก็กลัวจะถึงช้า จึงรีบส่งเสีย
ก่อน หนังสือทวนน้ำไม่ทันใจเลย
(พระบรมนามาภิธัย) จะฬาลงกรณ์ ป.ร.
หน้าที่ ๓๕ และ หน้าที่ ๓๖
(สำเนาพระราชหัตถเลขา)
วันที่ ๒๔ เมษายน รัตนโกสินทร ศก ๑๒๘
ดารา
ด้วยได้รับโทรเลขว่าจะต้องการศิลาจาฤกติดที่กู่ สอบถาม
กว้างยาวได้ความว่ากว้าง ๑๖ นิ้ว ยาว ๓ ฟุตนั้น ได้ศิลามาโต
ไปหน่อย จึงไห้เลื่อยได้ขนาดแล้ว วันนี้มอบให้กรมหลวงดำรง ฯ
ขอให้ส่งขึ้นไป แต่เป็นของหนักจะเดินบกลำบาก จึงคิดจะส่ง
ขึ้นไปทางเรือ แต่จะให้เร็วกว่าปกติ
ข้างบางกอกเวลานี้สนุกอยู่ ไม่มีเหตุการณ์อะไร อากาศร้อน
แต่มีลมมาก ดูเหมือนจะเย็นกว่าทุกปี กำลังคิดทำนาที่ปลายถนน
ซางฮี้ ในทุ่ง ได้ลงมือซื้อควายเสร็จแล้ว แต่แรกนาของเราต้อง
เป็นเดือน ๗ แรกนาสำหรับเมืองพรุ่งนี้ ในการเล่นละครขึ้นเรือน
องค์สร้อย และคุณโหมด กรมนรา ฯ ส่งบทมาให้แล้ว ได้เอาส่งมา
ให้อ่านในซองนี้ด้วย เรื่องขวดแก้วเจียรนัยเป็นเรื่องที่แกเคยเล่น
ที่วิมานนฤมิตร์ วัดสระเกศ แต่ก่อนแล้ว แต่เรื่องเครือฟ้าเป็นเรื่อง
มาดามบัตเตอไฟล ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือไกลบ้านตอนเมืองปารีส
เปลี่ยนยี่ปุ่นเป็นลาว ฝรั่งเป็นไทยเท่านั้น ที่แกทำคำร้องเช่นนี้ เอา
อย่างออปราฝรั่ง เพราะเคยได้ชมเมื่อเจ้าเขมรร้อง ละครกรมนรา ฯ
ดูค่อยเฟื่องฟูขึ้น แต่กระนั้นคนยังดูน้อยจนผู้ดีไม่ใคร่ดู เพราะ
เป็นเรื่องใหม่ ไม่เข้าอกเข้าใจ และต้องฟังมากดูมาก แลไปอื่น
ไม่ได้ ต่อไม่ติด ด้วยธรรมดาคนเราไปดูละครชอบนั่งพูดกัน
พอให้เห็นตัวละครเตะตาไปเตะตามา เสียงร้องพิณพาทย์เตะหูแล้ว
ก็พอเท่านั้น ต้องการแต่จะพูดอย่างเดียว จึงไม่ไคร่ชอบ
มีความรำคาญด้วยเจ้าเชียงใหม่เจ็บออดแอดนัก ควรจะคิด
อ่านรักษาป้องกันกันให้ดีขึ้นอีก
รู้สึกคิดถึงมาก เมื่อมีงานครั้งใด ใคร ๆ ก็บ่นถึงอยู่ทุกคราว.
(พระบรมนามาภิธัย) จุฬาลงกรณ์ ป.ร.
รับจากพระราชหัตถเลขาทั้งสองฉบับที่แสดงถึงว่าทรงสนพระทัยในเรื่องต่าง ๆอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในการที่เป็นส่วนพระองค์และการทั้วไป และแสดงถึงพระราชวินิฉัยในสิ่งต่าง ๆ ความพอพระทัยในเรื่องต่าง และทรงแสดงความห่วงใยในราชวงค์เชียงใหม่ เหมือนดังเป็นพระญาติสนิท ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพระราชชายา ฯ และพระญาติ อย่างหาที่สุดมิได้
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
การ์เรียนเชิญเปิดและชมนิทรรศการ
นิทรรศการตั้งแต่ ๑๕ พย.ถึง ๑๕ ธค.นี้
In this photograph if you know please tell me where they are ?
ภาพถ่ายชุดนี้ คุณพ่อผมถ่ายไว้เป็นจำนวนมากเมื่อ ไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณ หกสิบ ถึงเจ็ดสิบปีมาแล้ว ท่านเสียชีวิตไปปี ๒๕๑๓ เอกสารบางอย่างถูกน้ำถ่วมและสูญหาย ทำให้ไม่ทราบถึงสถานที่ในภาพ ถ้าหากท่านทราบกรุณาบอกผมด้วยขอบคุณครับ
In this photograph if you know pleas tell me where they are ?
รูปแกะสลักนี้ตั้งอยู่ที่ไหนครับทราบโปรดบอกด้วยครับขอบคุณครับ
Please tell me where they are ?
รูปเหล่านี้เป็นเทพฯของอียิปต์ยุกต์โบราณ
Please tell me where they are ?
หน้าจะเป็นเทพฯ หรือ ราชินีองค์หนึ่งในอียิปต์โบราณ ถ้าสรวมหมวกรูปบัลลังก์ จะป็นเทพไอซิส
Please tell me were they are ?
Please tell me where they are ?
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช เทิดพระเกียรติในวาระ ๑๐๐ ปี วันสวรรคต ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ (มีบทความด้านล่าง)
พระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
๑๑๐ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์มิรู้ลืม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายเบญจพล สิทธิประณีต.
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระโอรสธิดา
สมเด็จย่าทรงกับพระโอรสธิดาครั้งทรงพระเยาว์
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘ สมเด็จย่า ฯ พระอนุชา
ในหลวงรัชการที่ ๘ สมเด็จย่า และพระอนุชา (ในหลวงรัชกาลที่ ๙)
ทรงงาน
พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ ๙ และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงงาน
สมเด็จแม่ฯ
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
สูจิบัตร นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม
นิทรรศการ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม ณ.ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์(แพ บุนนาค) งานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๙ ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒ (มีรูปงานนิทรรศการด้านล่าง)
My collection-ภาพเก่าเล่าอดีต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่(พ.ศ.2501)
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
ทั้งสองพระองค์บริเวณบันไดนาควัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
พระบัวเข็ม
พระบัวเข็ม ที่บ้านจะมีจานเชิงใส่นำรองอยู่ด้านล่างองค์พระซึ่งทำจากไม้ลงรักปิดทอง
The way of life in U.S.A.
Tn the town by Vimol Siddhipraneet.
The way of life in u.s.a.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A
In the town.
ภาพถ่ายในสหรัฐอเมริกา
ถ่ายโดย คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.เมื่อครั้งไปสหรัฐอเมริกา
ภาพถ่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย เมื่อทำงานสำนักข่าวสารอเมริกัน
ภาพถ่ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย ล้าง และอัดเอง ท่านมีห้องมืดที่บ้าน.
