วันนี้ผมนำเสนอพระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี แห่งนครเชียงใหม่ต่อเลยน่ะครับจาก ในหนังสือพระประวัติที่ เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เรียบเรียง
ตอนที่ ๑๐ หน้าที่ ๑๕ ถึงหน้าที่ ๑๙
เครื่องราชอิสสริยาภรณ์
เครื่องราชอิสสริยาภรณ์ที่พระองค์ได้รับพระราชทาน ดังนี้
๑. ปฐมจุลจอมเกล้า ฯ พร้อมด้วยดาราจุลจอมเกล้า ฯ
๒. มหาวชิรามงกุฎ
๓. ปถมาภรณ์มงกุฎสยาม
๔. เหรียญรัตนาภรณ์ จ.ป.ร. ลงยากรอบประดับเพ็ชร์ รัชกาลที่ ๕
๕. เหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร. ลงยากรอบประดับเพ็ชร์ รัชกาลที่ ๖
๖. เหรียญรัตนาภรณ์ ป.ป.ร. ลงยากรอบประะดับเพ็ชร์ รัชกาลปัจจุบัน
๗. เข็มพระปรมาภิธัยรัชกาลที่ ๖ ประดับเพ็ชร์ล้วน
ประชวร
วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่ตำหนัก สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริม ได้เริ่มประชวรพระปับผาสะพิการ กระเสาะกระแสะเรื่อยมา นายแพทย์ในเชียงใหม่ได้ช่วยกันพยาบาลพระอาการก็ไม่ทุเลา เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ จึงเชิญเสด็จมาประทับที่คุ้มรินแก้ว อำเภอเมืองเชียงใหม่เพื่อแปรพระราชฐาน ทั้งให้สะดวกรักษาพยาบาล กับเพื่อสะดวกแก่ประยูรญาติที่จะเฝ้าเยี่ยมประชวรด้วย นายแพทย์ทั้งไทยและต่างประเทศในเชียงใหม่เป็นหลายนายกับหลวงสุริยพงศ์ ฯ แพทย์กรมรถไฟได้ร่วมกันรักษาพยาบาลอย่างสุดฝีมือ พระอาการก็ไม่ดีขึ้น เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ จึงได้สั่งซื้อเครื่องเอ็กซเรย์ชะนิดย้ายได้จากชะวา ส่งมาทางเครื่องบินรวมสิ้นเงิน ๔,๒๐๐ บาทเศษ มาฉายดูพระปับผาสะ เพื่อเป็นการช่วยแพทย์ตามแผนปัจจุบัน แม้กระนั้นพระอาการก็มีทรงกับทรุด.
สิ้นพระชนม์
ครั้นมาเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๖ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๑๔ นาที ณ ที่คุ้มรินแก้ว ในท่ามกลางพระประยูรญาติ มีเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นประทาน ฝ่ายข้าราชการมีพระยากัลยาณวัฒนวิศิฏ์เป็นต้น พร้อมด้วยแพทย์ทั้งไทยและต่างประเทศอันห้อมล้อมอยู่ด้วยความเอาใจใส่ในพระอาการโดยหวังจะให้พระองค์ทรงบรรเทาทุกขเวทนานั้น พระองค์ก็ถึงซึ่งวาระสุดท้ายสิ้นพระชนม์ชีพดับขันธ์ลงทันที ทิ้งความวิปปโยคโศกศัลย์อันสุดซึ้งไว้แก่ผู้ที่เคารพรักใคร่ทั้งหลาย รวมเวลาประชวร ๕ เดือน ๙วัน ศิริพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา ๓ เดือน ๑๓ วัน ประทับอยู่ในนครเชียงใหม่ครั้งสุดท้ายรวม ๑๘ ปี ๑๑ เดือนเศษ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ทรงมีพระราชโทรเลขมาแสดงความเศร้าสลดพระราชหฤทัย ตลอดถึงพระบรมวงศานุวงศ์ เจ้าจอม หม่อมห้าม และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย พ่อค้าคฤหบดี ชาวต่างประเทศ ได้ มีพระโทรเลข และโทรเลข ลายพระหัตถ์หนังสือมาแสดงความสลดพระทัย และสียใจหลายสิบฉะบับ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรุมขุนอู่ทองเขตต์ขัติยนารี ประทานเงินช่วยทำบุญ ๓,๐๐๐ บาทด้วย
ส่วนบรรดาเจ้านายประยูรญาติ ข้าราชการในเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตลอดจนถึงเชียงราย ชาวต่างประเทศ พ่อค้าคฤหบดี กรรมการและสมาชิกของสมาคม คือสโมสรนวรัฐ สโมสรพาณิชย์สามัคคี สโมสรพาณิชย์จีนเชียงใหม่ สโมสรลูกค้าจีน โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย วัฒโนทัยพายัพ ดาราวิทยาลัย ปรินส์รอยแยลส์ ฯ มงฟอร์ตวิทยาลัย เรยีนาวิทยาลัย โรงเรียนฮั่วเอง โรงเรียนชั่วย่งเสง โรงเรียนประจำจังหวัด โรงเรียนซินหมิน ภิกษุสามเณร ทายกทายิกา วัดเชตุพน กับบุคคลอื่น ๆ อีกมาก ได้นำพวงมาลัยมาเป็นเครื่องสักการะพระศพ เลยทำบุญด้วยก็มี ส่วนผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดเช่นกรุงเทพ ฯ ที่มาไม่ได้ ก็ส่งพวงมาลามาเคารพพระศพ ที่ส่งเงิน ส่งของ มาทำบุญก็มี กรรมการสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยมีหนังสือแสดงความจำนงว่าจะแต่งผู้แทนมาในงานพระเมรุ ฝ่ายประยูรญาติก็ผลัดเปลี่ยนกันมาบำเพ็ญกุศลที่พระศพไม่ขาด.
พระเกียรติคุณ
เนื่องแต่พระองค์มีความจงรักษ์ภักดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเจ้านายในราชจักรีวงศ์ ซึ่งได้ทรงพระมหากรุณาชุบเกล้า ฯ มาแต่บรรพบุรุษ และมีพระจริยาวัตต์อัธยาศัยโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่างโอภาปราไส ใครจะเอ่ยเรื่องอะไรก็ต่อได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้านายในราชจักรีวงศ์ จึงทรงพระเมตตาปราณี ฝ่านประยูรญาติตลอดถึงข้าราชการ พ่อค้าคฤหบดี ประชาชนพลเมือง และชาวต่างประเทศ จึงเป็นที่นิยมและไปมาเฝ้าแหนเคารพยำเกรงทั่วไป เมื่อประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเงินส่วนพระองค์ ๕,๐๐๐ บาทช่วยในการรักษาพยาบาล กับโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระกำแพงเพ็ชร์อัครโยธิน เชิญด้ายสายสิญจน์มา ผูกพระกร (ตามประเพณีทางเหนือ) ด้วย และโปรดเกล้าให้ถวายรายงานของแพทย์ประจำวัน ส่วนเจ้านายพระองค์อื่น และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ได้ มีพระโทรเลขลายพระหัตถ์ และหนังสือถามพระอาการและปวารณารับจะทรงช่วย และช่วยอยู่เสมอ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการก็ให้หลวงสุริยพงศ์ ฯ ขึ้นมาช่วยประจำรักษาร่วมมือกับแพทย์ที่เชียงใหม่ตลอดจนสิ้นพระชนม์
พระศพ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาโกษาเป็นหัวหน้าพนักงานกองสนมพลเรือน ๘ กองภูษามาลา ๖ กองพระราชกุศล ๒ แผนกอภิรมย์ราชยาน ๑ กรมวังนอก ๒ แผนกกระบวน ๕ รวม ๒๕ นาย นำน้ำพระสุคนธ์สรงพระศพ กับพระโกศกุดั่น เครื่องสูง ๑๐ สังข์ ๑ แตรฝรั่ง ๑ แตรงอน ๑ กลองชนะ ๒๐ เสลี่ยงแว่นฟ้า พระกลด พระราชทานมาเป็นพระเกียรติยศ และโปรดเกล้า ฯ ให้ไว้ทุกข์ถวาย ๗ วัน
พระราชทานผ้าไตรของหลวง ๒๐ ไตร ของสมเด็จพระบรมราชินี ๒๐ ไตร พระสงฆ์ ๒๐ รูปสดับปกรณ์ พระราชาคณะแสดงพระธรรมเทศนา ๑ รูป พระถานานุกรม ๔ รูปสวดธรรมคาถาทั้งกลางคืนกลางวัน ฉันเช้าวันละ ๘ ฉันเพลวันละ ๔ รูป กำหนด ๑๕ วัน เหล่านี้เป็นของส่วนพระองค์พระราชทานทั้งสิ้น ในการพระเมรุก็โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าหน้าที่กระทรวงวังขึ้นมาจัดทำเป็นส่วนของพระองค์พระราชทานเหมือนกัน.
ทั้งหมดเป็นพระประวัติที่ได้ทรงตลอดพระชนม์ชีพ ซึ่งแสดงถึงพระหฤทัยที่เข็มแข็งตั้งแต่ทรงจากนครเชียงใหม่ไป ยังพระบรมมหาราชวังแต่ทรงพระเยาว์ ได้ทรงรักษาขนบธรรมเนียมและการแต่งพระองค์อย่างล้านนามาโดยตลอด ซึ่งแสดงถึงพระหทัยที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ในการรักษาซึ่งสิ่งที่ดีงามของแผ่นดินล้านนา ทรงศึกษาวิชาช่างฝีมือทั้งของในราชสำนักและในคุ้มหลวงโดยมิได้ลืมพระองค์ตามระยะเวลาอันยาวนานที่ทรงอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงเป็นแบบอย่างของราชวงค์ล้านนาที่มีขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และทรงส่งเสริมภูมิปัญญาของล้านนาให้มีคงอยู่โดยสายพระเนตรอันยาวไกล เมื่อทรงเสด็จกลับมายังนครเชียงใหม่ ทรงเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชน ดูแลทุกข์สุข ส่งเสริมอาชีพ ในทุกด้าน ทรงมีคุณูปการกับแผ่นดินล้านนาอย่างใหญ่หลวง ทรงเป็นขัติยนารีแห่งแผ่นดินล้านนา ที่เหล่าอาณาประชาราฏษ์จะไม่ลืมพระองค์ไปตลอดกาลนาน.
ป้ายด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เปิด ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ๑๐.๓๐ น.ถึง ๑๕.๓๐ น. เชิงสะพานนวรัฐ ฝั่งตะวันออก
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ THE WAY OF ANCIENT PHOTOGRAPHS แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ THE WAY OF ANCIENT PHOTOGRAPHS แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
จากเมื่อวันก่อนที่ได้นำเรื่องการเสด็จประพาสที่ต่างๆเพื่อเยี่ยมเยียนราษฏร ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระทรงได้ทรงนำสิ่งที่ทรงทอดพระเนตร นำมาส่งเสริมให้เกิดการประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่นมากมาย หลายด้าน เช่น ด้านการเกษตร ทรงทดลองปลูกไม้ดอกไม้ผล ทรงปลูกดอกกุหลาบซึ่งทรงตั้งชื่อ ว่าจุฬาลงกรณ์ เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรด ดอกกุหลาบมาก การที่ทรงนำพันธุ์ต้นลำไยมาทดลองปลูกจนกลายเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของเขตเชียงใหม่ลำพูน การที่ให้มีการทอผ้าขึ้นในคุ้มหลวงทั้งผ้าตีนจก และผ้ายกดอก ที่ไม่มีคนทอ ก็ทรงศึกษาและทดลองจนสามารถที่จะทอออกมาได้และส่งเสริมให้มีการทอผ้าต่อมาจนปัจจุบัน และทรงได้ส่งเสริมด้านดนตรี นาฎศิลป์ เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังส่งเสริมการศึกษาเช่นประทานที่ดินให้โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และทรงอุปถัมภ์โรงเรียนในสภาคริสจักรเช่นโรงเรียนดาราวิทยาลัยเป็นต้นนอกจากนั้นทรงทำนุบำรุงศาสนาอยู่ประจำมิได้ขาด ดังจะนำเอาพระประวัติตอนต่อไปมาเสนอดังนี้
ตอนที่ ๙ หน้าที่ ๑๓ ถึง หน้าที่ ๑๕
การบำเพ็ญพระกุศล
โดยปกติพระองค์เคยถวายอาหาร บิณฑบาตร์ และถวายจตุปัจจัยสำหรับวัดและสงฆ์บางรูปเป็นรายเดือนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรตลอดจนสิ้นพระชนม์ไม่มีขาด กับนิมนต์พระสงฆ์มาฉันและถวายของไทยทานเสมอ มีการทำบุญวันประสูติและถวายกฐินทุกปี
การปฏสังขรณ์วัด และปูชนียสถาน ฉะเพาะรายใหญ่ที่บริจจาคทรัพย์แต่ลำพังพระองค์ หรือทรงบริจจาคมากกว่าผู้อื่น เท่าที่จำได้ คือ
๑.ปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุ วิหาร ลาน โบสถ์บนดอยสุเทพแล้วมีการฉลองเป็นงานใหญ่
๒.สร้างและฉลองวิหารวัดชัยชนะมงคล (ป่ากล้วย) อำเภอสาระภี
๓.สร้างและฉลองวิหารวัดขุนเส อำเภอหางดง
๔.สร้างและฉลองวิหารวัดขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม
๕.สร้างและฉลองวิหารพระบรมธาตุ อำเภอจอมทอง
๖.ยกตำหนักบนดอยถวายเป็นของพระธาตุสุเทพ
๗.สร้างตึกณเชียงใหม่ ในบริเวณโรงพยาบาลแม๊คคอร์ มิค
๘.บริจจาคเงินซื้อรถยนต์ประทานสถานีอนามัย เชียงใหม่ ๑ คัน
ส่วนการอุปสมบทภิกษุสามเณรก็มีเสมอไม่ใคร่ขาด เมื่ออุปสมบทแล้ว โดยมากก็ทรงอุปัฎฐาก จุนเจือไม่ทอดทิ้ง อนึ่งเมื่อยังประทับอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ถ้าภิกษุสามเณรจากฝ่ายเหนือลงไปศึกษาเล่าเรียน ก็ปวารณาและช่วยเหลือแทบทุกรูป
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว พระองค์ยังได้ประทานที่ดินที่ตั้งโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ กับประทานที่ดินให้เป็นที่ตั้งสโมสรคณะราษฎรหรือสโมสรนวรัฐ (ฉะเพาะกึ่งทางเหนือ กึ่งทางใต้เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ ให้) กับได้ทรงอุปถัมภ์โรงเรียน มีโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่เป็นอาทิ ซึ่งพระองค์ได้ทรงช่วยเหลือด้วยประการต่าง ๆ กับได้อุดหนุนทุนค่าเล่าเรียนให้แก่เด็กนักเรียน ๗-๘ คนด้วย เมื่อทรงอุปถัมภ์โรงเรียนมากเช่นนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์ท่านเป็นกรรมการจัดการโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ด้วยพระองค์หนึ่ง เมื่อย้ายโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ไปรวมกับโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย กรุงเทพ ฯ แล้วภายหลังได้ตั้งสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธขึ้น นักเรียนเก่าเหลานั้นยังคิดถึงพระอุปการคุณ จึงได้อัญเชิญเสด็จพระองค์ท่านเป็นสมาชิกพิเศษของสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธ เพื่อเทอดพระเกียรติคุณไว้จนกาลบัดนี้ กับทรงอุปถัมภ์โรงเรียนดาราวิทยาลัยและดรงเรียนอื่นทั้งช่วยเหลือการศึกษาของกุลบุตร์ กุลธิดา มาช้านานตลอดจนสิ้นพระชนม์ชีพ.
ส่วนการกสิกรรม พระองค์ก็ได้เคยเอาพระทัยใส่ คือสละทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อเครื่องใช้ในการทำสวน และพืชพันธุ์ต่าง ๆ จ้างผู้ที่เคยเป็นครูโรงเรียนกสิกรรมมาเป็นหัวหน้าที่สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริม เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฏรทั่วไปด้วย.
จะเห็นได้ว่าพระราชายา เจ้าดารารัศมี ทรงมีสายพระเนตรยาวไกล และมีความคิดที่ทันสมัย กว่าสตรีในยุกต์เดียวกันทรงได้สร้างงาน สร้างคนและมีคุณูปการต่อชาวเชียงใหม่และสถานที่ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนอย่างทั่วถึงตลอดพระชนม์ชีพ
ตอนที่ ๙ หน้าที่ ๑๓ ถึง หน้าที่ ๑๕
การบำเพ็ญพระกุศล
โดยปกติพระองค์เคยถวายอาหาร บิณฑบาตร์ และถวายจตุปัจจัยสำหรับวัดและสงฆ์บางรูปเป็นรายเดือนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรตลอดจนสิ้นพระชนม์ไม่มีขาด กับนิมนต์พระสงฆ์มาฉันและถวายของไทยทานเสมอ มีการทำบุญวันประสูติและถวายกฐินทุกปี
การปฏสังขรณ์วัด และปูชนียสถาน ฉะเพาะรายใหญ่ที่บริจจาคทรัพย์แต่ลำพังพระองค์ หรือทรงบริจจาคมากกว่าผู้อื่น เท่าที่จำได้ คือ
๑.ปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุ วิหาร ลาน โบสถ์บนดอยสุเทพแล้วมีการฉลองเป็นงานใหญ่
๒.สร้างและฉลองวิหารวัดชัยชนะมงคล (ป่ากล้วย) อำเภอสาระภี
๓.สร้างและฉลองวิหารวัดขุนเส อำเภอหางดง
๔.สร้างและฉลองวิหารวัดขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม
๕.สร้างและฉลองวิหารพระบรมธาตุ อำเภอจอมทอง
๖.ยกตำหนักบนดอยถวายเป็นของพระธาตุสุเทพ
๗.สร้างตึกณเชียงใหม่ ในบริเวณโรงพยาบาลแม๊คคอร์ มิค
๘.บริจจาคเงินซื้อรถยนต์ประทานสถานีอนามัย เชียงใหม่ ๑ คัน
ส่วนการอุปสมบทภิกษุสามเณรก็มีเสมอไม่ใคร่ขาด เมื่ออุปสมบทแล้ว โดยมากก็ทรงอุปัฎฐาก จุนเจือไม่ทอดทิ้ง อนึ่งเมื่อยังประทับอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ถ้าภิกษุสามเณรจากฝ่ายเหนือลงไปศึกษาเล่าเรียน ก็ปวารณาและช่วยเหลือแทบทุกรูป
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว พระองค์ยังได้ประทานที่ดินที่ตั้งโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ กับประทานที่ดินให้เป็นที่ตั้งสโมสรคณะราษฎรหรือสโมสรนวรัฐ (ฉะเพาะกึ่งทางเหนือ กึ่งทางใต้เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ ให้) กับได้ทรงอุปถัมภ์โรงเรียน มีโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่เป็นอาทิ ซึ่งพระองค์ได้ทรงช่วยเหลือด้วยประการต่าง ๆ กับได้อุดหนุนทุนค่าเล่าเรียนให้แก่เด็กนักเรียน ๗-๘ คนด้วย เมื่อทรงอุปถัมภ์โรงเรียนมากเช่นนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์ท่านเป็นกรรมการจัดการโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ด้วยพระองค์หนึ่ง เมื่อย้ายโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ไปรวมกับโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย กรุงเทพ ฯ แล้วภายหลังได้ตั้งสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธขึ้น นักเรียนเก่าเหลานั้นยังคิดถึงพระอุปการคุณ จึงได้อัญเชิญเสด็จพระองค์ท่านเป็นสมาชิกพิเศษของสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธ เพื่อเทอดพระเกียรติคุณไว้จนกาลบัดนี้ กับทรงอุปถัมภ์โรงเรียนดาราวิทยาลัยและดรงเรียนอื่นทั้งช่วยเหลือการศึกษาของกุลบุตร์ กุลธิดา มาช้านานตลอดจนสิ้นพระชนม์ชีพ.
ส่วนการกสิกรรม พระองค์ก็ได้เคยเอาพระทัยใส่ คือสละทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อเครื่องใช้ในการทำสวน และพืชพันธุ์ต่าง ๆ จ้างผู้ที่เคยเป็นครูโรงเรียนกสิกรรมมาเป็นหัวหน้าที่สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริม เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฏรทั่วไปด้วย.
จะเห็นได้ว่าพระราชายา เจ้าดารารัศมี ทรงมีสายพระเนตรยาวไกล และมีความคิดที่ทันสมัย กว่าสตรีในยุกต์เดียวกันทรงได้สร้างงาน สร้างคนและมีคุณูปการต่อชาวเชียงใหม่และสถานที่ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนอย่างทั่วถึงตลอดพระชนม์ชีพ
รูปแกะสลักของอียิปต์ที่คุณพ่อถ่ายไว้
สองสามวันที่แล้วผมได้เปิดกระเป๋าเดินทางใบเก่าของคุณพ่อซึ่งไม่ได้เปิดมาตั้งแต่คุณพ่อเสียชีวิต(พ.ศ. ๒๕๒๓) ได้พบรูปเก่าๆที่คุณพ่อถ่ายไว้เมื่อครั้งอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและเดินทางรอบโลกประมาณ ๖๐-๗๐ ปีที่แล้ว ท่านจะถ่าย ล้าง รูปด้วยตนเอง เป็นรูปขาวดำขนาด ๑๙ คูณ ๒๔ เซ็นติเมตร มีเป็นจำนวนร้อย ร้อยรูป เป็นรูปถ่ายสถานที่ต่างๆ และผู้คน การทำการเกษตร ผมได้แยกรูปออกมาเป็นหมวดหมู่ รูปชุดนี้เป็นรูปงานแกะสลักหินเป็นรูปบุคคลของอียิปต์ ซึ่งบางรูปเป็นเทพพระเจ้าซึ่งผมไม่แน่ใจ ส่วนมากที่เรามักเห็นบ่อยๆ เช่นเทพราหรือเร (Re)หรือสุริยเทพ เป็นเทพแห่งความเป็นอมตะ มีรูปร่างเป็นคน หัวเป็นเหยี่ยวและมีดวงอาทิตย์อยู่บนศรีษะ เทพโอซิริส(Osiris) เทพแห่งแม่น้ำไนล์ ผู้ตัดสินว่าดวงวิญญานใครจะไปสู่สวรรค์ มีรูปร่างหน้าตาเป็นกษัตริย์มีเครา ถือคทาหัวขอ และแซ่ เทพไอซิส( Isis) เทพแห่งเวทมนต์ มีรูปร่างเป็นผู้หญิงสรวมหมวกรูปบรรลังก์ ส่วนเทพอีกองค์ที่เป็นที่รู้จักคือเทพฮอรัส( HoruS) เทพแห่งท้องฟ้า มีศรีษะเป็นเหยี่ยวแต่สรวมหมวกคล้ายเทพโอซิริส เทพอีกองค์ที่มักเห็นบ่อยๆ คือเทพอนูบิส(Anubis)เทพแห่งความตาย เป็นเทพที่รับดวงวิญญาณคนตายและป้องกันไม่ให้ร่างเน่าเปื่อย
รูปที่ผมนำมาเสนอนั้นผมไม่ทราบว่าจัดแสดงอยู่ ณ ที่ใด ถ้าหากท่านผู้อ่านมีข้อมูลกรุณาแจ้งให้ผมทราบจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ
รูปที่ผมนำมาเสนอนั้นผมไม่ทราบว่าจัดแสดงอยู่ ณ ที่ใด ถ้าหากท่านผู้อ่านมีข้อมูลกรุณาแจ้งให้ผมทราบจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ
วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
สวัสดีครับเมื่อวานนี้เป็นวันสำคัญของชาติอีกวันหนึ่งคือวันปิยมหาราช หลายๆท่านคงได้ไปวางพวงมาลาที่พระบรมราชานุเสาวรีย์ตามจังหวัดต่าง ๆ ผมได้นำเสนอพระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่านบางตอนให้ทราบไปแล้ว พระองค์ทรงเป็นที่รักและเคารพจากประชาชนชาวสยาม ในขณะเดียวกันพระองค์ทรงเป็นที่รักเคารพของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี เจ้าหญิงแห่งนครเชียงใหม่ อันเป็นสายสัมพันธ์ที่ยาวนาน จนพระองค์เสด็จสวรรคต ต่อมาพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ก็เสด็จกลับคืนนครเชียงใหม่ แต่ก็ได้รับเสด็จ และการมาสู่ของเจ้านายข้าราชการจากกรุงเทพฯอยู่เสมอ และเมื่อเสด็จมาประทับที่เชียงใหม่พระองค์ยังทรงเอาพระทัยช่วยเหลือการงานของรัฐบาลและออกเยี่ยมเยียนราษฏรอยู่ตลอดพระชนม์ชีพ ดังในหนังสือพระประวัติ ที่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เรียบเรียง ต่อไปดังนี้
ตอนที่ ๘ หน้าที่ ๑๑ ถึงหน้าที่ ๑๓
พระองค์เป็นขัติยนารีพิเศษพระองค์หนึ่ง คือพระวรกายแข็งแรง พระทัยก็กล้าหาญ ทั้งทรงรู้จักค้นคว้าหาเหตุผลจากสิ่งต่าง ๆ ดังจะเห็นได้จากเมื่อเสด็จมาประทับอยู่เชียงใหม่ตอนต้น ๆ เคยทรงม้าประพาสที่ต่าง ๆ พอพระทัยให้ม้าวิ่งเสมอ โปรดเสด็จทอดพระเนตร์ภูมิประเทศต่าง ๆ แม้จะไกลและกันดาร หมิ่นต่ออันตรายก็ไม่ทรงท้อถอย เช่นเสด็จจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประพาสตั้งแต่อำเภอปายถึงอำเภอขุนยวม เสด็จลงเรือเล็กล่องตามแม่น้ำสาละวิน ซึ่งกว้างและลึก น่ากลัวอันตรายมากถึงสามราตรี และได้เสด็จขึ้นประพาสบ้านใหม่ในเขตต์เมืองยางแดง เสด็จกลับทางอำเภอแม่สะเรียง ขึ้นประทับแรมบนยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในพระราชอาณาจักร์สยาม และน้อยคนที่จะได้ไปถึง เพราะทางขึ้นไปกันดาร สัตว์ป่าดุร้ายก็ชุม ต้องแผ้วถางทางและใช้ม้าเป็นพาหนะ ความหนาวถึง ๔๐ ดีกรีฟาเร็นไฮท์ แม้กระนั้นก็ประทับอยู่ถึงสองราตรี พระองค์ได้ทรงทำเครื่องหมายเป็นที่ระลึกไว้ณที่นั้นด้วย นอกจากนี้ยังเสด็จอำเภอฝางโดยขบวนช้างและม้า ประพาสบนดอยอ่างขางทอดพระเนตร์สวนฝิ่นของพวกแม้ว แล้วเสด็จนมัสการพระพุทธรูปทองทิพย์ อำเภอแม่สรวย เสด็จเชียงราย ทอดพระเนตร์ โพนช้างที่อำเภอเทิง และทอดพระเนตร์การจับช้างในพะเนียดที่อำเภอเชียงแสน ทอดพระเนตร์เขตต์แดนสยามกับฝรั่งเศสอังกฤษต่อกัน เสด็จลงเรือล่องตามลำน้ำโขงทอดพระเนตร์การจับปลาบึก ประพาสทอดพระเนตรวิวสองฝั่งแม่น้ำโขง เสด็จนมัสการพระธาตุดอยตุง เสด็จกลับเชียงใหม่ทางโหล่งกวง ต้องขึ้นเขาลงห้วยรอนแรมอยู่ในป่าลำบากมากเป็นเวลาหายราตรี ซึ่งเวลานี้ไม่ใคร่จะมีใครเดินทางนั้นแล้วนอกจากนี้ยังเคยเสด็จอำเภอเถิน อำเภอลี้ ออบแม่แจ่ม อำเภอฮอด พระบาทสี่รอย น้ำตกแม่กลาง แม่ยะ และพระบาท พระธาตุ ถ้ำ เหว อื่น ๆ อีกมาก ทางปักษ์ใต้ก็ได้เคยเสด็จตั้งแต่ราชบุรีตลอดถึงปีนัง ทั้งเสด็จเมื่อถนนหนทางยังไม่สะดวกเหมือนเวลานี้ด้วย เมื่อเสด็จถึงที่ไหนก็พยายามสืบถามถึงการทำมาหาเลี้ยงชีพผู้ที่อยู่แถบนั้น ๆ เมื่อปรากฏว่าอดอยากก็ประทานเข้าของเงินทอง และทรงพยายามหาทางช่วยเหลือเสมอ.
จบตอนที่ ๘ ถ้าหากอ่านจากหนังสือพระประวัติ พระราชชายา ในตอนนี้แล้ว จะทำให้ทราบถึงพระจริยาวัตรของพระราชชายา ที่ทรงมีต่อประชาชนในถิ่นธุรกันดาล ซึ่งผ่านมากว่าเกือบร้อยปีที่แล้ว การเสด็จออกเยี่ยมเยียนราษฏรในสมัยนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายสำหรับเจ้านายที่ทรงเคยประทับอยู่แต่ในพระบรมหาราชวังตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ไม่เคยทรงลำบาก แต่อาจด้วยทรงใกล้ชิดกับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่พระองค์ทรงเสด็จออกประพาสต้นอยู่เนืองๆ เพื่อดูแลทุกข์สุขของราษฏร จึงทำให้พระราชชายา เจาดารารัศมี ทรงมีพระวิริยะอุสาห์ตามรอยพระยุคลบาท ในการที่จะเยี่ยมเยียน ดูแลทุกข์ของราษฏร ทั้งใกล้และไกล และทรงงานที่เป็นประโยชน์อีกมากมายซึ่งจะได้เล่าให้ท่านฟังในคราวต่อไปครับ.
ตอนที่ ๘ หน้าที่ ๑๑ ถึงหน้าที่ ๑๓
พระองค์เป็นขัติยนารีพิเศษพระองค์หนึ่ง คือพระวรกายแข็งแรง พระทัยก็กล้าหาญ ทั้งทรงรู้จักค้นคว้าหาเหตุผลจากสิ่งต่าง ๆ ดังจะเห็นได้จากเมื่อเสด็จมาประทับอยู่เชียงใหม่ตอนต้น ๆ เคยทรงม้าประพาสที่ต่าง ๆ พอพระทัยให้ม้าวิ่งเสมอ โปรดเสด็จทอดพระเนตร์ภูมิประเทศต่าง ๆ แม้จะไกลและกันดาร หมิ่นต่ออันตรายก็ไม่ทรงท้อถอย เช่นเสด็จจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประพาสตั้งแต่อำเภอปายถึงอำเภอขุนยวม เสด็จลงเรือเล็กล่องตามแม่น้ำสาละวิน ซึ่งกว้างและลึก น่ากลัวอันตรายมากถึงสามราตรี และได้เสด็จขึ้นประพาสบ้านใหม่ในเขตต์เมืองยางแดง เสด็จกลับทางอำเภอแม่สะเรียง ขึ้นประทับแรมบนยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในพระราชอาณาจักร์สยาม และน้อยคนที่จะได้ไปถึง เพราะทางขึ้นไปกันดาร สัตว์ป่าดุร้ายก็ชุม ต้องแผ้วถางทางและใช้ม้าเป็นพาหนะ ความหนาวถึง ๔๐ ดีกรีฟาเร็นไฮท์ แม้กระนั้นก็ประทับอยู่ถึงสองราตรี พระองค์ได้ทรงทำเครื่องหมายเป็นที่ระลึกไว้ณที่นั้นด้วย นอกจากนี้ยังเสด็จอำเภอฝางโดยขบวนช้างและม้า ประพาสบนดอยอ่างขางทอดพระเนตร์สวนฝิ่นของพวกแม้ว แล้วเสด็จนมัสการพระพุทธรูปทองทิพย์ อำเภอแม่สรวย เสด็จเชียงราย ทอดพระเนตร์ โพนช้างที่อำเภอเทิง และทอดพระเนตร์การจับช้างในพะเนียดที่อำเภอเชียงแสน ทอดพระเนตร์เขตต์แดนสยามกับฝรั่งเศสอังกฤษต่อกัน เสด็จลงเรือล่องตามลำน้ำโขงทอดพระเนตร์การจับปลาบึก ประพาสทอดพระเนตรวิวสองฝั่งแม่น้ำโขง เสด็จนมัสการพระธาตุดอยตุง เสด็จกลับเชียงใหม่ทางโหล่งกวง ต้องขึ้นเขาลงห้วยรอนแรมอยู่ในป่าลำบากมากเป็นเวลาหายราตรี ซึ่งเวลานี้ไม่ใคร่จะมีใครเดินทางนั้นแล้วนอกจากนี้ยังเคยเสด็จอำเภอเถิน อำเภอลี้ ออบแม่แจ่ม อำเภอฮอด พระบาทสี่รอย น้ำตกแม่กลาง แม่ยะ และพระบาท พระธาตุ ถ้ำ เหว อื่น ๆ อีกมาก ทางปักษ์ใต้ก็ได้เคยเสด็จตั้งแต่ราชบุรีตลอดถึงปีนัง ทั้งเสด็จเมื่อถนนหนทางยังไม่สะดวกเหมือนเวลานี้ด้วย เมื่อเสด็จถึงที่ไหนก็พยายามสืบถามถึงการทำมาหาเลี้ยงชีพผู้ที่อยู่แถบนั้น ๆ เมื่อปรากฏว่าอดอยากก็ประทานเข้าของเงินทอง และทรงพยายามหาทางช่วยเหลือเสมอ.
จบตอนที่ ๘ ถ้าหากอ่านจากหนังสือพระประวัติ พระราชชายา ในตอนนี้แล้ว จะทำให้ทราบถึงพระจริยาวัตรของพระราชชายา ที่ทรงมีต่อประชาชนในถิ่นธุรกันดาล ซึ่งผ่านมากว่าเกือบร้อยปีที่แล้ว การเสด็จออกเยี่ยมเยียนราษฏรในสมัยนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายสำหรับเจ้านายที่ทรงเคยประทับอยู่แต่ในพระบรมหาราชวังตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ไม่เคยทรงลำบาก แต่อาจด้วยทรงใกล้ชิดกับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่พระองค์ทรงเสด็จออกประพาสต้นอยู่เนืองๆ เพื่อดูแลทุกข์สุขของราษฏร จึงทำให้พระราชชายา เจาดารารัศมี ทรงมีพระวิริยะอุสาห์ตามรอยพระยุคลบาท ในการที่จะเยี่ยมเยียน ดูแลทุกข์ของราษฏร ทั้งใกล้และไกล และทรงงานที่เป็นประโยชน์อีกมากมายซึ่งจะได้เล่าให้ท่านฟังในคราวต่อไปครับ.
วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
เมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี เสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ได้ประทับที่ตำหนักที่โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างในพระราชวังดุสิต ซึ่งเรียกว่า ตำหนักฝรั่งกังไส ได้ สิบเอ็ดเดือนเศษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ นับจนถึงปีนี้ได้ หนึ่งร้อยปี พระราชชายา และ พระบรมวงศ์สานุวงค์ฝ่ายในต้องเสด็จกลับเข้าในพระบรมมหาราชวังทั้งหมด พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังอีก สามปีเศษ ก็กราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวมาประทับที่นครเชียงใหม่ รายละเอียดในหนังสือที่เจ้าแก้วนวรัฐทรง ดังนี้
ตอนที่ ๗ หน้า ๙
เสด็จกลับมาประทับอยู่เชียงใหม่
เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ เจ้าแก้วนวรัฐ ลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชชายา ฯ ได้กราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อคืนมาประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่ ได้ มีพระราชดำรัสเหนือเกล้า ฯ ว่า ถ้าเจ้าแก้วนวรัฐ ฯ รับรองจะให้ความสุขและรักษาความปลอดภัยได้ ก็จะโปรดเกล้า ฯ ให้ ขึ้นมา เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ รับสนองพระบรมราชโองการตามพระราชประสงค์ จึงได้รับพระราชทานบรมราชานุญาต.
วันที่ ๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ เสด็จจากกรุงเทพ ฯ โดยขบวนรถไฟ ซึ่งเวลานั้นถึงเพียงเด่นไชย แต่กรมรถไฟหลวงได้จัดรถพิเศษถวายจนถึงสถานีผาคอ ต่อจากผาคอเสด็จโดยขบวน ช้างม้านับด้วยร้อย คนหาบหามกว่าพัน ซึ่งเจ้านายข้าราชการทั้งเชียงใหม่ ลำพูนลำปางจัดไปคอยรับ เสด็จถึงเชียงใหม่วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ ครั้งนี้ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้นางสนม กรมวัง คุณท้าว เฒ่าแก่ จ่า โขลน ตามเสด็จอย่างครั้งแรก และโปรดเกล้า ฯ ให้มหาเสวกโท พระยาเวียงในนฤบาล เป็นผู้กำกับการอยู่ประจำพระองค์ได้ ๕ เดือนเศษ จึงโปรดเกล้าให้พระยานิพันธ์ราชกิจขึ้นมาเปลี่ยน แต่ผลัดเปลี่ยนกันอยู่เช่นนี้ได้ประมาณปีเศษ พระองค์ทรงเห็นว่าที่โปรดเกล้า ฯ ให้ข้าราชการผู้ใหญ๋ผู้น้อย คุณท้าว เฒ่าแก่ สนม กรมวัง ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาอภิบาลเช่นนั้นย่อมเป็นการลำบาก จึงขอพระราชทานให้งดเสีย โดยขอให้เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ กับเจ้านายในนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพระญาติรับผิดชอบแทน.
ตั้งแต่พระองค์ได้เสด็จมาประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่ ก็ได้ทรงอุปการะแก่พระประยูรญาติทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และจังหวัดอื่น ตลอดถึงสมณชีพราหมณ์และประชาชนทั่วไป เนื่องจากเหตุนี้จึงรับสั่งให้คนไปสืบหาเครือญาติถึงลำพูน ลำปาง พะเยา เชียงรายเป็นหลายครั้ง เมื่อทรงทราบว่าผู้ที่มีอายุคนรู้จักเครือญาติมากก็ไปเชิญตัวมาซักไซ้ไล่เรียงด้วยพระองค์เอง โดยยอมเสียค่าใช้จ่ายและยังได้ประทานรางวัลอีกด้วย ซึ่งพระองค์ต้องสิ้นเปลืองแลเสียเวลามาก นับว่าพระองค์รวบรวมเครือญาติได้เกือบหมด แต่ไม่ทันพิมพ์เป็นเล่มก็มาสิ้นพระชนม์เสีย ซึ่งผู้ที่อยู่ภายกลังจะต้องพยายามในเรื่องนี้ต่อไป
พระองค์ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระวรพุทธสาสนา และทรงพระเมตตากรุณาเผื่อแผ่แก่พ่อค้าคฤหบดี กับแสดงพระอัธยาศรัยไมตรีแก่ประชาชนทั่วไปอย่างดียิ่ง ทั้งน้ำพระทัยก็กว้างขวาง ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเอาพระทัยฝักไฝ่ช่วยเหลือการงานของรัฐบาลบางอย่าง ในบางครั้ง เพราะทรงรอยรู้ในระเบียบแบบแผนราชการ และประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ นาฎศาสตร์ ศิลปศาสตร์ หัตถศาสตร์ เป็นอย่างดี ทั้งทรงรู้จักคุ้นเคยกับเจ้านาย ข้าราชการมากด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเจ้านายข้าราชการพระองค์ใด ผู้ใด เสด็จและมาสู่นครเชียงใหม่คราวใด พระองค์ก็ทรงเอื้อเฟื้อรับรอง ฝ่ายแขกก็เสด็จเยี่ยมและเฝ้าพระองค์ท่านทั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีรัชกาลนี้ สมเด็จพระปิตุลา บรมพงศาภิมุข สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต และเจ้านายอื่นที่เสด็จเชียงใหม่ทุก ๆ พระองค์ ก็ได้เสด็จเสวยพระกระยาหารที่วังพระองค์ท่าน.
จบตอนที่ ๗ หน้า ๑๑ ตอนต่อไปเป็นพระราชกิจที่ทรงเสด็จไปเยี่ยมเยียน และทอดพระเนตรทั่วทั้งแผ่นดินล้านนาทรงเอาพระทัยการทำมาหาเลี้ยชีพผู้ที่อยุแถบที่เสด็จไปถึง
ตอนที่ ๗ หน้า ๙
เสด็จกลับมาประทับอยู่เชียงใหม่
เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ เจ้าแก้วนวรัฐ ลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชชายา ฯ ได้กราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อคืนมาประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่ ได้ มีพระราชดำรัสเหนือเกล้า ฯ ว่า ถ้าเจ้าแก้วนวรัฐ ฯ รับรองจะให้ความสุขและรักษาความปลอดภัยได้ ก็จะโปรดเกล้า ฯ ให้ ขึ้นมา เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ รับสนองพระบรมราชโองการตามพระราชประสงค์ จึงได้รับพระราชทานบรมราชานุญาต.
วันที่ ๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ เสด็จจากกรุงเทพ ฯ โดยขบวนรถไฟ ซึ่งเวลานั้นถึงเพียงเด่นไชย แต่กรมรถไฟหลวงได้จัดรถพิเศษถวายจนถึงสถานีผาคอ ต่อจากผาคอเสด็จโดยขบวน ช้างม้านับด้วยร้อย คนหาบหามกว่าพัน ซึ่งเจ้านายข้าราชการทั้งเชียงใหม่ ลำพูนลำปางจัดไปคอยรับ เสด็จถึงเชียงใหม่วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ ครั้งนี้ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้นางสนม กรมวัง คุณท้าว เฒ่าแก่ จ่า โขลน ตามเสด็จอย่างครั้งแรก และโปรดเกล้า ฯ ให้มหาเสวกโท พระยาเวียงในนฤบาล เป็นผู้กำกับการอยู่ประจำพระองค์ได้ ๕ เดือนเศษ จึงโปรดเกล้าให้พระยานิพันธ์ราชกิจขึ้นมาเปลี่ยน แต่ผลัดเปลี่ยนกันอยู่เช่นนี้ได้ประมาณปีเศษ พระองค์ทรงเห็นว่าที่โปรดเกล้า ฯ ให้ข้าราชการผู้ใหญ๋ผู้น้อย คุณท้าว เฒ่าแก่ สนม กรมวัง ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาอภิบาลเช่นนั้นย่อมเป็นการลำบาก จึงขอพระราชทานให้งดเสีย โดยขอให้เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ กับเจ้านายในนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพระญาติรับผิดชอบแทน.
ตั้งแต่พระองค์ได้เสด็จมาประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่ ก็ได้ทรงอุปการะแก่พระประยูรญาติทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และจังหวัดอื่น ตลอดถึงสมณชีพราหมณ์และประชาชนทั่วไป เนื่องจากเหตุนี้จึงรับสั่งให้คนไปสืบหาเครือญาติถึงลำพูน ลำปาง พะเยา เชียงรายเป็นหลายครั้ง เมื่อทรงทราบว่าผู้ที่มีอายุคนรู้จักเครือญาติมากก็ไปเชิญตัวมาซักไซ้ไล่เรียงด้วยพระองค์เอง โดยยอมเสียค่าใช้จ่ายและยังได้ประทานรางวัลอีกด้วย ซึ่งพระองค์ต้องสิ้นเปลืองแลเสียเวลามาก นับว่าพระองค์รวบรวมเครือญาติได้เกือบหมด แต่ไม่ทันพิมพ์เป็นเล่มก็มาสิ้นพระชนม์เสีย ซึ่งผู้ที่อยู่ภายกลังจะต้องพยายามในเรื่องนี้ต่อไป
พระองค์ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระวรพุทธสาสนา และทรงพระเมตตากรุณาเผื่อแผ่แก่พ่อค้าคฤหบดี กับแสดงพระอัธยาศรัยไมตรีแก่ประชาชนทั่วไปอย่างดียิ่ง ทั้งน้ำพระทัยก็กว้างขวาง ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเอาพระทัยฝักไฝ่ช่วยเหลือการงานของรัฐบาลบางอย่าง ในบางครั้ง เพราะทรงรอยรู้ในระเบียบแบบแผนราชการ และประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ นาฎศาสตร์ ศิลปศาสตร์ หัตถศาสตร์ เป็นอย่างดี ทั้งทรงรู้จักคุ้นเคยกับเจ้านาย ข้าราชการมากด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเจ้านายข้าราชการพระองค์ใด ผู้ใด เสด็จและมาสู่นครเชียงใหม่คราวใด พระองค์ก็ทรงเอื้อเฟื้อรับรอง ฝ่ายแขกก็เสด็จเยี่ยมและเฝ้าพระองค์ท่านทั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีรัชกาลนี้ สมเด็จพระปิตุลา บรมพงศาภิมุข สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต และเจ้านายอื่นที่เสด็จเชียงใหม่ทุก ๆ พระองค์ ก็ได้เสด็จเสวยพระกระยาหารที่วังพระองค์ท่าน.
จบตอนที่ ๗ หน้า ๑๑ ตอนต่อไปเป็นพระราชกิจที่ทรงเสด็จไปเยี่ยมเยียน และทอดพระเนตรทั่วทั้งแผ่นดินล้านนาทรงเอาพระทัยการทำมาหาเลี้ยชีพผู้ที่อยุแถบที่เสด็จไปถึง
วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553
พระราชประวัติ สมเจพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
พระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๓ พระนามเดิม สังวาลย์ ในครอลครัวช่างทอง แถบวัด
อนงคาราม ธนบุรี
การศึกษา ประกาศนียบัตร วิชาพยาบาล ดรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราชพยาบาล
ทรงได้รับทุนพระราชทานไปศึกษาต่อวิชาพยาบาลระดับสูงที่สหรัฐอเมริกา
วิชาเตรียมพยาบาล วิทยาลัยชิมมอนส์ สหรัฐอเมริกา
วาชาสาธารณสุขโรงเรียน สถาบันเอ็มไอที สหรัฐอเมริกา
ครอบครัว ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช พระราชโอรสใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๓
ทรงมีพระโอรสธิดา ๓ พระองค์คือ
๑.สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนาราธิวาสราชนครินทร์
ประสูตร พ.ศ. ๒๔๖๖ ณ.ประเทศอังกฤษ
๒.พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร
พระราชสมภพ พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ.ประเทศเยอรมัน
๓.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชสมภพ พ.ศ.๒๔๗๐ ณ.สหรัฐอเมริกา
สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๒ จากนั้น
พ.ศ.๒๔๗๖ ทรงประทับที่เมื่องโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อพระอนามัยของพระโอรสองค์โต ที่ไม่สู้แข็งแรง และการศึกษาขอพระโอรสธิดา พ.ศ.๒๔๗๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ขึ้นครองราชเป็นรัชการที่ ๘ และเมื่อสิ้นพระชนม์พระ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชเป็นรัชการที่ ๙ พ.ศ.๒๔๘๙ ทรงประทับที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จนกระทั่งถึง ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ จึงเสด็จกลับมาประทับในประเทศไทย ทรงเสด็จประพาสหัวเมืองพร้อมทรงงานเยี่ยมเยียนราษฏรและเจ้าหน้าที่ในถิ่นทุรกันดาร ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ ทั้งในด้านการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข การพัฒนางานหัตถกรรมชาวเขา การฟื้นฟูการปลูกป่า การพัฒนาคุณภาพชีวินที่ดอยตุงเพื่อให้ประชาชนผู้ยากไร้ในชนบทได้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ทรงงานด้านศิลปะหัตถกรรมด้วยพระองค์เอง จนเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ทรงเสด็จสวรรคต แต่งานที่ทรงริเริ่มและทำไว้ พระราชโอรส พระราชธิดาและพระนัดดาได้ทรงสืบสานต่อไป.
อนงคาราม ธนบุรี
การศึกษา ประกาศนียบัตร วิชาพยาบาล ดรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราชพยาบาล
ทรงได้รับทุนพระราชทานไปศึกษาต่อวิชาพยาบาลระดับสูงที่สหรัฐอเมริกา
วิชาเตรียมพยาบาล วิทยาลัยชิมมอนส์ สหรัฐอเมริกา
วาชาสาธารณสุขโรงเรียน สถาบันเอ็มไอที สหรัฐอเมริกา
ครอบครัว ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช พระราชโอรสใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๓
ทรงมีพระโอรสธิดา ๓ พระองค์คือ
๑.สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนาราธิวาสราชนครินทร์
ประสูตร พ.ศ. ๒๔๖๖ ณ.ประเทศอังกฤษ
๒.พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร
พระราชสมภพ พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ.ประเทศเยอรมัน
๓.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชสมภพ พ.ศ.๒๔๗๐ ณ.สหรัฐอเมริกา
สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๒ จากนั้น
พ.ศ.๒๔๗๖ ทรงประทับที่เมื่องโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อพระอนามัยของพระโอรสองค์โต ที่ไม่สู้แข็งแรง และการศึกษาขอพระโอรสธิดา พ.ศ.๒๔๗๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ขึ้นครองราชเป็นรัชการที่ ๘ และเมื่อสิ้นพระชนม์พระ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชเป็นรัชการที่ ๙ พ.ศ.๒๔๘๙ ทรงประทับที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จนกระทั่งถึง ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ จึงเสด็จกลับมาประทับในประเทศไทย ทรงเสด็จประพาสหัวเมืองพร้อมทรงงานเยี่ยมเยียนราษฏรและเจ้าหน้าที่ในถิ่นทุรกันดาร ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ ทั้งในด้านการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข การพัฒนางานหัตถกรรมชาวเขา การฟื้นฟูการปลูกป่า การพัฒนาคุณภาพชีวินที่ดอยตุงเพื่อให้ประชาชนผู้ยากไร้ในชนบทได้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ทรงงานด้านศิลปะหัตถกรรมด้วยพระองค์เอง จนเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ทรงเสด็จสวรรคต แต่งานที่ทรงริเริ่มและทำไว้ พระราชโอรส พระราชธิดาและพระนัดดาได้ทรงสืบสานต่อไป.
วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามเดิม สังวาลย์ ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอภิเสกสมรสกับสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๔๖๓ ณ วังสระปทุม
ทรงมีพระโอรสธิดา ๓ พระองค์ คือ
๑.สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
๒.พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘
๓.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ ๙
ทรงมีพระโอรสธิดา ๓ พระองค์ คือ
๑.สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
๒.พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘
๓.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ ๙
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
หลายท่านคงแปลกใจที่ผมนำพระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี มานำเสนอ มีเหตุผลอยู่หลายประการ คือ ปีนี้เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคต ๑๐๐ ปี จึงนำเรื่องราวที่เกี่ยวข้องของพระองค์ท่านโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแผ่นดินล้านนา และสายสัมพันธ์ที่เชื่อมแผ่นดินล้านนาและรัตนโกสินทร์เป็นพื้นแผ่นดินเดียวกัน โดยเกิดจากความรักความผูกพันธ์ของ พระพุทธเจ้าหลวงและพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เจ้าหญิงแห่งแผ่นดินล้านนา ซึ่งเป็นตำแหน่งพระมเหสีหนึ่งในห้าพระองค์ และ เดือนนี้ เป็นเดือนตุลาคม วันที่ ๒๓ ตุลาคม นี้เป็นวันปิยมหาราช ซึ่งเมื่อ ๑๐๐ปีที่ผ่านมาคือ วันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ เวลา ๒๔.๔๕ น.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคพระวักกะพิการ (ไตวาย) ณ.พระที่นังอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สิริรวมพระชนมพรรษา ๕๗ พรรษา ๓๓ วัน และ เพื่อเฉลิมพระเกียรติที่ทรงมีคุณูปการต่อปวงชนชาวไทย ทั่วทั้งแผ่นดิน
วันนี้ก่อนที่จะคัดลอก หนังสือพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ตอนต่อไป ผมขออธิบายถึงคำๆหนึ่งที่ใช้มากในตอนที่แล้ว คือ คำว่า กู่ ซึ่งในล้านนามีได้หลายความหมาย เช่นแปลว่าวัด เจดีย์ และสิ่งก่อสร้างคล้ายเจดีย์ ใช้บรรจุอัฐิของผู้ล่วงลับไปแล้ว ในภาคกลางเรียก สถูป กู่ในล้านนามีขนาดตั้งแต่ใหญ่คล้ายเจดีย์ จนเล็กๆ กู่ที่บรรจุอัฐิที่ใหญ่โตที่สุดใหญ่ ในเชียงใหม่หน้าจะเป็นกู่พระเจ้าติโลกราช แห่งราชวงศ์ มังราย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดเจ็ดยอด เมืองเชียงใหม่ กู่ในยุกต์หลังเช่นกู่ครูบาศรีวิชัย ที่ วัดสวนดอก และกู้เจ้านายฝ่ายเหนือในวัดสวนดอก ซึ่งมีการสร้างและตกแต่งตามศิลปะในแต่ล่ะยุกต์แต่ละสมัย เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ครับ จากนี้ก็เข้าสู่เนื้อเรื่องใน หนังสือพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ต่อน่ะครับ
ตอนที่ ๖ หน้าที่ ๘ ถึงหน้าที่ ๙
นอกจากนี้พระองค์ยังได้เสด็จไปนมัสการและทำบุญพระธาตุ พระบาท และปูชนียสถานสำคัญ ๆ อีกหลายแห่ง ประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่ได้ ๖ เดือน ๘ วัน เสด็จกลับจากเชียงใหม่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ เสด็จลงเรือที่หน้าที่ทำการไปรษณีย์เวลานี้ รวมเรือ ๑๐๐ ลำเศษ เมื่อถึงเมืองอ่างทอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเรือยนต์เสด็จมารับที่นั้น แล้วพาไปประทับแรมที่พระราชวังบางปอิน ๒ ราตรี พระราชทานสร้อยพระกรประดับเพ็ชร์เป็นของขวัญที่นั้นด้วย ถึงกรุงเทพ ฯ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒, วันที่ ๑ ธันวา ขึ้นตำหนักที่โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างไว้สำหรับพระราชทานใหม่ในพระราชวังดุสิต พระราชทานเงิน ๒๐๐ ชั่ง (หมื่นหกพันบาท) กับพระราชทานเลี้ยงอาหาร (แต่งครึ่งยศ) โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้านายข้าราชการที่ลงไปส่งเสด็จ ร่วมโต๊ะเสวย และพระราชทานปถมาภรณ์มงกุฏสยามแก่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เมื่อยังเป็นเจ้าอุปราช ซึ่งไม่เคยพระราชทานแก่เจ้าอุปราชใด ๆ กับพระราชทานหีบบุหรี่ทองคำแก่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ กับเจ้าพระยาสุรสี ฯ เบญจมาภรณ์มงกุฏสยาม แก่นายน้อย บุญทะวงศ์ เหรียญทองมงกุฏสยามแก่พญาพิทักษเทวี และพญาจันธุระกิจ เมื่อยังเป็นนายบุญยืน ซึ่งไปส่งเสด็จเวลานั้น.
จบตอนที่ ๖ ครับตอนต่อไป เสด็จกลับมาประทับอยู่เชียงใหม่ อย่างถาวรหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ไปเป็นเวลา ๓ ปีเศษ
วันนี้ก่อนที่จะคัดลอก หนังสือพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ตอนต่อไป ผมขออธิบายถึงคำๆหนึ่งที่ใช้มากในตอนที่แล้ว คือ คำว่า กู่ ซึ่งในล้านนามีได้หลายความหมาย เช่นแปลว่าวัด เจดีย์ และสิ่งก่อสร้างคล้ายเจดีย์ ใช้บรรจุอัฐิของผู้ล่วงลับไปแล้ว ในภาคกลางเรียก สถูป กู่ในล้านนามีขนาดตั้งแต่ใหญ่คล้ายเจดีย์ จนเล็กๆ กู่ที่บรรจุอัฐิที่ใหญ่โตที่สุดใหญ่ ในเชียงใหม่หน้าจะเป็นกู่พระเจ้าติโลกราช แห่งราชวงศ์ มังราย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดเจ็ดยอด เมืองเชียงใหม่ กู่ในยุกต์หลังเช่นกู่ครูบาศรีวิชัย ที่ วัดสวนดอก และกู้เจ้านายฝ่ายเหนือในวัดสวนดอก ซึ่งมีการสร้างและตกแต่งตามศิลปะในแต่ล่ะยุกต์แต่ละสมัย เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ครับ จากนี้ก็เข้าสู่เนื้อเรื่องใน หนังสือพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ต่อน่ะครับ
ตอนที่ ๖ หน้าที่ ๘ ถึงหน้าที่ ๙
นอกจากนี้พระองค์ยังได้เสด็จไปนมัสการและทำบุญพระธาตุ พระบาท และปูชนียสถานสำคัญ ๆ อีกหลายแห่ง ประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่ได้ ๖ เดือน ๘ วัน เสด็จกลับจากเชียงใหม่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ เสด็จลงเรือที่หน้าที่ทำการไปรษณีย์เวลานี้ รวมเรือ ๑๐๐ ลำเศษ เมื่อถึงเมืองอ่างทอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเรือยนต์เสด็จมารับที่นั้น แล้วพาไปประทับแรมที่พระราชวังบางปอิน ๒ ราตรี พระราชทานสร้อยพระกรประดับเพ็ชร์เป็นของขวัญที่นั้นด้วย ถึงกรุงเทพ ฯ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒, วันที่ ๑ ธันวา ขึ้นตำหนักที่โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างไว้สำหรับพระราชทานใหม่ในพระราชวังดุสิต พระราชทานเงิน ๒๐๐ ชั่ง (หมื่นหกพันบาท) กับพระราชทานเลี้ยงอาหาร (แต่งครึ่งยศ) โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้านายข้าราชการที่ลงไปส่งเสด็จ ร่วมโต๊ะเสวย และพระราชทานปถมาภรณ์มงกุฏสยามแก่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เมื่อยังเป็นเจ้าอุปราช ซึ่งไม่เคยพระราชทานแก่เจ้าอุปราชใด ๆ กับพระราชทานหีบบุหรี่ทองคำแก่เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ กับเจ้าพระยาสุรสี ฯ เบญจมาภรณ์มงกุฏสยาม แก่นายน้อย บุญทะวงศ์ เหรียญทองมงกุฏสยามแก่พญาพิทักษเทวี และพญาจันธุระกิจ เมื่อยังเป็นนายบุญยืน ซึ่งไปส่งเสด็จเวลานั้น.
จบตอนที่ ๖ ครับตอนต่อไป เสด็จกลับมาประทับอยู่เชียงใหม่ อย่างถาวรหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ไปเป็นเวลา ๓ ปีเศษ
วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
ครับจากในหนังสือพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมีทั้งสามตอนท่านได้ทราบถึงสายปฐมวงศ์ของพระองค์แล้วต่อมาในหนังสือก็จะกล่าวถึงการเสด็จกลับมาเยี่ยมเชียงใหม่ครั้งแรก ต่อก่อนอื่นผมขอเพิ่มเติมอีกนิดเพื่อเป็นความรู้ก่อนที่จะผ่านไปเกี่ยวเนื่องมาจากตอนที่สอง เกี่ยวกับการเกล้าผมของผู้หญิงล้านนาในอดีต ซึ่งเพิ่มเติมก็คือวิธีเกล้าที่เห็นทั่วไปนิยมเกล้าสูงเกือบกลางหัว แล้วดึงปอยผมทำเป็นห่วง(ว้อง) จึงเรียกเกล้าวิดว้อง อีกอย่างหนึ่งเรียกอั่วช้อง คือการนำผมมาต่อจากผมที่มีอยู่ให้ยาวและหนาขึ้นโดยใช้ ชัน เป็นตัวประสาน แล้วเกล้าจะได้มวยผมที่ใหญ่ขึ้น (ในปัจจุบันก็คือการต่อผมให้ยาวและเยอะแล้วเกล้ามวยนั้นแหล่ะครับ แบบที่สามก็นำเอา ช้องผม หรือผมที่เก็บไว้เป็นก้อนกลมลี มาเสริมโดยวางไว้บนหัวให้ดูพองขึ้นเล็กน้อยแล้วเอาผมที่ด้านหน้าหวีมาปิดแล้วเกล้าผมเป็นมวยและดึงผมข้างขมับให้พองอกมาเล็กน้อย เรียกว่า ชักหงีบ(ขมับ) อีกแบบหนึ่งคือเกล้าทรงญี่ปุ่น คือการเกล้าที่ด้านหน้าใช้ช้องหนุนให้สูง และแต่งให้เป็นกระบัง ซึ่งเป็นแบบที่นิยมทำในสมัยพระราชชายา เจ้าดารารัศมี นี้เองครับ เอาล่ะครับมาเข้าเรื่องพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ต่อเลยครับ
ตอนที่ ๔ หน้าที่ ๔ ถึงหน้า ๖
เสด็จกลับมาเยี่ยมเชียงใหม่ครั้งแรก
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เมื่อพระเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ลงไปเฝ้าทุลละอองธุลีพระบาท เป็นโอกาสเหมาะพระองค์ จึงได้กราบถวายบังคมลาขึ้นมาพร้อมกับเจ้าอินทวโรรส ฯ เพื่อเยี่ยมเยียนมาตุภูมิและประยูรญาติ โดยได้ นิราศไปเป็นเวลาถึง ๒๑ ปี โปรดเกล้า ฯ ให้มีสนม กรมวัง พระตำรวจ คุณท้าว เฒ่าแก่ จ่าโขลนตามเสด็จและพระราชทานวอช่อฟ้ากับพระกรดเป็นเกียรติยศ พระตำรวจเอกและนายพลตรี พระอนุชิตชาญไชย (สาย สิงหเสนี) เป็นพระอภิบาลกำกับการทั่วไป ก่อนที่จะเสด็จก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีการพระราชทานเลี้ยงส่งณพระที่นั่งอัมพรสถาน แล้วเสด็จไปทอดพระเนตร์ละครปรีดาลัย
วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๑ เสด็จจากพระราชวังดุสิตเสด็จขึ้นรถไฟที่สถานีสามเสน พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพร้อมด้วยพระบรมวงสานุวงศ์ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ตลอดถึงข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยได้เสด็จและมาส่งยังสถานีเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงหาดไทย กับพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี เสด็จส่งถึงปากน้ำโพ ซึ่งเป็นที่สุดของทางรถไฟเวลานั้น แล้วลงประทับเรือที่นั่งเก๋งประพาส มีเรือแม่ปะ สีดอ ชะล่า กว่า ๕๐ ลำ ปักธงทิวเป็นขบวนรอนแรมตามชลมารควิถี เมื่อผ่านเขตต์อำเภอ จังหวัด มณฑลใด เจ้าหน้าที่นั้น ๆ ก็ปลูกพลับพลาประทับร้อน ประทับแรม แลคอยรับส่งเสด็จตลอดเขตต์ของตนทุกแห่ง เสด็จถึงเชียงใหม่วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๒ รวมเวลา ๒ เดือน ๙ วันพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพกับเจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เมื่อยังเป็นเจ้าอุปราช พร้อมด้วยเจ้านายข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือน ตลอดถึงอำเภอทุกอำเภอ พ่อค้าคหบดี ชาวต่างประเทศ ต่างจัดขบวนแห่ของตน ๆ มีตำรวจ ทหารและข้าราชการขี่ม้าเข้าแถวนำ กับแต่งเป็นภาพต่าง ๆ มีภาพคนสมัยโบราณ คนป่า เรื่องชาดก รามเกียรติ์ เช่นเรื่องพญามังราย ละวะ เจ้าหงส์หิน พระลักษมณ์ พระราม พระเวสสันดร เมขลาล่อแก้ว กลองชนะ กลองสบัดไชย แตรวง กลองเมือง กลองมองเซิง อุเจ่ กลองพะม่า ล่อโก๊ ฯลฯ ตั้ง ๑๐ ขบวน ตั้งขบวนแห่จากที่ทำการป่าไม้ภาคเชียงใหม่ มาตามถนนเจริญประเทศ เลี้ยวถนนท่าแพ และถนนพระปกเกล้า ฯ ออกประตูช้างเผือก เลี้ยวถนนเชียงยืน มาถนนราชวงศ์ เลี้ยวถึงที่ประทับณคุ้มหลวงเดี๋ยวนี้ ซึ่งจัดเป็นข้างหน้าข้างในอย่างมิดชิด ผู้ ใดจะเข้าเฝ้าต้องมีสนม กรมวัง กำกับทำนองเดียวกับในพระบรมมหาราชวัง มีทหารกองเกียรติยศประจำหน้าที่ประทับ เวลาเสด็จผ่าน ทหารเป่าแตรถวายคำนับทุกครั้ง วันเสด็จถึงข้าราชการแต่งเต็มยศขาว
ในตอนนี้ยังไม่จบครับยังทรงเสด็จไปอีกหลายแห่งซึ่งจะนำเสนอในตอนต่อไปครับ
ตอนที่ ๔ หน้าที่ ๔ ถึงหน้า ๖
เสด็จกลับมาเยี่ยมเชียงใหม่ครั้งแรก
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เมื่อพระเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ลงไปเฝ้าทุลละอองธุลีพระบาท เป็นโอกาสเหมาะพระองค์ จึงได้กราบถวายบังคมลาขึ้นมาพร้อมกับเจ้าอินทวโรรส ฯ เพื่อเยี่ยมเยียนมาตุภูมิและประยูรญาติ โดยได้ นิราศไปเป็นเวลาถึง ๒๑ ปี โปรดเกล้า ฯ ให้มีสนม กรมวัง พระตำรวจ คุณท้าว เฒ่าแก่ จ่าโขลนตามเสด็จและพระราชทานวอช่อฟ้ากับพระกรดเป็นเกียรติยศ พระตำรวจเอกและนายพลตรี พระอนุชิตชาญไชย (สาย สิงหเสนี) เป็นพระอภิบาลกำกับการทั่วไป ก่อนที่จะเสด็จก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีการพระราชทานเลี้ยงส่งณพระที่นั่งอัมพรสถาน แล้วเสด็จไปทอดพระเนตร์ละครปรีดาลัย
วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๑ เสด็จจากพระราชวังดุสิตเสด็จขึ้นรถไฟที่สถานีสามเสน พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพร้อมด้วยพระบรมวงสานุวงศ์ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ตลอดถึงข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยได้เสด็จและมาส่งยังสถานีเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงหาดไทย กับพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี เสด็จส่งถึงปากน้ำโพ ซึ่งเป็นที่สุดของทางรถไฟเวลานั้น แล้วลงประทับเรือที่นั่งเก๋งประพาส มีเรือแม่ปะ สีดอ ชะล่า กว่า ๕๐ ลำ ปักธงทิวเป็นขบวนรอนแรมตามชลมารควิถี เมื่อผ่านเขตต์อำเภอ จังหวัด มณฑลใด เจ้าหน้าที่นั้น ๆ ก็ปลูกพลับพลาประทับร้อน ประทับแรม แลคอยรับส่งเสด็จตลอดเขตต์ของตนทุกแห่ง เสด็จถึงเชียงใหม่วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๒ รวมเวลา ๒ เดือน ๙ วันพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพกับเจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เมื่อยังเป็นเจ้าอุปราช พร้อมด้วยเจ้านายข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือน ตลอดถึงอำเภอทุกอำเภอ พ่อค้าคหบดี ชาวต่างประเทศ ต่างจัดขบวนแห่ของตน ๆ มีตำรวจ ทหารและข้าราชการขี่ม้าเข้าแถวนำ กับแต่งเป็นภาพต่าง ๆ มีภาพคนสมัยโบราณ คนป่า เรื่องชาดก รามเกียรติ์ เช่นเรื่องพญามังราย ละวะ เจ้าหงส์หิน พระลักษมณ์ พระราม พระเวสสันดร เมขลาล่อแก้ว กลองชนะ กลองสบัดไชย แตรวง กลองเมือง กลองมองเซิง อุเจ่ กลองพะม่า ล่อโก๊ ฯลฯ ตั้ง ๑๐ ขบวน ตั้งขบวนแห่จากที่ทำการป่าไม้ภาคเชียงใหม่ มาตามถนนเจริญประเทศ เลี้ยวถนนท่าแพ และถนนพระปกเกล้า ฯ ออกประตูช้างเผือก เลี้ยวถนนเชียงยืน มาถนนราชวงศ์ เลี้ยวถึงที่ประทับณคุ้มหลวงเดี๋ยวนี้ ซึ่งจัดเป็นข้างหน้าข้างในอย่างมิดชิด ผู้ ใดจะเข้าเฝ้าต้องมีสนม กรมวัง กำกับทำนองเดียวกับในพระบรมมหาราชวัง มีทหารกองเกียรติยศประจำหน้าที่ประทับ เวลาเสด็จผ่าน ทหารเป่าแตรถวายคำนับทุกครั้ง วันเสด็จถึงข้าราชการแต่งเต็มยศขาว
ในตอนนี้ยังไม่จบครับยังทรงเสด็จไปอีกหลายแห่งซึ่งจะนำเสนอในตอนต่อไปครับ
วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
กลับมาแล้วครับก่อนถึงตอนที่ ๓ ผมขออนุญาติเพิ่มเติม เพื่อความเข้าใจ ที่ข้อความว่า พระราชชายาฯ มีพระธิดาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี นั้น เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ครับ และอีกตอนที่บอกว่า พระบิดาโปรดให้มีพิธีโสกันต์ นั้นแสดงว่าพระราชชายา เมื่อยังทรงพระเยาว์ปฏิบัติตามธรรมเนียมของภาคกลางคือไว้จุก ถ้าหากสันนิฐาน ผู้ที่ไว้จุก หน้าจะเป็นชนชั้นเจ้านาย และคหบดีของเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามามีบทบาทใน ชาวล้านนา ซึ่งตามความนิยมในสมัยก่อนหญิงชาวล้านนานิยมไว้ผมยาวและเกล้ามวยผมตั้งแต่เด็กจนถึงวันชรา และมีการประดับผมด้วย ปิ่น ดอกไม้ไหว(ดอกไม้ที่ทำด้วยเงิน หรือทองมักเป็นเหมือนดอกไม้จริงเช่น ดอกเอื้องผึ้ง กระดังงาเป็นต้น) หรือนิยมใช้ดอกไม้หอมและเป็นมงคล เช่นดอกเอื้องผึ้ง ดอกตาเหิน(มหาหงส์) ดอกเก็ดถะหวา(พุดซ้อน) ดอกมะลิ ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นการบูชาขวัญหัวของตนเองครับ เอาล่ะครับเริ่มออกไปไกลแล้ว มาต่อถึงพระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในหนังสือพระราชประวัติ ต่อเลยครับ
ตอนที่ ๓ หน้าที่ ๓ และหน้าที่ ๔
ครั้นณวันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๓ เหนือ ตรงกับวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พระพุทธสักราช ๒๔๒๙ ปีจอ ได้ตามพระบิดาลงไปเฝ้าทุลละอองธุลีพระบาทณกรุงเทพ ฯ แล้วเลยอยู่รับราชการฉลองพระเดชพระคุณฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ได้ โปรดเกล้าฯ ให้มีการสมโภชเป็นการรับรองด้วย เมื่อประสูติพระราชธิดาแล้วโปรดเกล้าให้เลื่อนถานาศักดิ์เป็นพระสนมเอก ปลาย พ.ศ. ๒๔๕๑ คราวเสด็จกลับมาเยี่ยมนครเชียงใหม่ครั้งแรก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาพระอิสสริยยศเป็นพระราชชายา พระองค์มีความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเจ้านายในราชจักรีวงศ์ และได้ทรงปฏิบติหน้าที่เป็นที่ต้องพระราชหฤทัยแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอย่างดียิ่ง นอกจากนั้นยังทรงปฏิบัติให้เป็นที่ทรงพระเมตตาของเจ้านายในราชจักรีวงศ์ และเป็นที่รักใคร่นับถือของเจ้าจอมอื่น ๆ ตลอดถึงข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั่วไปอีกด้วย เหตุทั้งนี้จึงทำให้เจ้านายฝ่านเหนือมีโอกาสได้สนิทสนมกับเจ้านายในราชจักรีวงศ์ และข้าราชการทั่วไปอีกชั้นหนึ่ง.
ตอนที่ ๓ หน้าที่ ๓ และหน้าที่ ๔
ครั้นณวันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๓ เหนือ ตรงกับวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พระพุทธสักราช ๒๔๒๙ ปีจอ ได้ตามพระบิดาลงไปเฝ้าทุลละอองธุลีพระบาทณกรุงเทพ ฯ แล้วเลยอยู่รับราชการฉลองพระเดชพระคุณฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ได้ โปรดเกล้าฯ ให้มีการสมโภชเป็นการรับรองด้วย เมื่อประสูติพระราชธิดาแล้วโปรดเกล้าให้เลื่อนถานาศักดิ์เป็นพระสนมเอก ปลาย พ.ศ. ๒๔๕๑ คราวเสด็จกลับมาเยี่ยมนครเชียงใหม่ครั้งแรก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาพระอิสสริยยศเป็นพระราชชายา พระองค์มีความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเจ้านายในราชจักรีวงศ์ และได้ทรงปฏิบติหน้าที่เป็นที่ต้องพระราชหฤทัยแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอย่างดียิ่ง นอกจากนั้นยังทรงปฏิบัติให้เป็นที่ทรงพระเมตตาของเจ้านายในราชจักรีวงศ์ และเป็นที่รักใคร่นับถือของเจ้าจอมอื่น ๆ ตลอดถึงข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั่วไปอีกด้วย เหตุทั้งนี้จึงทำให้เจ้านายฝ่านเหนือมีโอกาสได้สนิทสนมกับเจ้านายในราชจักรีวงศ์ และข้าราชการทั่วไปอีกชั้นหนึ่ง.
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
จากตอนที่หนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐฯ ได้ อรัมภบท เป็นการบอกวัตถุประสงค์ในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ อุทิศส่วนกุศล ให้พระราชชายา เจ้าดารารัศมีแล้ว ยังพิมพ์เพื่อมอบให้ผู้ที่มาร่วมงานพระเมรุ จะได้ไม่ลืมในพระราชชายาฯ ผมจึงถามคุณยายว่าใครที่ไปร่วมงานนี้และได้รับแจกมา ก็ได้คำตอบว่าหน้าจะเป็นคุณทวดบัวเขียว เลาวพงศ์ ซึ่งเป็นน้องของคุณทวดฮัวฮง เลาวพงค์ ซึ่งเป็นพ่อของคุณตาที่เป็นสาวและขอคุณตาบุญเจริญ(ซุ่นเฮง) เลาวพงศ์มาเลี้ยงเป็นลูก เพราะคุณทวดบัวเขียวจะสนิทสนมกับเจ้านายฝ่ายเหนือและไปมาหาสู่กันเสมอๆ และท่านเป็นคนกว้างขวางชอบอ่านหนังสือและเก็บหนังสือไว้เป็นจำนวนมาก ตอนนี้มาทราบถึงพระประวัติพระราชายา เจ้าดารารัศมี จากหนังสือเส่มนี้กันเลยครับ
ตอนที่ ๒ หน้าที่ ๑
พระประวัติ
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ประสูติณวันอังคาร เดือน ๑๐ เหนือ (เดือน๘ใต้) ขึ้น ๔ ค่ำ ปีระกา เวลา ๐๓.๐๐ น. เศษ ตรงกับวันที่ ๒๖ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๑๖ ที่คุ้มหลวงกลางเมืองนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งดรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเวลานี้ พระองค์ท่านอุบัติในสกุลณเชียงใหม่ เป็นหน่อเนื้อเชื้อพระเจ้าผู้คองนครทั้งสองฝ่าย ดังปรากฏตามสายปฐมวงศ์ต่อไปนี้
สายปฐมวงศ์
พระยาสุรวฦไชยสงคราม (ทิพจักร์)___________________แม่เจ้าพิมลา
|
___________________
|
เจ้าฟ้าชายแก้ว________แม่เจ้าจันตา
|
__________________________________
| |
พระเจ้ากาวิละ ฯ_______แม่เจ้าโนจา , เจ้าหลวงเศรษฐี (คำฝั้น)_____________แม่เจ้าตาเวย
ครองนครเชียงใหม่ | ครองนครชียงใหม่ |
_________| _________________
| |
พระเจ้ากาวิโรส ฯ _______แม่เจ้าอุสาห์ , เจ้าราชวงศ์ (คำคง) ______________แม่เจ้าคำหล้า
ครองนครเชียงใหม่ | นครเชียงใหม่ |
|____ _________________|
| |
แม่เจ้าทิพเกษร______พระเจ้าอินทวิชยานนท์
| ครองนครเชียงใหม่
พระราชชายา ฯ
พระราชชายาฯ มีเชษฐ แลพระเชษฐภคินี ดังนี้
๑. เจ้าน้อย โตน วายชนม์แล้ว (บิดาเจ้ารถแก้ว)
๒. เจ้าราชวงศ์ (น้อยขัตียะ) วายชนม์ _
(บิดาเจ้าบุษบา) | ร่วมอุทรเดียวกัน
๓. เจ้านางคำข่าย วายชนม์ _|
๔. เจ้าแก้วผาบเมือง วายชนม์ _
(บิดาเจ้าอุ่นเรือน) | ร่วมอุทรเดียวกัน
๕. เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์(น้อยสุริยะ) |
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่ ๘ _
๖. เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ (เจ้าแก้ว) | ร่วมอุทรเดียวกัน
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่ ๙ |
๗. เจ้าจอมจันทร์ วายชนม์ _|
๘. เจ้านางคำห้าง วายชนม์
๙. เจ้านางจันทร โสภา วายชนม์ _
| ร่วมอุทรเดียวกัน
๑๐. พระราชชายาฯ _|
พระราชชายา ฯ มีพระธิดาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี สิ้นพระชนม์เมื่อพระชัณษาได้ ๔ พรรษา
มื่อพระราชชายา ฯ ทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาอักษรไทยเหนือ ไทยใต้ และทรงเข้าพระทัยในขนบธรรมเนียมขัติยประเพณีเป็นอย่างดี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๖ พระชนมายุย่างเข้า ๑๑ พรรษาเศษ พระบิดาโปรดให้มีพิธีโสกันต์และมีมหกรรมอย่างครึกครื้น คราวนั้นพระยาราชสัมภารากร เปนข้าหลวงประจำเชียงใหม่ได้ช่วยเป็นธุระในงานโสกันต์ตลอด ภายหลังเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ขึ้นมาทรงจัดตั้งตำแหน่งเสนาทั้งหก ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระกุณฑลประดับเพ็ชร์มาพระราชทานเป็นของขวัญด้วย และได้ โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้นางเต็ม เป็นแม่นางกัลยารักษ์ ให้นายน้อยบุญทา เป็นพญาพิทักษ์เทวี ตำแหน่งพี่เลี้ยงทั้งสองคนตั้งแต่ครั้งนั้น
จบตอนที่ สอง หน้าที่สาม
ตอนที่ ๒ หน้าที่ ๑
พระประวัติ
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ประสูติณวันอังคาร เดือน ๑๐ เหนือ (เดือน๘ใต้) ขึ้น ๔ ค่ำ ปีระกา เวลา ๐๓.๐๐ น. เศษ ตรงกับวันที่ ๒๖ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๑๖ ที่คุ้มหลวงกลางเมืองนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งดรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเวลานี้ พระองค์ท่านอุบัติในสกุลณเชียงใหม่ เป็นหน่อเนื้อเชื้อพระเจ้าผู้คองนครทั้งสองฝ่าย ดังปรากฏตามสายปฐมวงศ์ต่อไปนี้
สายปฐมวงศ์
พระยาสุรวฦไชยสงคราม (ทิพจักร์)___________________แม่เจ้าพิมลา
|
___________________
|
เจ้าฟ้าชายแก้ว________แม่เจ้าจันตา
|
__________________________________
| |
พระเจ้ากาวิละ ฯ_______แม่เจ้าโนจา , เจ้าหลวงเศรษฐี (คำฝั้น)_____________แม่เจ้าตาเวย
ครองนครเชียงใหม่ | ครองนครชียงใหม่ |
_________| _________________
| |
พระเจ้ากาวิโรส ฯ _______แม่เจ้าอุสาห์ , เจ้าราชวงศ์ (คำคง) ______________แม่เจ้าคำหล้า
ครองนครเชียงใหม่ | นครเชียงใหม่ |
|____ _________________|
| |
แม่เจ้าทิพเกษร______พระเจ้าอินทวิชยานนท์
| ครองนครเชียงใหม่
พระราชชายา ฯ
พระราชชายาฯ มีเชษฐ แลพระเชษฐภคินี ดังนี้
๑. เจ้าน้อย โตน วายชนม์แล้ว (บิดาเจ้ารถแก้ว)
๒. เจ้าราชวงศ์ (น้อยขัตียะ) วายชนม์ _
(บิดาเจ้าบุษบา) | ร่วมอุทรเดียวกัน
๓. เจ้านางคำข่าย วายชนม์ _|
๔. เจ้าแก้วผาบเมือง วายชนม์ _
(บิดาเจ้าอุ่นเรือน) | ร่วมอุทรเดียวกัน
๕. เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์(น้อยสุริยะ) |
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่ ๘ _
๖. เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ (เจ้าแก้ว) | ร่วมอุทรเดียวกัน
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่ ๙ |
๗. เจ้าจอมจันทร์ วายชนม์ _|
๘. เจ้านางคำห้าง วายชนม์
๙. เจ้านางจันทร โสภา วายชนม์ _
| ร่วมอุทรเดียวกัน
๑๐. พระราชชายาฯ _|
พระราชชายา ฯ มีพระธิดาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี สิ้นพระชนม์เมื่อพระชัณษาได้ ๔ พรรษา
มื่อพระราชชายา ฯ ทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาอักษรไทยเหนือ ไทยใต้ และทรงเข้าพระทัยในขนบธรรมเนียมขัติยประเพณีเป็นอย่างดี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๖ พระชนมายุย่างเข้า ๑๑ พรรษาเศษ พระบิดาโปรดให้มีพิธีโสกันต์และมีมหกรรมอย่างครึกครื้น คราวนั้นพระยาราชสัมภารากร เปนข้าหลวงประจำเชียงใหม่ได้ช่วยเป็นธุระในงานโสกันต์ตลอด ภายหลังเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ขึ้นมาทรงจัดตั้งตำแหน่งเสนาทั้งหก ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระกุณฑลประดับเพ็ชร์มาพระราชทานเป็นของขวัญด้วย และได้ โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้นางเต็ม เป็นแม่นางกัลยารักษ์ ให้นายน้อยบุญทา เป็นพญาพิทักษ์เทวี ตำแหน่งพี่เลี้ยงทั้งสองคนตั้งแต่ครั้งนั้น
จบตอนที่ สอง หน้าที่สาม
วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553
พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
ที่บ้านคุณตา คุณยาย เป็นบ้านเก๊า(บ้านต้นตระกูล) จึงเป็นที่รวบรวมหนังสือ สิ่งของต่างๆไว้มากมายซึ่งเมื่อมีการรื้อบ้านหลังนี้ทำให้ข้าวของที่สะสมมารุ่นตารุ่นชวดถูกทิ้งและกระจายไปตามบ้านของลูกหลาน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เพิ่งมารู้ตัวเองว่าเป็นคนผิดที่ไม่รู้คุณค่าของที่บรรพบุรุษเก็บสะสมไว้ ซึ่งกว่าจะรู้ก็เกือบสายไปยังคงเหลืออยู่บ้าง ที่ว่าผมเป็นคนผิดก็คือเมื่อตอนจะรื้อบ้านเก๊าที่ริมแม่น้ำปิง ประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๐ นั้นไม่มีใครช่วยเก็บและขนของมีแต่ผมคนเดียวและที่เก็บของก็ไม่มี ด้วยความมักง่ายและความเหนื่อยของผม ผมจะก็นำของบางส่วนที่ตนเองไม่เห็นคุณค่า เช่นสมุด หนังสือ แผ่นป้ายโฆษณา ล๊อตตารี่เก่าๆ สิ่งของเครื่องใช้ ทิ้งลงในแม่น้ำปิงในตอนกลางคืน เกือบทุกวันเมื่อมาคิดดูในขณะนี้แทบอยากกระโดดลงแม่นำปิงยามหน้าฝนนี้ที่ไม่ร้จักรักษาของเก่า แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ ซึ่งผมเก็บใส่กล่องแล้วเอาไปไว้ที่ตู้ใต้ถุนบ้านอีกหลังในบริเวณเดียวกัน และเมื่อผมเห็นคุณค่าผมมาเปิดกล่องเมื่อยี่สิบปีให้หลัง จึงได้รู้ว่าทำไมปู่ ย่า ตา ชวด จึงเก็บของเหล่านี้ไว้ ทุกอย่างเป็นประวัติศาสตร์ ที่บอกเล่าเรื่องราวของเชียงใหม่ในอดีต อย่างที่หาไม่ได้จากการอ่านในหนังสือ จึงเป็นเหตุให้ผมนำเรื่องที่เหลือเหล่านั้นมาแบ่งปัน ให้ผู้สนใจได้รับรู้ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะมาอวดอ้างถึงความเป็นตระกูลเก่าแก่ และมีชาติตระกูล อันยาวนาน แต่ผมต้องการให้เรื่องราวในอดีตที่ คนในตระกุลได้สัมผัส ในช่วงเวลาที่ฝ่านมาเป็นส่วนประกอบในการศึกษา วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ สถานที่อยู่อาศัย กับผู้ที่สนใจ ในช่วงระยะ ๑๕๐ ถึง ๒๐๐ ปีที่ผ่านมาของแผ่นดินล้านนา ของทุกชิ้นคงเหลือรอดจากการทิ้งไปนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่งที่ เมื่อผมเปิดกล่องและพบ เป็นหนังสือเล่มสำคัญที่ หน้าจะถ่ายทอดให้ผู้สนใจได้ ทราบ หนังสือเล่มนั้น เป็นหนังสีอปกอ่อน ขนาดเล็กกว่า เอสี่เล็กน้อย มีทั้งหมด ๕๕ หน้า ด้วยความเก่าคาดว่าหน้าจะเป็นกระดาษสีขาวเพราะปัจจุบันกระดาษเป็นสีน้ำตาลอ่อนหมดแล้ว บนหน้าปกเขียนไว้ว่า พระประวัติ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เจ้าแก้วนวรัฐฯ ผู้ครองนครเชียงใหม่ เรียบเรียง พิมพ์ในงานถวายพระเพลิง ปีจอ
พ.ศ.๒๔๗๗ พิมพ์ที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ถนนบำรุงเมือง ในพระนคร เมื่อเปิดไปหน้าแรกมี อารัมภบท หน้าต่อมาเป็นกระดาษบางรอง พระรูปพระราชชายา เจ้าดารารัศมี เมื่อพระชนม์มากแล้ว จากนั้นหน้าถัดไปเป็นพระประวัติโดยละเอียดถึงแปดหน้า แล้วเป็นกระดาษบางรองรูปที่ประดิษฐานพระศพ จากนั้นเป็น พระราชโทรเลขและพระราชหัตถเลขา รัชชกาลที่ ๕ ที่โปรดเกล้าฯ พระราชชายาฯ เมื่อเสด็จเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๔๕๑ ( ร.ศ. ๑๒๗-๑๒๘ ) ค้นพบพระราชโทรเลข ๔๑ ฉะบับ พระราชหัตถเลขา ๑๗ ฉะบับ เลือกเอาบางฉะบับ และพระราชหัตถเลขารัชชกาลที่ ๗ ซึ่งผมจะขออนุญาตินำเสนอไปเป็นตอนๆ ดังนี้
ตอนที่ ๑ หน้าแรก
อารัมภบท
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ศรีแห่งนครเชียงใหม่ ผู้ทรงเกียรติคุณและเกียรติยศอย่างอุโฆษ ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายมานานแล้วนั้น ต่อไปนี้จะค่อยเลือนหายไปจากความทรงจำทีละน้อย ๆ ซึ่งตามธรรมดามักเป็นเช่นนั้นก็ดี แต่ถ้าได้พิมพ์พระประวัติของพระองค์ท่านไว้ ย่อมเป็นเครื่องฟื้นความจำได้ อีกประการหนึ่งผู้ ที่ไม่ทราบเรื่องของพระองค์ท่านละเอียดก็ยังมีอีกมาก จึงได้รวบรวมพระประวัติพิมพ์ เพื่อเทิดพระเกียรติคุณพระเกียรติยศของพระองค์ไว้ชั่วกาลนาน และเพื่อเป็นเครื่องปฏิการที่พระองค์ได้อุปการะแก่วงศ์ญาติ ซึ่งต่างก็ระลึกถึงและอาลัยอาวรณ์ไม่รู้หาย กับเพื่อเป็นสิ่งตอบแทนท่านที่เคารพและรักใคร่ในคราวงานพระเมรุ และขออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระองค์ท่าน ผู้เป็นพระขนิษฐภคินีที่รักยิ่งของข้าพเจ้าด้วย.
เจ้าแก้วนวรัฐฯ
นครเชียงใหม่ เมษายน ๒๔๗๗
จบตอนที่ ๑ (ผิดตกยกเว้น)
พ.ศ.๒๔๗๗ พิมพ์ที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ถนนบำรุงเมือง ในพระนคร เมื่อเปิดไปหน้าแรกมี อารัมภบท หน้าต่อมาเป็นกระดาษบางรอง พระรูปพระราชชายา เจ้าดารารัศมี เมื่อพระชนม์มากแล้ว จากนั้นหน้าถัดไปเป็นพระประวัติโดยละเอียดถึงแปดหน้า แล้วเป็นกระดาษบางรองรูปที่ประดิษฐานพระศพ จากนั้นเป็น พระราชโทรเลขและพระราชหัตถเลขา รัชชกาลที่ ๕ ที่โปรดเกล้าฯ พระราชชายาฯ เมื่อเสด็จเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๔๕๑ ( ร.ศ. ๑๒๗-๑๒๘ ) ค้นพบพระราชโทรเลข ๔๑ ฉะบับ พระราชหัตถเลขา ๑๗ ฉะบับ เลือกเอาบางฉะบับ และพระราชหัตถเลขารัชชกาลที่ ๗ ซึ่งผมจะขออนุญาตินำเสนอไปเป็นตอนๆ ดังนี้
ตอนที่ ๑ หน้าแรก
อารัมภบท
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ศรีแห่งนครเชียงใหม่ ผู้ทรงเกียรติคุณและเกียรติยศอย่างอุโฆษ ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายมานานแล้วนั้น ต่อไปนี้จะค่อยเลือนหายไปจากความทรงจำทีละน้อย ๆ ซึ่งตามธรรมดามักเป็นเช่นนั้นก็ดี แต่ถ้าได้พิมพ์พระประวัติของพระองค์ท่านไว้ ย่อมเป็นเครื่องฟื้นความจำได้ อีกประการหนึ่งผู้ ที่ไม่ทราบเรื่องของพระองค์ท่านละเอียดก็ยังมีอีกมาก จึงได้รวบรวมพระประวัติพิมพ์ เพื่อเทิดพระเกียรติคุณพระเกียรติยศของพระองค์ไว้ชั่วกาลนาน และเพื่อเป็นเครื่องปฏิการที่พระองค์ได้อุปการะแก่วงศ์ญาติ ซึ่งต่างก็ระลึกถึงและอาลัยอาวรณ์ไม่รู้หาย กับเพื่อเป็นสิ่งตอบแทนท่านที่เคารพและรักใคร่ในคราวงานพระเมรุ และขออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระองค์ท่าน ผู้เป็นพระขนิษฐภคินีที่รักยิ่งของข้าพเจ้าด้วย.
เจ้าแก้วนวรัฐฯ
นครเชียงใหม่ เมษายน ๒๔๗๗
จบตอนที่ ๑ (ผิดตกยกเว้น)
วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553
การ์ดแต่งงานในอดีต
ถ้าจะมองถึงการแต่งงานในอดีตมีการเชิญแขกมาร่วมงาน และจัดเลี้ยงเหมือนสมัยนี้แต่นิยมจัดที่บ้านที่เป็นเรือนหอ มีการแจกการ์ดแต่งงาน ที่ดูเรียบง่ายสวยงาม ที่ มิวเซียมเบญจพล มีการ์ดของคนในครอบครัว อยู่ สอง ใบ คือของคุณตาบุญเจริญ และคุณยายทองอินทร์ เลาวพงศ์ ซึ่งคุณยายเล่าว่า ได้มีการพิมพ์การ์ดเตรียมไว้นาน พอถึงใกล้วันแต่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมณฑล พายัพและเสด็จผ่านที่หน้าบ้านพอดี ทางการจึงขอให้งดงานเลี้ยงและให้เฝ้ารับเสด็จ แล้วจัดแต่งงานเป็นการภายใน การ์ดที่แจกไปก็เลยไม่ได้จัดงานเลี้ยง ส่วนอีกใบหนึ่งเป็นการ์ดงานแต่งงานของคุณพ่อวิมล คุณแม่อาภรณ์ สิทธิประณีต. ซึ่งจัดที่บ้าน"ในเวียง" คือบ้านเรือนหอ ที่อยู่บริเวณเดียวกับบ้าน คุณปู่ คุณย่า มีทั้งการผูกข้อมือแบบพื้นเมืองตามประเพณีภาคเหนือของบ้านคุณปู่ คุณย่า และรดน้ำสังข์แบบภาคกลางตามประเพณีของบ้านคุณตาคุณยายด้วย ตอนเย็นมีงานเลี้ยงบริเวณหน้าเรือนหอ อาหารที่จัดเลี้ยงเป็นของโรงเรียนการช่าง ตามในการ์เชิญ มีวงดนตรีของธนาคารออมสินมาเล่นด้วย แล้วผมจะเอารูปมาให้ดูภายหลัง
วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553
คุณยายเล่าให้ฟัง
วันหนึ่งเมื่อหลายสิบปีมาแล้วที่ชานบ้านคุณยายกำลังเตรียมผักทำอาหารเย็นให้ลูกๆ หลานๆกิน ผมเหลือบไปเห็นภาพหนึ่งอยู่ในกรอบรูปที่ฝาผนัง เป็นรูปผู้ชายวัยกลางคนที่ดูดีภูมิฐานเลยถามคุณยายว่าในภาพนั้นเป็นใครท่านบอกนั้นคุณชวดพ่อของคุณยายเอง ท่านชื่อตาทวดสมบูรณ์ สุจนิล บ้านท่านอยู่ที่ริมน้ำปิงย่านวัดเกต เป็นชาวภาคกลางเดินทางค้าขายโดยเรือหางแมงป่อง โดยนำเอาเกลือ ผ้า มาจากทางกรุงเทพฯ ขึ้นมาขายเปิดร้านที่หน้าวัดเกต ขาล่องก็จะนำเอาของป่า ครั่งไปขายที่กรุงเทพฯ ส่วนยายทวดเป็นลูกของ ขุนราชสาลี (จีน วสุวัต) ชื่อ ทวดถมยา วสุวัส คุณยายตอนเด็กๆก็ไว้ผมจุกตามธรรมเนียมชาวภาคกลางและได้มีพิธีโกนจุกซึ่งเป็นงานใหญ่โต ของเชียงใหม่ในระยะนั้นทีเดียว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
การ์เรียนเชิญเปิดและชมนิทรรศการ
นิทรรศการตั้งแต่ ๑๕ พย.ถึง ๑๕ ธค.นี้
In this photograph if you know please tell me where they are ?
ภาพถ่ายชุดนี้ คุณพ่อผมถ่ายไว้เป็นจำนวนมากเมื่อ ไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณ หกสิบ ถึงเจ็ดสิบปีมาแล้ว ท่านเสียชีวิตไปปี ๒๕๑๓ เอกสารบางอย่างถูกน้ำถ่วมและสูญหาย ทำให้ไม่ทราบถึงสถานที่ในภาพ ถ้าหากท่านทราบกรุณาบอกผมด้วยขอบคุณครับ
In this photograph if you know pleas tell me where they are ?
รูปแกะสลักนี้ตั้งอยู่ที่ไหนครับทราบโปรดบอกด้วยครับขอบคุณครับ
Please tell me where they are ?
รูปเหล่านี้เป็นเทพฯของอียิปต์ยุกต์โบราณ
Please tell me where they are ?
หน้าจะเป็นเทพฯ หรือ ราชินีองค์หนึ่งในอียิปต์โบราณ ถ้าสรวมหมวกรูปบัลลังก์ จะป็นเทพไอซิส
Please tell me were they are ?
Please tell me where they are ?
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช เทิดพระเกียรติในวาระ ๑๐๐ ปี วันสวรรคต ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ (มีบทความด้านล่าง)
พระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
๑๑๐ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์มิรู้ลืม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายเบญจพล สิทธิประณีต.
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระโอรสธิดา
สมเด็จย่าทรงกับพระโอรสธิดาครั้งทรงพระเยาว์
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทร รัชการที่ ๘ สมเด็จย่า ฯ พระอนุชา
ในหลวงรัชการที่ ๘ สมเด็จย่า และพระอนุชา (ในหลวงรัชกาลที่ ๙)
ทรงงาน
พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชการที่ ๙ และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงงาน
สมเด็จแม่ฯ
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
สูจิบัตร นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม
นิทรรศการ ๑๐๙ ปี แสงรวีศรีนครินทร์รุ่งโรจน์ มิรู้ลืม ณ.ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์(แพ บุนนาค) งานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๙ ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒ (มีรูปงานนิทรรศการด้านล่าง)
My collection-ภาพเก่าเล่าอดีต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่(พ.ศ.2501)
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาท(พ.ศ.2501)
ทั้งสองพระองค์บริเวณบันไดนาควัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
พระบัวเข็ม
พระบัวเข็ม ที่บ้านจะมีจานเชิงใส่นำรองอยู่ด้านล่างองค์พระซึ่งทำจากไม้ลงรักปิดทอง
The way of life in U.S.A.
Tn the town by Vimol Siddhipraneet.
The way of life in u.s.a.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A.
In the town.
The way of life in U.S.A
In the town.
ภาพถ่ายในสหรัฐอเมริกา
ถ่ายโดย คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.เมื่อครั้งไปสหรัฐอเมริกา
ภาพถ่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย เมื่อทำงานสำนักข่าวสารอเมริกัน
ภาพถ่ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
คุณพ่อวิมล สิทธิประณีต.ถ่าย ล้าง และอัดเอง ท่านมีห้องมืดที่บ้าน.